xs
xsm
sm
md
lg

ผ่ามติครม.อัด 2 พันล้านอุ้มรถขนส่งกว่า 4.6 แสนคัน ดีเซลพุ่งสูง ส่อคุมต้นทุนไม่ไหว-คนไทยเตรียมจ่ายค่าเดินทางเพิ่ม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ประเทศไทยเผชิญวิกฤติราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 จากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ต้องลดการอุดหนุน เพื่อลดภาระกองทุนฯ แค่เพียง 2 สัปดาห์ ราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มจากเฉลี่ย 30 บาทต่อลิตรไปแตะระดับสูงสุด 50 บาทต่อลิตร ซึ่งน้ำมันดีเซลเป็นต้นทุนหลักของภาคอุตสาหกรรม การคมนาคมขนส่ง และการก่อสร้าง เมื่อน้ำมันเชื้อเพลิงเกิดภาวะราคาผันผวน ประกอบการรถโดยสารสาธารณะได้ลดเที่ยววิ่งลงถึง 20% เพื่อความอยู่รอด ส่วน เรือโดยสาร เครื่องบินโดยสาร ต่างพากันปรับขึ้นราคากันเพื่อสะท้อนภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น การลดเที่ยววิ่ง หรือ ขึ้นค่าโดยสาร ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนที่ต้องใช้บริการนอย่างมาก

@ครม.จัดงบกลาง ช่วยผู้ประกอบการขนส่ง

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 11 เม.ย.2569 เพื่อเร่งพิจารณามาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมัน ตามที่ กระทรวงการคลังเสนอ โดยกรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้จ่ายงบประมาณ ให้หน่วยรับงบประมาณพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงาน และแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยโอนงบประมาณรายจ่าย โอนเงินจัดสรรหรือ เปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร แล้วแต่กรณี หรือใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณ เงินสะสม หรือเงินรายได้ มาดำเนินการใน โอกาสแรกก่อน และหากไม่เพียงพอและมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการ ให้จัดทำแผนการปฏิบัติงานและ แผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่่อกรณี ฉุกเฉินหรือจำเป็น เท่าที่จำเป็นและเหมาะสม ตามขั้นตอนของระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. 2562 ต่อไป


@อัด 2 พันล้านบาทอุ้ม”รถบรรทุก-รถโดยสาร”กว่า 4.67 แสนคัน

ทั้งนี้ มติครม.อนุมัติมาตรการสนับสนุนเงินช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคขนส่ง สนับสนุนงบประมาณเพื่อช่วยอุดหนุนค่าน้ำมันแก่ผู้ประกอบการขนส่งเป็นระยะเวลา 42 วัน (ตั้งแต่ 20 เม.ย.- 31 พ.ค. 2569) ในวงเงินจำนวนรวม 2,061 ล้านบาท

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคมกล่าวว่า ครม.มีมติอนุมัติ มาตรการช่วยเหลือเยียวยากลุ่มผู้ประกอบการขนส่งและรถโดยสารสาธารณะ เพื่อให้เกิดความครอบคลุมและเกิดประโยชน์สูงสุด ตามที่กระทรวงคมนาคม นำเสนอมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่ส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องและสามารถนำรถออกมาวิ่งให้บริการได้ และเป้าหมายสูงสุดคือ ประชาชนสามารถเดินทางโดยไม่ต้องจ่ายค่าโดยสารแพงขึ้น


ผู้ประกอบการและผู้ขับรถโดยสารสาธารณะที่ได้รับการช่วยเหลือ มีจำนวนรวมกว่า 467,507 คัน แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก

1. กลุ่มรถโดยสารและรถรับจ้างสาธารณะที่ใช้น้ำมัน จำนวนกว่า 180,332 คัน รัฐบาลจะเข้าไปช่วยพยุงต้นทุนให้รถ เพื่อให้ผู้ประกอบการอยู่ได้ และประชาชนได้จ่ายค่าตั๋วในราคาเดิมโดยครอบคลุม 6 ประเภท

- รถโดยสารสาธารณะวิ่งระหว่างเมือง ของบขส.และรถร่วมฯ ทั้งรถวิ่งออกจาก กรุงเทพมหานครสู่ต่างจังหวัด และรถวิ่งระหว่างจังหวัด ได้รับการอุดหนุนส่วนต่างค่าโดยสาร ช่วงเทศกาลสงกรานต์ (วันที่ 6 - 19 เม.ย.) เพื่อการันตีตั๋วราคาเดิม เพื่อให้ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาอย่างสบายใจ กรอบวงเงินประมาณ 200 ล้านบาท โดยชดเชยจำนวนรถตามที่วิ่งจริง

- รถตู้ รถมินิบัส และรถสองแถว ในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้รับเงินอุดหนุน 5,040 บาท/คัน รวมวงเงิน 9.434 ล้านบาท ประกอบด้วย รถตู้และมินิบัส จำนวน 271 คัน รถสองแถว จำนวน 1,601 คัน

-รถตู้และรถมินิบัส (ระหว่างจังหวัด) ได้รับเงินช่วยเหลือสูงสุด 700 บาท/วัน/คัน หรืออุดหนุน 10 บาท/ ลิตร รวม 81.428 ล้านบาท (โดยจะมีการตรวจสอบระยะวิ่งจริงผ่านแอปพลิเคชัน) มีจำนวนรวม 3,128 คัน

- รถรับจ้างไม่ประจำทาง (เช่น รถนำเที่ยว, รถรับส่งพนักงาน) ได้รับเงินอุดหนุน 5,040 - 7,000 บาท/คัน รวมวงเงิน 310.953 ล้านบาท ประกอบด้วย รถบัสนำเที่ยว จำนวน 23,192 คัน อุดหนุน 7,000 บาท/คัน ,รถตู้และมินิบัส จำนวน 29,486 คันอุดหนุน 5,040 บาท/คัน

- รถแท็กซี่ใช้น้ำมัน จำนวน 1,635 คัน รับเงินอุดหนุน 5,040 บาท/คัน รวมวงเงิน 8.240 ล้านบาท

- รถจักรยานยนต์สาธารณะ (มอเตอร์ไซค์รับจ้าง) จำนวน 115,280 คัน รับเงินอุดหนุน 840 บาท/คัน รวมวงเงิน 96.835 ล้านบาท

2. กลุ่มรถบรรทุกสินค้า (มาตรการตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค) เพื่อเป็นการตัดวงจรไม่ให้ต้นทุนค่าขนส่งถูกผลักภาระไปบวกเพิ่มในราคาสินค้าตามท้องตลาด กระทรวงคมนาคมจะเข้าไปช่วยแบ่งเบาภาระค่าขนส่งให้กับกลุ่มรถบรรทุกกว่า 287,175 คัน แบ่งเป็น

- รถบรรทุกที่ติดตั้ง GPS จำนวน 164,106 คัน รับเงินช่วยเหลือสูงสุด 6,000 บาท/คัน (ตรวจสอบระยะวิ่งจริงผ่านแอปพลิเคชัน) กรอบวงเงิน 984.636 ล้านบาท
-รถบรรทุกที่ไม่ได้ติดตั้ง GPS จำนวน 123,069 รับเงินช่วยเหลือ 3,000 บาท/คัน กรอบวงเงิน 369.207 ล้านบาท

“ผู้ประกอบการและผู้ขับรถที่เข้าข่ายตามหลักเกณฑ์ ขอให้เตรียมตัวลงทะเบียนรับสิทธิ์ เพื่อนำเงินไปหมุนเวียนและเสริมสภาพคล่องในการประกอบอาชีพ โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนรับสิทธิ์ระหว่างวันที่ 16-19 เม.ย.2569 ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะมีระยะเวลาการช่วยเหลือครอบคลุม 42 วันเต็ม (ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.-31 พ.ค. 2569)“


ด้านนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า จากมติคณะรัฐมนตรีในวันที่ 11 เม.ย. 69 ที่เห็นชอบมาตรการบรรเทา ผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกขนส่งสินค้า วงเงินรวม 2,060 ล้านบาทนั้น แบ่งเป็นการช่วยเหลือกลุ่มรถบรรทุกสินค้า จำนวน 287,175 คัน วงเงินประมาณ 1,353.84 ล้านบาท ใช้งบกลาง ชดเชยตามการวิ่งจริงผ่านแอปพลิเคชัน และกลุ่มรถโดยสารและรถรับจ้างสาธารณะทุกประเภท จำนวน 180,332 คัน วงเงินชดเชยประมาณ 706.89 ล้านบาท ซึ่งจะใช้เงินกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.)

“ มาตรการดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการช่วยเหลือผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ผลประโยชน์สูงสุดจะตกอยู่กับประชาชนโดยตรง ใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1. พยุงค่าโดยสารสาธารณะในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2.พยุงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ให้พุ่งสูง โดยอุดหนุนงบประมาณ 1,353 ล้านบาท ให้กับกลุ่มรถบรรทุกกว่า 2 .8 แสนคัน ยังคงตรึงค่าขนส่งเดิม ไม่ให้กระทบกับต้นทุนราคาสินค้าอุปโภคบริโภค 3. การันตีมีรถกลับบ้านช่วงสงกรานต์ โดยตรึงราคาตั๋วรถบขส.และรถร่วมฯ ไว้เท่าเดิม”


@ ราคาน้ำมันผันผวน! กก.ขนส่งทางบกกลางเคาะปรับค่าโดยสารแล้ว 3 ครั้ง

นายสรพงศ์ กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการขนส่ง โดยต้นทุนเชื้อเพลิงซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 45% ของต้นทุนการเดินรถทั้งหมด ซึ่งมีกรอบอัตราราคาน้ำมันกำหนดไว้แบบขั้นบันได้ โดยการพิจารณาขึ้นค่าโดยสารใช้สูตรคำนวณที่อ้างอิงตามปัจจัยโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริงมาคำนวณร่วมด้วย ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index - CPI), ดัชนีค่าพลังงาน (Energy Index) และค่าจ้างแรงงาน เพื่อสร้างความเป็นธรรมในระยะยาวสำหรับผู้ประกอบการ โดยโครงสร้างราคาใหม่นี้จะถูกปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันแบบเดือนต่อเดือน ซึ่งสามารถปรับขึ้นและลงตามสถานการณ์ที่แท้จริงของต้นทุนพลังงาน หากสถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีแนวโน้มลดลงก็จะปรับลดค่าโดยสารลงเช่นเดียวกัน เพื่อให้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของดัชนีทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2569 คณะกรรมการขนส่งทางบกกลางได้ประชุม และมีมติให้มีการปรับราคาค่าโดยสารขึ้น 5 สตางค์ต่อกิโลเมตรต่อที่นั่ง ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย. 2569 โดยพิจารณาจากราคาน้ำมันดีเซลที่ระดับ 38.99 บาทต่อลิตร มีผลต่อ รถโดยสาร 3 ประเภท ได้แก่

1. รถโดยสารประจำทางหมวด 2 และ 3 ครอบคลุมรถ บขส. และรถร่วมฯ ที่เป็นรถโดยสารขนาดใหญ่ กรุงเทพมหานครไปยังส่วนภูมิภาค ,รถโดยสารซึ่งมีเส้นทางระหว่าง จังหวัด ปรับขึ้น 5 สตางค์/กิโลเมตร/ที่นั่ง เช่น หากมีการเดินทาง 100 กิโลเมตร ก็จะปรับขึ้น 5 บาท/ที่นั่ง เป็นต้น ( ตรึงค่าโดยสารราคาเดิมไปถึงวันที่19 เม.ย. 69 โดยกรมขนส่งฯ นำเงิน กปถ.อุดหนุนลดผลกระทบประชาชนช่วงสงกรานต์)

ส่วนรถตู้โดยสารสาธารณะ และรถโดยสารสาธารณะขนาดเล็ก (มินิบัส) ปรับขึ้น 2 สตางค์/กิโลเมตร/ที่นั่ง เช่น หากมีการเดินทาง 100 กิโลเมตร ก็จะปรับขึ้น 2 บาท/ที่นั่ง เป็นต้น

2. รถโดยสารประจำทางหมวด 4 กรุงเทพมหานคร (รถสองแถว) รถใหม่ มีอายุไม่เกิน 2 ปี ปรับขึ้น 1 บาท/ที่นั่ง, รถเกิน 2 ปี ปรับขึ้น 2 บาท/ที่นั่ง

3. รถโดยสารประจำทางหมวด 1 และ 4 ต่างจังหวัด การกำหนดอัตราค่าโดยสารเป็นอำนาจคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกประจำจังหวัด โดยให้แต่ละจังหวัดพิจารณาขึ้นค่าโดยสารโดยใช้สูตรคำนวณที่อ้างอิงตามปัจจัยโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริงมาคำนวณ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในแต่ละพื้นที่

ต่อมาวันที่ 7 เม.ย. 2569 คณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง มีมติให้ปรับราคาค่าโดยสารขึ้น 7 สตางค์/กิโลเมตรต่อที่นั่ง มีผลตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน 2569 โดยพิจารณาจากราคาน้ำมันดีเซลที่เพิ่มมาอยู่ที่ระดับ 50.54 บาทต่อลิตร มีผลเฉพาะรถโดยสาร บขส. และรถร่วมฯ

วันที่ 11 เม.ย.2569 คณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง ประชุมอีกครั้ง มีมติปรับลดค่าโดยสารลง 3 สตางค์ต่อกิโลเมตรต่อที่นั่ง มีผลตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน 2569 โดยพิจารณาจากราคาน้ำมันดีเซลที่เพิ่มมาอยู่ที่ระดับ 44.40 บาทต่อลิตร มีผลเฉพาะรถโดยสาร บขส. และรถร่วมฯ

ทั้งนี้ การปรับขึ้น-ลง ของค่าโดยสาร ตามมติคณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง ยังอยู่ในกรอบเวลาที่รัฐจะอุดหนุนค่าน้ำมันให้ผู้ประกอบการจึงไม่มีผลกระทบต่อประชาชน โดยมติครม.ให้กรมขนส่งฯ นำเงินจากกองทุนกปถ.มาชดเชยตามการวิ่งจริง


@ คู่สัญญารัฐเสี่ยงค่าก่อสร้างพุ่ง”กรมบัญชีกลาง”ผ่อนปรนเหตุสุดวิสัย

ในด้านผลกระทบค่าก่อสร้าง ต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้าง ซึ่งกระทรวงคมนาคมมีโครงการก่อสร้างถนนกว่า 6,000 โครงการ ที่ คู่สัญญางานก่อสร้างภาครัฐมีความเสี่ยงขาดสภาพคล่อง และอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่เศรษฐกิจของประเทศได้ ล่าสุด กระทรวงการคลัง โดยคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง เวียนหนังสือด่วนที่สุด ถึงผู้บริหาร หน่วยจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ทั่วประเทศ ให้ปฏิบัติตาม “แนวทางการปฏิบัติในช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง”เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางให้แก่ผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญากับภาครัฐ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและลูกจ้างของคู่สัญญาภาครัฐ กรมบัญชีกลางจึงได้ผ่อนปรนเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้าง เช่น กรณีที่ผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่สามารถลงนามในสัญญาได้ ให้ถือว่ามีเหตุผลสมควรและไม่เป็นผู้ทิ้งงานพร้อมคืนหลักประกัน

สำหรับสัญญาที่ลงนามแล้วหากได้รับผลกระทบอาจเจรจาหยุดงานชั่วคราวได้ตามความเหมาะสม กรณีที่ลงนามสัญญาแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มงาน หน่วยงานของรัฐสามารถใช้ดุลยพินิจเลิกสัญญาและคืนหลักประกันได้ เป็นต้น พร้อมทั้งขยายราคากลางงานก่อสร้างของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลให้อยู่ที่อัตรา 51.00 -69.99 บาทต่อลิตร เพื่อให้การคำนวณราคากลางสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

สำนักงบประมาณได้ดำเนินการให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ เร่งรัดการโอน/เปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร เพื่อเป็นเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างของสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) ที่ได้รับอนุมัติวงเงินแล้ว รวมทั้งปรับปรุงและทบทวนเงื่อนไข หลักเกณฑ์ และวิธีการคำนวณสัญญาแบบปรับราคาได้ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันและราคาวัสดุ

ผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันครั้งนี้ “หลีกเลี่ยงไม่ได้"ภาคการขนส่งหนักสุด ซึ่งก่อนหน้านี้สายการบินได้ทยอยปรับค่าตั๋วขึ้น 15-20% รวมถึงเรือคลองแสนแสบ เรือด่วนเจ้าพระยาปรับราคาขึ้นไป 2 ครั้งๆ ละ 2 บาท ส่วนรถบรรทุกและรถโดยสารสาธารณะต่างๆ ครม.มีมาตรการช่วยเหลือแบบชั่วคราวถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ซึ่งสถานการณ์ตะวันออกกลางจะยุติหรือไม่ ราคาน้ำมันจะเพิ่มไปถึงไหน? แต่ ที่แน่ๆ คนไทยต้องเตรียมรับมือกับค่าเดินทางและค่าครองชีพเพิ่มสวนทางกับเงินในกระเป๋า เป็น โจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐต้องเร่งหาทางรับมือให้ทันก่อนวิกฤติครั้งนี้จะทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจพังทั้งระบบ!!!