นักกฎหมาย ให้ถ้อยคำ กกต.ในฐานะพยานคดีเลือกตั้ง ย้ำ กกต.มีอำนาจพิมพ์บาร์โค้ด มอง “สมชัย-พวก” ป่วน เปรียบเป็นสภาโจ๊ก-ละครลิง แนะมีหลักฐานยื่นต่อศาล เลิกเพ้อเจ้อรายวัน มองเลือกตั้งยังลับ เพราะยังไม่มีใครรู้เลือกใคร ยินดีให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อศาล รธน.
วันนี้ (16 เม.ย.) นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฏฐ์ นักกฎหมายมหาชน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญคดีเลือกตั้ง เข้าให้ถ้อยคำต่อ กกต. หลังได้รับเชิญเป็นพยานในคดีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่ กกต.ถูกผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและคดีอยู่ระหว่างศาลขยายระยะเวลาให้ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและพยานหลักฐาน
โดย นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ปัญหาเรื่องการเลือกตั้งลับหรือไม่ลับ สะเทือนต่อทิศทางการเมืองประเทศ แต่วันนี้คือเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะและเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง ตนจึงรับที่จะมาเป็นพยานบุคคลให้กับ กกต. การแสดงความคิดเห็นของตนก่อนหน้านี้ไม่ใช่เป็นการเข้าข้าง กกต.แต่เป็นความเห็นทางวิชาการ และในทางปฏิบัติเหมือนต่างประเทศที่มีทั้งบาร์โค้ด (Barcode) และ คิวอาร์โค้ด (QR code) ซึ่งการเลือกตั้งในต่างประเทศไม่ถือเป็นโมฆะ เช่น ที่ประเทศอังกฤษ และเยอรมนี และจากที่ตนได้ไปศึกษาดูงาน ก็จะนำข้อมูลและรายละเอียดทั้งหมดมอบให้กับ กกต. เพราะกระบวนการการเลือกตั้ง กกต.มีอำนาจตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2566 ในข้อ 129 วรรค 2 ประกอบ 132 โดยเรื่องบาร์โค้ดไม่สามารถที่จะล้วงข้อมูล หรือจะรู้ได้ว่าประชาชนเลือกบุคคลใด และขอฝากไปถึง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ที่พยายามปั่นป่วนการเลือกตั้ง และจัดการเลือกตั้งจำลองร่วมกับกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา โดยข้อมูลตรงนี้ไม่สามารถใช้เป็นข้อมูลหลักฐานในคดีได้ จึงถือได้ว่านี่เป็น “สภาโจ๊ก” เป็น “ละครลิง” ฉากหนึ่ง ส่วนกรณีที่นำรายชื่อประชาชน 5.2 ล้านคน มาเปิดเผยโดยอ้างว่าเป็นรายชื่อหลุดในตลาดมืดนั้น อธิบดีกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย ก็ได้ไปแจ้งความกล่าวโทษนายสมชัยแล้ว ดังนั้น ขอให้หยุดปั่นป่วนต่อสังคม ควรจะหันมาร่วมทำให้ประเทศสงบสุข เดินหน้าไปด้วยกัน อะไรที่ไม่ถูกต้องและมีพยานหลักฐานควรยื่นต่อศาล ไม่ใช่เพ้อเจ้อไปวันๆ
นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ในปี 2549 คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชัดเจนในกรณีการจัดคูหาแล้วหันหลังให้กับประชาชนได้เห็น ซึ่งเป็นการเลือกตั้งแบบไม่ลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2561 ที่ระบุว่า ผู้พิการและผู้สูงอายุไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และมีกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเข้าไปอำนวยความสะดวกถึงคูหาว่าจะลับหรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาว่าการเลือกตั้งจะลับหรือไม่ขึ้นอยู่กับ “เป็นการเปิดเผยต่อสาธารณชนหรือไม่” อีกทั้งคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งปี 2557 เป็นโมฆะ เพราะไม่ได้เลือกตั้ง 28 หน่วยเลือกตั้ง ถือว่าไม่ได้เป็นการจัดการเลือกตั้งในวันเดียวกัน ขณะที่กรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งนั้น ที่ต่างประเทศก็มีการดำเนินการอยู่แล้ว และถือว่า กกต.ได้รับอำนาจตามที่กฎหมายระบุไว้ และถือว่าเป็นความลับตลอดไปเพราะมีกฎหมายในการควบคุม เพราะขณะที่ประชาชนใช้สิทธิไม่มีคนเห็น และขณะจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง กกต.ก็ได้แยกต้นขั้วและบัญชีรายชื่อออกจากกัน กรณีนี้เป็นการควบคุมโดยกฎหมาย เป็นเจตนารมณ์ตามความหมายของคำว่าลับ
ส่วนที่ฝ่ายค้านกังวลว่าการมีบาร์โค้ดจะสามารถคาดเดาผลการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้นั้น นายณัฐวุฒิ ตอบโดยมีการยกตัวอย่างการออกเสียงลงคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งที่ 15 เขตคันนายาว กทม. ในวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่มีกลุ่มคนตั้งกล้องจับภาพหน้าหน่วยเลือกตั้งตลอดเวลาและซูมบัตรเลือกตั้งขณะขานคะแนน และให้คนแรกเข้าไปจำรหัส 3 ตัว แล้วทำนายผลการเลือกตั้ง โดยมองว่าการทำเช่นนี้ผิด พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA และวิธีการเช่นนี้เป็นการปั่นป่วนขัดขวางการเลือกตั้ง ซึ่ง กกต.ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายไปร้องทุกข์กับบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว นายสมชัย ก็โดนด้วย ทั้งนี้กรณีบาร์โค้ดมีปัญหามากประชาชนคนไทยอาจจะตื่นตัวว่ากรณีแบบนี้อาจจะขัดต่อกฎหมายหรือไม่
“ประเด็นนี้เฉพาะบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ผมมองว่ายังอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย ถ้า กกต. มีอำนาจในกระบวนการออกแบบบัตรเลือกตั้ง แล้วบัตรจะไม่ลับอย่างไร นายสมชัยจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ไม่มีทางครับ มีแต่มโนเพ้อเจ้อไปวันๆ”
เมื่อถามว่า ไม่สามารถยกกรณีการเลือกตั้งเป็นโมฆะปี 2549 มาเทียบเคียงได้ใช่หรือไม่ นายณัฐวุฒิ ระบุว่า เป็นคนละเรื่องไม่เกี่ยวกัน เรื่องนี้ต้องมองว่าบาร์โค้ดสามารถย้อนถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้หรือไม่ เช่นใบแจ้งหนี้ค่าน้ำ ค่าไฟ ที่มีบาร์โค้ดก็ไม่สามารถละเมิดสิทธิได้ ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2566 ข้อ 132 กำหนดให้ กกต.จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งมีเลขที่ลำดับก็ตรวจสอบตามนั้น แต่เฉพาะบัตรใบเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าประชาชนผู้ใช้สิทธิ์เลือกใคร เลือกพรรคการเมืองใด ไม่สามารถตรวจสอบได้เพราะกำกับควบคุมด้วยกฎหมาย
เมื่อถามว่า มีเจตนาการสร้างความปั่นป่วนหรือไม่ เพราะหลังรับรอง สส.แล้ว ผู้ที่เรียกร้องก็เงียบหายไป นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งมีการปูดขึ้นมาหลังเลือกตั้ง 2 วัน และเรื่องนี้ก็ไปโผล่ในการออกเสียงลงคะแนนใหม่ มีการตั้งกล้องวีดีโอถ่ายภาพ ประชาชนได้รับผลกระทบและไม่กล้าออกไปใช้สิทธิ์ แต่เจตนารมณ์ที่มีการกระทำเช่นนั้น เพราะต้องการขัดขวางกระบวนการการเลือกตั้ง ซึ่งกระบวนการตรงนี้เป็นการกระทำต่อเนื่อง กฎหมายไม่ให้อำนาจและไม่สามารถนำไปเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ ส่วน สส.ที่เคยออกมาเรียกร้องเขาก็ได้ประโยชน์ เขาก็เงียบ หลังจากนี้ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วไม่ว่าผลจะออกบวกหรือลบ ต้องจบ ถ้าไม่จบคดีตามมาเป็นพรวน และยังมองว่าการวิจารณ์ทางการเมืองทั่วไปสามารถทำได้ การตรวจสอบว่า กกต.จัดการเลือกตั้ง สุจริตโปร่งใสหรือไม่ สามารถตรวจสอบได้ แต่กระบวนการตรวจสอบนั้นถ้าไปละเมิดสิทธิต่อประชาชน หรือไปใช้สิทธิเกินสิทธิ ล่วงล้ำสิทธิ อาจถูกดำเนินคดีอาญา
เมื่อถามว่า ในความเห็นคำว่าการเลือกตั้งโดยตรงและลับ ต้องเป็นความลับตลอดไปหรือ ลับเฉพาะตอนลงคะแนน นายณัฐวุฒิกล่าวว่า แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ลับขณะใช้สิทธิ ในขณะกาบัตรก็ไม่มีใครเห็น และลับหลังจากใช้สิทธิ เมื่อนับคะแนนเสร็จ กกต.ก็ยุบหีบรวม และเก็บรักษาตามที่กฎหมายกำกับควบคุม ตรงนี้เป็นการลับตลอดไป ซึ่งในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ก็ระบุว่าไม่สามารถมองเห็นได้ในขณะใช้สิทธิ และการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ หมายความว่าประชาชนไปแสดงตนลงชื่อ ดังนั้น พยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าลับหรือไม่ลับ คือ นำบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อของผู้มีสิทธิ นำมาชนกัน แต่ถ้าเฉพาะบัตรเลือกตั้งอย่างเดียวที่ใช้สิทธิ์แล้ว ตนยืนยันว่า ไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงตัวบุคคลได้ว่าเลือกใคร
ส่วนกรณีหากการร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญจำลองเหตุการณ์นำต้นขั้วกับบัตรมาชนกันทำได้หรือไม่ ดร.ณัฐวุฒิ ระบุว่า ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้อยคำที่ตนจะให้ กกต.ในวันนี้หากยังไม่ชัดแจ้ง ศาลจะเรียกไปไต่สวนเบิกความต่อศาลก็ยินดีเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะและประโยชน์ต่อบ้านเมือง
“ยืนยันว่า กกต.ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (1) และ (2) ใช้อำนาจระเบียบ กกต.ไว้ด้วยการเลือกตั้ง สส. 2566 ข้อ 129 วรรค 2 ประกอบข้อ 132 เขามีอำนาจ กฎหมายให้อำนาจ ลับหรือไม่ ไปดูกระบวนการ 2 ส่วน คือ ขณะใช้สิทธิเลือกตั้งและหลังจากนับคะแนนเสร็จ กกต.จัดการเก็บรักษาด้วยกฎหมาย ถามว่าวันนี้พี่น้องสื่อไปตรวจสอบได้ไหม ว่า ดร.ณัฏฐ์ไปเลือกใคร คำตอบคือไม่ได้ แล้วไม่ลับหรืออย่างนี้ ที่บอกว่าไม่ลับ เป็นการปั่นกระแสให้กับสังคม ทำให้ประชาชนสับสนมากกว่า ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของหลักกฎหมาย และไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของหลักนิติธรรม”

