กองบัญชาการร่วมฝ่ายทหารของอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งในวันเสาร์ (18 เม.ย.) หลายชั่วโมงหลังเปิดให้เรือผ่านอีกครั้งหนึ่ง โดยที่มีรายงานว่าเรือสินค้าจำนวนสิบกว่าลำสามารถแล่นเข้าออกเส้นทางนำทรงความสำคัญทางยุทธศาสตร์สายนี้ ทั้งนี้เตหะรานอ้างเหตุผลว่าที่ต้องกลับมาปิด เนื่องจากสหรัฐฯไม่ยอมยกเลิกการปิดล้อมทางนาวีท่าเรือต่างๆ ของอิหร่าน และหากวอชิงตันไม่เปลี่ยนแปลงเรื่องนี้แล้ว ฮอร์มุซก็จะถูกปิดต่อไป
การกลับไปกลับมาในเรื่องช่องแคบสำคัญแห่งนี้ ทำให้เกิดความสงสัยข้องใจการมองการณ์ในแง่ดีเมื่อวันศุกร์ (17) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ซึ่งเขาระบุว่าข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติสงครามที่สหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีใส่อิหร่าน กำลัง “ใกล้มากๆ” ที่จะตกลงกันได้แล้ว
เตหะรานได้ประกาศในวันศุกร์ (17) ที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือพาณิชย์แล่นผ่านได้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากมีการตกลงหยุดยิงในเลบานอนเพื่อยุติสงครามที่อิสราเอลถล่มโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเตหะรานหนุนหลังอยู่
ความเป็นไปได้ที่เส้นทางขนส่งที่เป็นทางผ่านของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวปริมาณเกือบๆ 1 ใน 5 ของโลกในแต่ละวัน ทำให้ตลาดการเงินของโลกแสดงปฏิกิริยาตอบสนองในทันที และส่งให้ราคาน้ำมันดิบหล่นวูบลงมา อย่างไรก็ดี ทรัมป์ซึ่งตอนแรกแสดงอาการดีอกดีใจ กลับมีท่าทีเปลี่ยนไปในอีกไม่กี่นาทีถัดมา โดยยืนยันว่า การปิดล้อมทางนาวีของกองทัพเรือสหรัฐฯต่อท่าเรือต่างๆ ของอิหร่านจะยังคงดำเนินต่อไป จวบจนกระทั่งมีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพแล้วเท่านั้น เรื่องนี้ทำให้เตหะรานขู่ว่าจะกลับมาปิดฮอร์มุซอีกครั้งหนึ่ง
หลังจากนั้น ตอนสายวันเสาร์ สถานีโทรทัศน์ทางการอิหร่านรายงานโดยอ้างคำแถลงของกองบัญชาการร่วมทหารของอิหร่าน ระบุว่า “การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้กลับคืนสู่สถานะก่อนหน้านี้แล้ว” โดย “อยู่ใต้การบริหารจัดการและการควบคุมอย่างเข้มงวดกวดขันของทางกองทัพ” พร้อมกับอธิบายว่าการตัดสินใจคราวนี้เป็นการตอบโต้ต่อการที่สหรัฐฯยังคงใช้มาตรการปิดล้อมอิหร่านต่อไป
ประกาศนี้ออกมาในขณะที่พวกเว็บไซต์ติดตามความเคลื่อนไหวของเรือเดินทะเลต่างๆ แสดงข้อมูลให้ทราบว่า มีเรือหลายลำกำลังพยายามแล่นผ่านเส้นทางน้ำแคบๆ นี้ออกไปอย่างรวดเร็ว โดยแล่นชิดกับน่านน้ำอาณาเขตของอิหร่านตามที่เตหะรานแนะนำ แล้วยังมีบางลำซึ่งแจ้งผ่านวิทยุสื่อสารระบุว่าตนเป็นเรืออินเดียหรือไม่ก็เรือจีน โดยดูเหมือนจะด้วยความเชื่อว่าจะทำให้สามารถแล่นผ่านได้อย่างสะดวกปลอดภัยยิ่งขึ้น
เอเอฟพีระบุว่า เมื่อถึง 10.30 น.วันเสาร์ ตามเวลามาตรฐานกรีนิช (ตรงกับ 17.30 น.เวลาเมืองไทย) มีเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว จำนวนอย่างน้อย 8 ลำ ได้ข้ามช่องแคบออกไปสำเร็จ แต่ก็มีอีกอย่างน้อยในจำนวนพอๆ กันที่ดูเหมือนตัดสินใจเลี้ยวเรือกลับหลังจากเริ่มต้นออกสู่อ่าวเปอร์เซีย
แต่ถึงแม้สถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซดูสับสนไม่แน่ไม่นอนเช่นนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ยังดูมีความมั่นใจว่า จะสามารถตกลงทำดีลยุติศึกกันได้ในเวลาอีกไม่นาน
เขาโพสต์ข้อความต่อเนื่องทางสื่อสังคมเมื่อวันศุกร์ ยกย่องชมเชยความพยายามของปากีสถาน ในการเป็นคนกลางเพื่อให้วอชิงตันกับเตหะรานเปิดการเจรจารอบต่อไปและทำความตกลงกัน
ทั้งนี้ ในวันเสาร์ (18) จอมพล อาซิม มูนียร์ ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพปากีสถาน เสร็จสิ้นการเยือนอิหร่านเป็นเวลา 3 วันซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้เกิดข้อตกลงสันติภาพขึ้นมา โดยที่ระหว่างนั้นเขาได้พบหารือกับคณะผู้นำระดับท็อปของอิหร่าน
ขณะที่ มูนีย์ อยู่ในอิหร่านนี้เอง ทางด้านนายกรัฐมนตรี เชบาซ ชาริฟ ของปากีสถาน ก็ได้เดินทางตระเวนเยือนทั้งซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์, และตุรกี เพื่อผลักดันกระบวนการสันติภาพ
อียิปต์ ซึ่งเข้าเกี่ยวข้องมีบทบาทในความพยายามทางการทูตคราวนี้ด้วย ดูเหมือนอยู่ในอาการปีติยินดีในวันเสาร์ ด้วยการที่รัฐมนตรีต่างประเทศ บาดร์ อับเดลัตตี กล่าวว่า ไคโร และอิสลามาบัด คาดหวังว่าจะสามารถได้เห็นข้อตกลงสุดท้ายได้ “ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”
อิสลามาบัดเวลานี้กลายเป็นผู้นำของคณะประเทศคนกลางเพื่อไกล่เกลี่ยระงับศึกคราวนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเป็นเจ้าภาพของการเจรจาสันติภาพโดยตรงรอบแรกเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งมีการเจรจามาราธอนถึง 21 ชั่วโมง ที่รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายสหรัฐฯ ขณะที่ฝ่ายอิหร่านนำโดยประธานรัฐสภา โมฮัมหมัด บาการ์ กาลิบาฟ ถึงแม้ยังไม่บรรลุผลสำเร็จ
เป็นที่คาดหมายกันว่า การพูดจารอบสองน่าจะเกิดขึ้นได้ในเมืองหลวงปากีสถานในสัปดาห์หน้า ถึงแม้ประเด็นใหญ่ที่สองฝ่ายยังตกลงกันไม่ได้ ซึ่งได้แก่เรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และเรื่องอนาคตโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยเฉพาะเรื่องยูเรเนียมเสริมสมรรถนะแล้วทางเตหะราน ยังอาจเป็นอุปสรรคขัดขวางที่ก้าวข้ามไม่ได้ง่ายๆ

