xs
xsm
sm
md
lg

โฆษก รบ.หงายการ์ดข่าวปลอม ขึ้น VAT จาก 7% เป็น 10% ส.ว.ถอยไม่ดันรายงานศึกษาฯ เข้าที่ประชุม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



วันนี้ (21 เม.ย. 2569) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่มีการส่งข้อความในสื่อโซเชียลว่าจะมีการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% ว่าเป็นข่าวปลอม รัฐบาลมีแต่จะพิจารณามาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายประชาชนเท่านั้น
.
ส่วนประเด็นที่มีการวิจารณ์รัฐบาลว่ารัฐบาลข้ามหัวข้าราชการ จะทำการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน เพื่อใช้ประคับประคองเศรษฐกิจยามฉุกเฉิน แต่ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการคลังยังไม่ทราบเรื่อง ขออธิบายว่า นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เพียงตอบโดยให้ความเห็นทางกฎหมายว่า ถ้าจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน ก็ทำได้ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ คือเป็นกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เช่น วิกฤตโควิด-19 ก็เคยกู้แบบนี้ ซึ่งไม่ได้มีปัญหาข้อกฎหมาย และเมื่อถูกถามว่า ขณะนี้เข้าเกณฑ์มาตรา 172 หรือไม่ รองนายกฯ จึงตอบว่า สถานการณ์เช่นนี้ก็เข้า เงินคงคลังเหลือไม่มาก และมีจะผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แถมปีนี้ยังจะมีซูเปอร์เอลนีโญ่อีกที่จะกระทบต่อผลิตผลทางการเกษตร ต้องมีไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินที่ไม่รู้ว่าจะมีอะไรอีก
.
น.ส.รัชดา กล่าวว่า การบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลและข้าราชการต้องทำงานร่วมกัน รับฟังกันและกัน การด่วนสรุปว่ามีการตัดสินใจข้ามหัวข้าราชการจึงเป็นความคิดเห็นที่เกินเลยไปมากทีเดียว
.
ด้านนายกัมพล สุภาแพ่ง ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (20 เม.ย. 2569) ได้ยื่นเรื่องขอถอนวาระการพิจารณาศึกษาเรื่องแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทยไปแล้ว ตนไม่ได้กลัว แต่ไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่เจตนาให้ทุกฝ่ายมีความเป็นอยู่ที่ดี โดยเฉพาะเงินเหล่านี้จะตกไปอยู่กับชนชั้นล่าง ส่วนการจัดทำรายงานดังกล่าว เนื่องจากปัญหาการขอขึ้นค่าแรง งบประมาณการดูแลผู้สูงอายุ สาธารณูปโภค สวัสดิการการรักษาพยาบาล ที่ยังไม่มีงบประมาณดำเนินการเพียงพอ จึงมีข้อเสนอแนะให้กรรมาธิการเศรษฐกิจฯ ศึกษาในเรื่องนี้ ซึ่งได้มีการศึกษาข้อมูลทั้งอดีตปัจจุบันและอนาคตอย่างครอบคลุม
.
หลังจากรายงานเสร็จสิ้นก็เตรียมที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภา ตนเห็นด้วยกับการทำรายงานศึกษาชิ้นนี้ เพราะหากจะต้องนำเงินไปดูแลผู้สูงอายุ ภาครัฐจะต้องหาเงิน และได้ให้ข้อเสนอแนะไปว่า จะต้องไม่กระทบกับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งในการศึกษาเป็นการเพิ่ม VAT แบบขั้นบันได เช่น ปีละ 1% 3 ปีก็ 3% เน้นกลุ่มผู้มีรายได้ ขณะเดียวกันวุฒิสภาก็ไม่มีหน้าที่ไปสั่งคณะรัฐมนตรีให้ดำเนินการตามรายงาน เพียงแต่ในอำนาจหน้าที่ได้ศึกษาและให้ข้อเสนอแนะเท่านั้น
.
"หากรัฐบาลจะไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร บางทีอ่านรายงานไม่ละเอียด พูดว่าขึ้น 10% ถ้าเป็นผมเห็นอย่างนั้นก็ไม่เอา เพราะผมก็ไม่ได้มีเงินทองมาก ทุกวันนี้ก็เสียภาษีเยอะ ทำเป็นเพียงรายงานเพื่อต่อไปในอนาคตเราพร้อม แต่บังเอิญมาตรงกับสงครามตะวันออกกลาง แล้วเอาเข้ามาในสภาฯ ใหญ่ ทั้งที่รายงานฉบับนี้ทำตั้งแต่ปีที่แล้ว ผมก็เลยงงเพราะเพิ่งรู้เมื่อวาน อยู่ๆ ก็มาพูดกันเรื่องขึ้นภาษี เป็นเราก็ตกใจ จึงคิดว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะเป็นเพียงแค่รายงานเชิงวิชาการเท่านั้น เดี๋ยวจะหาว่า ส.ว. และกรรมาธิการไม่ทำงาน ท้ายที่สุดแล้วจึงตัดสินใจถอนรายงานออก ทั้งที่รายงานไม่มีผลกระทบกับประชาชน เพราะอาจจะได้สวัสดิการที่ดีขึ้น แม้จะไม่ใช่ในตอนนี้แต่เป็นในอนาคต" นายกำพล กล่าว
.
นายกำพล กล่าวว่า การเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นขั้นบันได ไม่กระทบอะไรเลย กระทบผู้มีรายได้มากมาจุนเจือพวกเรา เพื่อจะได้เสมอภาคกันไม่งั้นเขาได้เปรียบเราตลอด พ่อค้านายทุนต่างๆ ที่ร่ำรวย เสียภาษีก็มีการหลบเลี่ยงได้ ผมก็มาจากคนจน ทั้งนี้ รายงานจะเข้าเมื่อไหร่ก็ได้ ที่ประเทศมีความพร้อม ประชาชนอยู่ดีกินดีแล้ว เพราะเรื่องนี้ประชาชนได้ประโยชน์ ซึ่งในรายงานมีการศึกษาเปรียบเทียบภาษีของแต่ละประเทศ โดยเมียนมา VAT อยู่ที่ 5% ประเทศไทย 7% นอกนั้นประเทศในอาเซียนสูงกว่าประเทศไทยทั้งหมด สูงสุด 14% ยืนยันว่ารายงานการขึ้นภาษีไม่ได้เกี่ยวข้องกับ พ.ร.ก. เงินกู้ 5 แสนล้านบาทแต่บังเอิญรายงานฉบับนี้เข้าวาระการประชุมในจังหวัดที่ไม่ดี
......
Sondhi X