(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/04/iran-shuts-down-strait-of-hormuz-again-accusing-us-of-piracy/)
Iran shuts down Strait of Hormuz again, accusing US of ‘piracy’
by Stephen Prager
19/04/2026
เตหะรานกล่าวหาวอชิงตันมีพฤติการณ์แบบโจรสลัด จากการประกาศมาตรการปิดล้อมทางทะเลบรรดาท่าเรือของอิหร่าน พร้อมกับประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งหนึ่ง ด้านผู้เชี่ยวชาญชี้ วิธีการของสหรัฐฯยังไม่ได้ผล ต้องเจรจาตกลงกับอิหร่านให้สำเร็จ หรือไม่ก็ใช้กำลังบังคับเท่านั้น
การหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านกำลังอยู่ในอันตรายร้ายแรงที่จะพังครืนลง หลังจากอิหร่านประกาศในวันเสาร์ (18 เม.ย.) ว่า เพื่อตอบโต้กับการที่สหรัฐฯยังคงใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลไม่ยอมเลิก พวกเขาก็จะบังคับใช้ข้อจำกัดสำหรับการเดินทาง ณ ช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งหนึ่ง ภายหลังจากเพิ่งเปิดช่องแคบแห่งนี้ให้ใช้กันได้ใหม่เป็นช่วงสั้นๆ ในวันศุกร์ (17 เม.ย.)
อิหร่านกำลังใช้ช่องแคบแห่งนี้ –ซึ่งเป็นทางผ่านของน้ำมันประมาณ 20% ของโลก— เป็นจุดสำหรับใช้รัดคอบีบคั้นการพาณิชย์ของโลกตะวันตก ในการตอบโต้สงครามที่สหรัฐฯกับอิสราเอลเปิดฉากขึ้นมาตั้งแต่เมื่อวันสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ นอกจากนั้น ช่องแคบแห่งนี้ยังถือเป็นหัวใจสำคัญของการหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ระหว่างทั้งสองฝ่าย ซึ่งมีกำหนดสิ้นสุดลงในวันพุธ (22 เม.ย.) นี้อีกด้วย
ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ (17 เม.ย.) เตหะรานประกาศว่า ฮอร์มุซ “ได้เปิดขึ้นมาใหม่อย่างสมบูรณ์” อีกครั้งหนึ่งแล้ว เพื่อเป็นการตอบสนองต่อการทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับเลบานอนซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว ทว่าข้อตกลงอันหลังนี้ ก็ทำท่าว่ากำลังแหลกสลายลงมาแล้วเช่นเดียวกัน จากพฤติการณ์ของทางการอิสราเอลที่ดูเหมือนเป็นการละเมิดข้อตกลงอย่างต่อเนื่องเป็นชุด ทั้งนี้ พวกเขายังคงกำลังสาดอาวุธยาวใส่พื้นที่ภาคใต้ของเลบานอน และกำลังทำลายบ้านเรือนของประชาชนในเลบานอนอยู่เรื่อยๆ แม้กระทั่งในขณะที่พวกพลเรือนที่ต้องกลายเป็นพวกพลัดถิ่นที่อยู่ กำลังเดินทางกลับบ้านหลังมีรายงานข่าวเรื่องการหยุดยิง
พวกเจ้าหน้าที่อิหร่านแจ้งว่า พวกเขาเลือกที่จะบังคับใช้มาตรการของพวกเขา ในการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่าจากการที่สหรัฐฯยังคงดำเนินการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือต่างๆ ของอิหร่านตลอดจนเรือต่างๆ ของอิหร่านต่อไป หลังจากเริ่มต้นกระทำเช่นนั้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มันก็เท่ากับว่าสหรัฐฯไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้นั่นเอง
ตามโพสต์ทางโซเชียลมีเดียของกองบัญชาการทหารด้านกลางของสหรัฐฯ (US Central Command หรือ US CENTCOM กองบัญชาการทหารของสหรัฐฯซึ่งหน้าที่รับผิดชอบครอบคลุมภูมิภาคตะวันออกกลาง) เมื่อวันเสาร์ (18 เม.ย.) ระบุว่า ฝ่ายทหารสหรัฐฯได้สั่งให้เรือซึ่งแล่นมาถึงใกล้ๆ ช่องแคบฮอร์มุซ ต้องหันหัวเลี้ยวกลับไปอย่างน้อยที่สุด 23 ลำแล้ว นับตั้งแต่ที่เริ่มการปิดล้อมของฝ่ายตนขึ้นเมื่อวันที่ 13 เมษายน
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวอ้างในวันศุกร์ (17 เม.ย.) ว่าอิหร่านได้ตกลงยินยอมเปิดช่องแคบแห่งนี้ขึ้นมาใหม่โดยไม่มีการตั้งเงื่อนไขใดๆ ทว่าสำหรับการปิดล้อมของฝ่ายสหรัฐฯนั้น จะ “ยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่” ไปจนกว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงที่มีขอบเขตกว้างขวางมากขึ้น ซึ่งครอบคลุมถึงเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านด้วย
อย่างไรก็ดี รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศอิหร่าน ซาอีด คาติบซาเดห์ (Saeed Khatibzadeh) กล่าวโต้แย้งระหว่างอยู่ในงานประชุมงานหนึ่งเมื่อวันเสาร์ (18 เม.ย.) ว่า “นั่นไม่ใช่เงื่อนไขที่เราตกลงกันไว้”
ในเวลาต่อมา กองบัญชาการทหารของอิหร่านได้ออกคำแถลงอย่างเป็นทางการประกาศว่า ตนจะเริ่มต้นจำกัดการเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกคำรบหนึ่ง
“สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้กระทำตามข้อตกลงต่างๆ ที่ได้เห็นชอบกันไว้ ในการเจรจาซึ่งมีขึ้นมาด้วยความสุจริตใจ ด้วยการตัดสินใจเข้าบริหารจัดการการผ่านช่องแคบฮอร์มุซของเรือน้ำมันและเรือพาณิชย์ต่างๆ ในปริมาณจำกัด” คำแถลงระบุ “แต่เป็นโชคร้าย เนื่องจากทางฝ่ายอเมริกัน ด้วยการที่พวกเขากำลังทำลายความไว้วางใจกันครั้งแล้วครั้งเล่า –ซึ่งอันที่จริงนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่พวกเขาเคยกระทำมาในอดีตอยู่เสมอ – เวลานี้ยังแสดงพฤติการณ์แบบโจรสลัด และแบบโจรปล้นสินค้ากลางทะเลของพวกเขาต่อไป ภายใต้การใช้ข้ออ้างบังหน้าที่เรียกว่า การปิดล้อม” ทางทะเล
“เส้นทางน้ำยุทธศาสตร์แห่งนี้ ขณะนี้อยู่ใต้การบริหารจัดการและการควบคุมอย่างเข้มงวดของกองทัพแล้ว” คำแถลงกล่าวต่อ “ตราบใดที่สหรัฐฯยังไม่ยุติการขัดขวางกีดกั้นความเคลื่อนไหวอย่างมีเสรีภาพโดยสมบูรณ์ของเรือต่างๆ ที่มาจากอิหร่านเพื่อมุ่งไปยังจุดหมายปลายทางของพวกตน ตลอดจนของเรือต่างๆ ที่กลับออกมาจากอิหร่านแล้ว สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซก็จะยังคงอยู่ใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด และจะยังคงเป็นอย่างเช่นที่เคยเป็นอยู่ก่อนหน้านี้”
ในเวลาต่อมาของวันเสาร์ (18 เม.ย.) เรือปืนหลายลำของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps หรือ IRGC) ได้เปิดฉากยิงใส่เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งที่กำลังเดินทางผ่านช่องแคบ ทั้งนี้ไม่มีรายงานว่าเกิดการบาดเจ็บใดๆ
อย่างที่ อาลี ฮาเชม (Ali Hashem) ผู้สื่อข่าวของสื่อ อัล จาซีรา บรรยายสถานการณ์เอาไว้ การพูดจาระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน กำลังถูกดึงถอย “กลับมายังจุดตั้งต้น” อีกครั้งหนึ่งเสียแล้ว
ช่องว่างดูเหมือนกำลังเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่ได้รับการต่อเชื่อมให้สำเร็จเสร็จสิ้นก่อนวันพุธ (22 เม.ย.) ในเมื่อ ทรัมป์ ยังคงพยายามเรียกร้องให้อิหร่านยินยอมสหรัฐฯในเรื่องการโยกย้ายยูเรเนียมเสริมสมรรถนะแล้วของพวกเขาทั้งหมดออกไปจากประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่งมาให้แก่สหรัฐฯ ถึงแม้อิหร่านพูดแล้วว่านี่ไม่ได้เป็นจุดที่จะทำให้สามารถเริ่มต้นเดินหน้ากันต่อไปได้เลย
สหรัฐฯกับอิสราเอลทำการโจมตีในอิหร่าน โดยได้สังหารพลเรือนไปแล้วมากกว่า 1,700 คน ทั้งนี้ตามตัวเลขข้อมูลของสำนักข่าวข่าวนักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชน (Human Rights Activist News Agency) ที่ตั้งฐานอยู่ในสหรัฐฯ และมีชาวอิหร่านกว่า 3 ล้านคนซึ่งต้องพลัดถิ่นที่อยู่นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น ทั้งนี้ตามรายงานของหน่วยงานด้านผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ
ทรัมป์กล่าวในวันศุกร์ (17 เม.ย.) ว่า บางทีเขา “อาจจะไม่ขยาย” ระยะเวลาการหยุดยิง และ “การปิดล้อม (ทางทะเล) ก็จะเดินหน้าต่อไป ถ้ายังไม่มีการบรรลุข้อตกลงใดๆ ภายในวันพุธ ทั้งนี้ เขากล่าวในเชิงข่มขู่ว่า “โชคร้าย เรากำลังจะเริ่มต้นทิ้งระเบิดอีกครั้งหนึ่งแล้ว”
ประธานาธิบดีสหรัฐฯบอกว่า อิหร่าน “ดูน่ารักขึ้นนิดนึง” ในวันเสาร์ จากการปิดช่องแคบอีกครั้ง แต่บอกด้วยว่า อิหร่าน “ไม่สามารถที่จะแบล็กเมลเราได้”
อย่างไรก็ดี การปิดเส้นทางน้ำนี้ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นหนึ่งในเครื่องต่อรองของอิหร่านที่ใช้กับสหรัฐฯได้อย่างทรงประสิทธิภาพที่สุด มันเป็นสาเหตุทำให้ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯพุ่งขึ้นจนอยู่สูงกว่าแกลลอนละ 4 ดอลลาร์ และเกิดอัตราเงินเฟ้อที่สร้างแรงกระเพื่อมแผ่กว้างออกไปทั่วทั้งเศรษฐกิจของฝ่ายตะวันตก และกำลังฉุดรั้งเรตติ้งความยอมรับผลงานของทรัมป์ซึ่งลำบากย่ำแย่อยู่แล้ว ให้ยิ่งดิ่งเหวลงไปอีก ขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯขยับใกล้เข้ามาทุกที
เจนนิเฟอร์ พาร์คเกอร์ (Jennifer Parker) นักวิจัยสมทบ (adjunct fellow) ทางด้านการนาวีศึกษา (naval studies) ของมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ (University of New South Wales) ในออสเตรเลีย บอกกับสื่อ อัล จาซีรา ว่า การปิดล้อมของสหรัฐฯไม่ได้มีความสามารถที่จะทำให้อิหร่านพิกลพิการ ในลักษณะเดียวกับที่อิหร่านสามารถทำให้สหรัฐฯพิกลพิการ
“มันไม่ใช่ว่า การที่สหรัฐฯปิดล้อมพวกท่าเรือต่างๆ ของอิหร่าน กำลังส่งผลกระทบต่อการเดินเรือส่วนใหญ่ซึ่งจะต้องใช้เส้นทางผ่านช่องแคบแห่งนั้น ทว่ามันเป็นการโจมตีของกองทัพเรืออิหร่านและกองกำลัง IRGC ต่างหาก ที่กำลังเล่นงานพวกเรือพลเรือนต่างๆ อยู่” เธอกล่าว “เพื่อแก้ไขปัญหาในช่องแคบฮอร์มุซ จำเป็นที่จะต้องกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง นั่นคือ ถ้าหากไม่ทำความตกลงเพื่อให้อิหร่านยุติการโจมตีเรือ ก็จะต้องใช้การแทรกแซงด้วยกำลังทหารที่สามารถมีผลบังคับได้จริงๆ เข้าไปทำให้พวกเขายุติการโจมตีเรือ แล้วจากนั้นก็ประกาศให้หลักประกันความมั่นใจเป็นการทั่วไปอีกครั้งในตลอดทั่วทั้งช่องแคบนี้ว่า มีการเก็บกวาดทุ่นระเบิดกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และถ้าหาก IRGC กลับมาพยายามโจมตีเรือพาณิชย์อีก เรือพาณิชย์เหล่านี้ก็จะได้รับการพิทักษ์ปกป้อง ... เรายังอยู่บนเส้นทางอีกไกลนัก จากสิ่งที่ว่ามาเหล่านี้ทั้งหมด”
มอสตาฟา คอสเชซิม(Mostafa Khoshcheshm) ศาสตราจารย์ชาวอิหร่าน บอกว่า คำแถลงต่างๆ ที่ขัดแย้งกันเองของทรัมป์ในเรื่องเกี่ยวกับการหยุดยิง กำลังทำให้อิหร่านเกิดความแน่ใจขึ้นมาว่า สหรัฐฯไม่ได้เป็น “หุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือไว้วางใจได้สำหรับการตกลงทำดีลชนิดใดๆ ด้วยทั้งนั้น” และในขณะที่ทรัมป์ยังคงประพฤติตัวแบบเอาแน่เอานอนไม่ได้ต่อไป “อิหร่านก็จะเดินหน้าทำสงครามต่อไปอีก”
เขาบอกกับ อัล จาซีรา ดังนี้ “อิหร่านเชื่อว่าตนเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่า และเรื่องนี้จะต้องทำให้ปรากฏออกมาอย่างชัดเจนในการเผชิญหน้ากันใดๆ ต่อไปในอนาคต”
ข้อเขียนชิ้นนี้ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ข่าว คอมมอน ดรีมส์ https://www.commondreams.org/news/iran-shuts-down-hormuz-again

