xs
xsm
sm
md
lg

เขมรป่วนไทยเวทีโลก รักษาอำนาจตระกูลฮุน !?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


ฮุน มาเนต - สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
เมืองไทย 360 องศา

หากสังเกตจะเห็นว่าในช่วงที่ผ่านมาทางรัฐบาลกัมพูชา ได้พยายาม “ป่วนไทย” ในทุกทางในแบบที่เรียกว่าป่วนกันแทบจะรายวัน ไม่ว่าจะเป็นการส่งมวลชน หรือทหารมายั่วยุฝ่ายทหารไทยตามแนวชายแดน รวมไปถึงในระดับรัฐบาลที่นำโดย นายฮุน มาเนต ที่พยายามเดินสายฟ้องชาวโลก หรือแม้แต่การเร่งรัดให้ฝ่ายไทยร่วมการประชุมพิจารณาปัญหาปักปันเขตแดนโดยเร็ว อย่างไรก็ดีหากพิจารณาให้เห็นจะเห็นว่าความเคลื่อนไหวแบบนี้มีเจตนาเพื่อหวังผลทางการเมืองภายใน เพื่อรักษาอำนาจของ “พ่อลูกตระกูลฮุน” นั่นเอง

ก่อนหน้านี้เมื่อสัปดาห์ก่อน ได้เดินทางเยือนฝรั่งเศสและได้พบหารือกับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส โดยแสดงให้เห็นว่ากัมพูชาขอการสนับสนุนจากฝรั่งเศสเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

นาย ฮุน มาเนต เดินทางเยือนฝรั่งเศสระหว่างวันที่ 6-9 เมษายน เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอด One Health Summit ที่เมืองลียง ซึ่งในระหว่างการเยือน เขาได้พบหารือกับผู้นำหลายคน รวมถึงประธานาธิบดีมาครงด้วย

มีการอธิบายว่ารัฐบาลกัมพูชาได้บรรยายถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดน โดยอ้างว่าปัจจุบันกองทัพไทยได้เข้ายึดครองดินแดนกัมพูชา ทำลายบ้านเรือนของประชาชนชาวกัมพูชา และสร้างโครงสร้างพื้นฐานถาวร ทำให้ชาวเขมรหลายหมื่นคนไม่สามารถกลับสู่บ้านเกิดได้

มีการเปิดเผยท่าทีของนายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่ระบุว่า จะไม่ยอมรับการกระทำที่เกิดขึ้นแล้วหรือการแก้ไขเส้นแบ่งเขตแดนหรือพรมแดนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยระบุว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และแม้ว่าไทยจะรุกรานและยึดครองดินแดนกัมพูชา แต่ดินแดนเหล่านั้นยังคงเป็นสิทธิตามกฎหมายของกัมพูชาอย่างไม่อาจโต้แย้งได้

โดยรายงานระบุว่า เขาได้ชี้แจงจุดยืนของกัมพูชาต่อมาครงว่ากัมพูชามุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาอย่างสันติบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและสนธิสัญญาที่มีอยู่

ที่ผ่านมารัฐบาลกัมพูชายังคงเรียกร้องให้มีการคืนดินแดนดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรกของรัฐบาล และย้ำว่ากัมพูชาจะทำทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ แต่ต้องพิจารณาและชั่งน้ำหนักว่าการตัดสินใจหรือกระทำใดที่จะนำมาซึ่งผลประโยช์มากกว่าความเสียหายต่อผลประโยชน์ของชาติ

ต่อมา นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ยังได้โพสข้อความ ระบุถึงจุดยืนของกัมพูชาต่อกรณีข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีเนื้อหาระบุว่า นับตั้งแต่มีการหยุดยิงในเดือนธันวาคม ทั้งกัมพูชาและไทยได้ประกาศเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงที่บรรลุในแถลงการณ์ร่วมของคณะกรรมการชายแดนทั่วไปพิเศษครั้งที่ 3 (GBC) ระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2025 มาโดยตลอด

ด้วยเหตุนี้ กัมพูชาจึงหวังว่าไทยจะยังคงปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อที่ 3 ซึ่งระบุว่า “ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าข้อตกลงทั้งหมดภายใต้แถลงการณ์ร่วมนี้ไม่กระทบต่อการกำหนดเขตแดนและพรมแดนระหว่างประเทศระหว่างสองประเทศ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการเขตแดนร่วมเพื่อดำเนินการสำรวจและกำหนดเขตแดนอีกครั้งโดยเร็วที่สุด ตามข้อตกลงที่มีอยู่ระหว่างสองประเทศเพื่อบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืนตามแนวชายแดน

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะใช้กลไกที่มีอยู่ของคณะกรรมการเขตแดนร่วมเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยของทีมสำรวจร่วมในพื้นที่ รวมถึงความปลอดภัยจากทุ่นระเบิด ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าคณะกรรมการเขตแดนร่วมจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในเรื่องการสำรวจและกำหนดเขตแดนในทันที” โดยเฉพาะการดำเนินการในพื้นที่ชายแดนที่ซึ่งมีพลเรือนอาศัยอยู่”

กัมพูชามีความหวังอย่างยิ่งว่า คณะกรรมการชายแดนร่วมของทั้งสองประเทศจะสามารถเริ่มดำเนินการตามที่ตกลงกันไว้ใน JS (ข้อที่ 3) ได้อย่างรวดเร็วและจริงใจ เพื่อที่เราจะสามารถกำหนดเขตแดนระหว่างทั้งสองประเทศได้อย่างถูกต้องและชัดเจนโดยสันติวิธี นี่จะเป็นรากฐานของสันติภาพที่ยั่งยืนที่จะทำให้ประชาชนของเราที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนร่วมกันสามารถอยู่อย่างสงบสุข กัมพูชามีความพร้อมอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ดี ข้อเสนอดังกล่าวได้ถูกปฏิเสธโดย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีกัมพูชาทำหนังสือเชิญฝ่ายไทยประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทยกัมพูชาหรือเจบีซีระหว่างวันที่ 17 ถึง 25 เมษายนว่า เราเคยคุยกับเขาว่าการประชุมเจบีซีฝ่ายไทยต้องผ่านกระบวนการภายในก่อน โดยต้องผ่านการอนุมัติจัดตั้งคณะกรรมาธิการเจบีซีเพราะต้องานเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบเจบีซีฝ่ายไทย เมื่อเราพร้อมในแง่ของกระบวนการภายในก็ค่อยว่ากัน

“ก็เร่งได้ แต่กระบวนการของไทยต้องมีความพร้อมก่อน ซึ่งทางกัมพูชาก็ทราบดี และตนอาจจะมีโอกาสได้เจอรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ก็จะมีการพูดคุยกัน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยของไทยกล่าวเมื่อถูกถามว่า กำลังถูกฝ่ายกัมพูชาเร่งรัดให้มีการประชุม และย้ำว่ากรณีการขอเอกสารเรื่องเขตแดนจากฝรั่งเศส ซึ่งทางฝรั่งเศสบอกแล้วว่าไม่ใช่เอกสารลับอะไร เป็นเอกสารที่ทุกท่านสามารถเข้าถึงได้ เราต้องการอะไรเขาก็พร้อมให้เราเข้าถึงเอกสารนั้น

หากสังเกตของฝ่ายกัมพูชา โดยเฉพาะ “สองพ่อลูกตระกูลฮุน” ทั้ง นายฮุน เซน ประธานวุฒิสภา และ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่พยายามทุกทางทั้งการเดินสายฟ้องชาวโลก หรือแม้แต่การยั่วยุตามแนวชายแดนเหมือนกับมีเจตนาให้เกิดการ “ปะทะรอบสาม” ให้เกิดขึ้น แน่นอนว่าโอกาสการปะทะรอบใหม่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา แต่อย่างไรก็ดีไม่ว่าจะเกิดเหตุหรือไม่ก็ตาม สำหรับไทยนาทีนี้ถือว่า “มีความพร้อม” มากกว่า หากเปรียบเทียบกับการปะทะรอบที่แล้ว เพราะเราได้ยึด “จุดยุทธศาสตร์” สำคัญ ที่เป็นจุด “สูงข่ม” เอาไว้ได้หมดแล้ว ดังนั้นหากมีรอบใหม่เชื่อว่าฝ่ายทหารได้เตรียมเอาไว้แล้ว เพื่อให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด และเอาให้ “สิ้นสภาพ” แบบโงหัวไม่ขึ้น เพียงแต่รอให้อีกฝ่ายเปิดมาแค่นั้น

อย่างไรก็ดี การปะทะหรือ “สงคราม” ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะเดือดร้อนกันไปทั่ว แต่ขณะเดียวกันหากพิจารณาจากสถานการณ์ในกัมพูชาเวลานี้ต้องบอกว่าหนักหนาสาหัสจากภาวะเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วง เพราะต้องยอมรับความจริงว่ากัมพูชาเคยเป็นฝ่ายที่ต้องพึ่งพาไทยแทบทุกด้าน แต่ด้วยกลยุทธ์ของ “สองพ่อลูก” ที่ต้องการสร้างกระแส “ชาตินิยม” เพื่อสร้างความนิยมและรักษาอำนาจของตัวเองก็ต้องเล่นประเด็น “อ่อนไหว” แบบนี้มาทุกครั้ง แต่สำหรับไทยถือว่าที่ผ่านมา “ผิดคิว” ไปหน่อย จนทุกอย่างบานปลายจนกู่ไม่กลับ และคราวนี้ก็เหมือนกันเมื่อตัวเองคิดว่าเพลี่ยงพล้ำในสงครามชายแดนต้องเสียพื้นที่กลับคืนให้ไทย จนเริ่มสร้างความไม่พอใจกับคนกัมพูชามากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ และในอนาคตอันใกล้ก็คือ ก็ต้องทำทุกทางเพื่อเคลื่อนไหวให้เห็นว่าทั้ง ฮุน มาเนต และ ฮุนเซน ไม่ได้นิ่งเฉยกับเรื่องดินแดน ไม่ยอมอ่อนข้อให้ไทย และที่ต้องจับตากันต่อไปก็คือ การเคลื่อนไหวแบบนี้จะเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้งของกัมพูชาในปี 70 เพื่อสร้างกระแสชาตินิยม ซึ่งพวกเขามักนำมาใช้ได้ผลอยู่ตลอดเวลา แต่สำหรับกับไทยงานนี้อาจต้อง “เจ็บจริง” ก็ได้ !!