วิกฤตฝุ่นพิษภาคเหนือเข้าขั้นรุนแรง นายกฯ อนุทินเตรียมนำทีมลงพื้นที่เชียงใหม่ 20 เม.ย.นี้ เพื่อบัญชาการแก้ปัญหาเชิงรุกด้วยตัวเอง หลังถูกวิจารณ์ว่าที่ผ่านมาล้มเหลว
สถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันที่กำลังเป็นปัญหามลพิษที่กำลังกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ตอนบนของประเทศอย่างรุนแรง ทำให้รัฐบาลไม่สามารถทำงานสั่งการจากส่วนกลางได้อีกต่อไป ทำให้ในวันที่ 20 เมษายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมลงพื้นที่เพื่อรับทราบถึงข้อมูลและรายงานที่สำคัญด้วยตัวเอง
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ในวันจันทร์ที่ 20 เมษายน ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบาย และแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 แล้ว นายอนุทิน จะนำทีมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรีกลุ่มคลัสเตอร์ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานตามภารกิจลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่ยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคเหนือ
โดยนายกฯจะมอบนโยบายและข้อสั่งการเชิงรุกในพื้นที่ เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งมาตรการด้านการเกษตรในพื้นที่สูง มาตรการเพื่อลดและห้ามการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีกระบวนการผลิตเกี่ยวข้องข้องกับการเผา มาตรการด้านสุขภาพของประชาชน ตลอดจนการช่วยเหลือและสนับสนุนการควบคุมไฟป่าในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ รวมถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน
นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรียกร้องไปยังรัฐบาลว่า หลังจากที่ภาคเหนือและภาคอีสานตอนบน ต้องเจอกับปัญหา PM2.5 อย่างรุนแรงมากว่าหนึ่งเดือน จึงมีข้อเสนอ 5 ข้อ เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วน เช่น เร่งทำแผนที่เสี่ยงไฟป่า ณ ปัจจุบันโดยทันที เริ่มจากการใช้ ข้อมูล แผนที่ป่า จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มารวมเข้ากับ ข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ในปีนี้ ของ GISTDA จัดทำศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ แบ่งตามกลุ่มพื้นที่เสี่ยงนั้นๆ ใช้เงินทดรองราชการจากการประกาศเขตภัยพิบัติในการจ้างแรงงาน เพื่อให้คนที่อยู่ในพื้นที่ป่า ซึ่งรู้จักป่าดีที่สุด มีงบประมาณ มีอุปกรณ์ในการดูแลป่าของพวกเขาอย่างเต็มที่
นอกจากนี้ ต้องเร่งการจัดการมลพิษอากาศข้ามแดนด้วยการดำเนินการตรวจสอบย้อนกลับพื้นที่พิกัดแปลงเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีการนำเข้าอย่างเข้มงวด พร้อมออกมาตรการการประกาศรายชื่อผู้กระทำผิด หรือลักลอบนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ผิดกฎหมาย ยกระดับการฑูต ขอให้ประเทศเพื่อนบ้านจริงจังในการจัดการปัญหาการเผามากขึ้น และที่สำคัญ คือ การหยิบยกเอาร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด นำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง

