ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา(อีกแล้วครับท่าน) สำหรับการแถลงนโยบายของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะ “บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน” หรือ MOU 2544 ที่เจ้าตัวประกาศหนักแน่นว่า จะยกเลิกและจะบรรจุเอาไว้นนโยบายของรัฐบาล
ทั้งนี้ แม้การเลิก MOU 2544 จะได้รับการบรรจุไว้ในโยบายข้อ 9.2 หน้า 11 ที่แถลงต่อรัฐสภา แต่ก็มีความแปร่งปร่าอย่างน่าตั้งข้อสังเกตว่าจะมีการเล่นกลเพื่อซื้อเวลาหรือเอาใจคนที่ตัดสินใจเลือกพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาหรือไม่ อย่างไร ด้วยก็ต้องยอมรับว่า มีจำนวนไม่น้อยที่ตัดสินใจเลือกเพราะเหตุผลในเรื่อง MOU
นโยบายข้อ 9.2 เขียนเอาไว้ว่า
“มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว”
ประเด็นที่ต้องขีดเส้นใต้สองเส้นก็คือ รัฐบาลนายอนุทินเลือกที่จะใช้คำว่า“เร่งศึกษา”เท่านั้น มิได้ประกาศวัน ว. เวลา น.ว่าจะยกเลิกเมื่อไหร่ แถมยังเขียนเอาไว้กว้างๆ อีกต่างหากว่า“ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว”
นั่นหมายความว่า ยังมิอาจไว้วางใจรัฐบาลนายอนุทินได้ เพราะอาจจะ “พูดแล้วไม่ทำ”ก็เป็นได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีตัวอย่างให้เห็นจากหลายรัฐบาลว่า หลายนโยบายทำไม่สำเร็จ หรือทำแบบครึ่งๆ กลาง รวมถึงทำแบบขอไปทีก็มี พร้อมกับข้ออ้างสารพัดสารพัดว่า เดินหน้าเต็มที่แล้วติดขัดตรงนั้นตรงนี้ทำให้ไปไม่ถึงดวงดาว
เฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่เห็นได้ชัดก็คือ “นโยบายกัญชา” ที่ต้องใช้คำว่า “มั่วซั่ว” กระทั่งสร้างความสับสนอลหม่านและสร้างความเสียหายให้กับภาคธุรกิจเป็นจำนวนมาก
เพราะฉะนั้น ตราบใดที่ยังไม่มี“มติคณะรัฐมนตรี”ที่มีผลผูกพันตามกฎหมายออกมาให้เห็น ทุกอย่างก็ยังคงเป็นการซื้อเวลา เป็นการขายฝันเท่านั้น แถมท่าจะว่าไป แม้มีมติคณะรัฐมนตรีออกมาแล้ว ก็ยังไม่สามารถรับประกันได้จะมีผลบังคับใช้อยู่นานสักแค่ไหน เพราะสามารถมีมติคณะรัฐมนตรีใหม่เพื่อยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเก่าได้อีกเช่นกัน
ตัวอย่างที่เห็นกันชัดๆ ก็คือเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 คณะรัฐมนตรียุคนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเคยมีมติในหลักการให้ยกเลิก MOU 2544 โดยให้กระทรวงการต่างประเทศไปศึกษาแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง แต่เรื่องก็เงียบหายไปเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล กระทั่งในอีก 5 ปี ต่อมากระทรวงการต่างประเทศเสนอกลับมาอีกครั้งในยุครัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาว่าไม่ควรยกเลิก คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2557 เห็นด้วยกับกระทรวงการต่างประเทศให้เดินหน้าปฏิบัติตาม MOU 44 ต่อไป
คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกหรือไม่ เพราะดูตามทรงแล้ว หน่วยงานที่จะทำหน้าที่ “เร่งศึกษา” ก็คงไม่แคล้วเป็น“กระทรวงการต่างประเทศ” เช่นเดิม ซึ่งก็เป็นที่รับรู้กันดีกว่า หน่วยงานแห่งนี้เห็นดีเห็นงามกับ MOU ทั้ง 2 ฉบับ ไม่ว่าจะเป็น MOU 2543 หรือ 2544
ยิ่งตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนปัจจุบันคือ“นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” ที่เป็นลูกหม้อบัวแก้วด้วยแล้ว ที่ผ่านมาเขาก็มีจุดยืนที่ไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่
ดังนั้น จึงต้องจับตาดูต่อไปว่า อะไรจะเกิดขึ้นนับจากนี้ เพราะเป็นที่รับรู้กันดีว่า ทุกครั้งที่มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาคือการเตะถ่วงเวลาในยามที่รัฐบาลไม่อยากจะตัดสินใจนั่นเอง
ขณะที่ MOU 2543 ก็เป็นไปตามที่นายอนุทินประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่า “ไม่ยกเลิก” เพราะฉะนั้น โอกาสที่จะมีการเปลี่ยนแปลงอะไร สรุปได้เลยว่า ยากยิ่งกว่า “เข็นภูเขาลงครก”
อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากเรื่อง MOU แล้ว ความร้อนแรงของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ กรณี“พลเรือโท อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน (ผบ.นย.) และผู้บัญชาการกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (ผบ.กปช.จต.) มีคำสั่งย้าย“นาวาเอก ธรรมนูญ วรรณา” ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราดไปดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมกองทัพเรือ (นปท.ทร. หรือ HMAU) แม้ว่าบรรดา “บิ๊กกองทัพเรือ” จะพยายามตัดจบก็ตามที
ยิ่งเมื่ออยู่ๆ “นายสนธิญา สวัสดี” หนึ่งในนักร้องเจ้าประจำ บุกไปที่กระทรวงกลาโหม และยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตามต่อด้วยกองบัญชาการกองทัพเรือ เพื่อเรียกร้องให้ยุติการสนับสนุนหรือส่งเสริมการกระทำที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน รวมถึงการแทรกแซงการทำงานของหน่วยงานทหาร ตามแนวชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา โดยพาดพิงถึงการเคลื่อนไหวของ นายกัณฐศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ “กัน จอมพลัง” ก็ยิ่งเป็นที่ผิดสังเกต
โดยเฉพาะเมื่อนายสนธิญาพาดพิงไปถึงกรณีที่ปรากฏภาพทหารบางนายไปอยู่ร่วมกับกลุ่มของกัน จอมพลัง บริเวณพื้นที่ชายแดน โดยมีพฤติกรรมโต้เถียงหรือแสดงท่าทีไม่เหมาะสมต่อทหารฝ่ายกัมพูชา ซึ่งอาจกระทบต่อภาพลักษณ์และระเบียบวินัยของกองทัพ ก็ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกระหึ่มว่า “มีงานร้อยเปอร์เซ็นต์”
เนื่องด้วยเป็นความเคลื่อนไหว หลังจากที่ ”กัน จอมพลัง” ได้ออกมาเปิดเผยว่าผบ.นย. ได้โทรศัพท์ด้วยตนเอง เพื่อขอโทษ จากกรณีที่กำลังพลในหน่วยโทรศัพท์ไปพูดจาไม่เหมาะสม
มีการวิเคราะห์กันว่า ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายทหาร(บางกลุ่ม) ไม่พอใจความเคลื่อนไหวของกัน จอมพลังไม่เช่นนั้น ไม่มีทางที่จะมีความเคลื่อนไหวจากนายสนธิญาออกมา
โดยเฉพาะตัวนายสนธิญาเองนั้น ก็เป็นนักร้องที่เชื่อมโยงกับ“ป้อมค่ายการเมือง” ที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามกับ กัน จอมพลัง เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ขณะเดียวกันความเคลื่อนไหวของนายสนธิญาก็บังเอิญสอดรับกับท่าทีของ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนปัจจุบัน” คือ “พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ”
รัฐมนตรีจากค่ายสีน้ำเงิน ให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า สิ่งที่กังวลมากกว่าคือ ความเคลื่อนไหวของบุคคลที่เรียกว่า “อินฟลูฯ” ที่ออกมาให้ข้อมูล โดยหวังยอดไลค์ และยอดผู้เข้าชม แต่ส่งผลให้สถานการณ์ชายแดนตึงเครียด ดังนั้นในฐานะที่เป็นคนไทยควรจะต้องคำนึงถึงเรื่องจริยธรรม และความรับผิดชอบในอาชีพ ไม่ควรทำให้ทหารในพื้นที่ต้องความกดดัน
ส่วนกระแสข่าวต่างๆ ที่เชื่อมโยงกรณีคำสั่งให้นาวาเอกธรรมนูญ วรรณา ย้ายจากผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ไปเป็นผู้บังคับหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมกองทัพเรือที่ผ่านมานั้น พลโท อดุลย์บอกว่า เรื่องนี้ต้องเลิกพูดได้แล้ว และต้องเข้าใจว่า นาวาเอกธรรมนูญ ได้ปฏิบัติภารกิจในเหตุการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา จนได้พื้นที่คืนมาหมดแล้ว ดังนั้น การที่มีคำสั่งให้ย้ายมาคุมหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมกองทัพเรือ จึงถือเป็นเรื่องปกติ และเป็นประโยชน์
ทั้งนี้ โดยส่วนตัวไม่ได้เกี่ยวข้องกับการโยกย้ายในครั้งนี้ แต่มองว่า นาวาเอกธรรมนูญ เป็นคนที่รู้จักพื้นที่ดี น่าจะสามารถเข้ามาดำเนินการดูแลเรื่องของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดนได้ดี และสามารถพิจารณาได้ว่า จุดใดควรเก็บกู้ก่อนหรือหลัง จึงเห็นได้ว่าการปรับย้ายมีเหตุและผล พร้อมทั้งเชื่อว่า ผบ.นย.ในฐานะผู้บังคับหน่วย จะพิจารณาย้ายใครก็ตาม ต้องมองด้วยเหตุและผล หากไม่เชื่อ ผบ.นย.แล้วจะไปเชื่อใคร
สรุปก็คือ รัฐมนตรีอดุลย์ไม่พอใจ “กัน จอมพลัง” เพียงแต่ไม่ได้เอ่ยชื่อออกมาชัดๆ และเห็นดีเห็นงามกับ การย้าย “ผู้การธรรมนูญ” ให้ไปดำรงตำแหน่งผู้บังคับหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมกองทัพเรือ
ขณะที่พลเรือโท อภิชาตเอง หลังเกิดเรื่องร้อนอย่างคาดไม่ถึง ก็พยายามแก้ไขสถานการณ์อย่างไม่รอช้า โดยเดินทางไปตรวจเยี่ยมและติดตามความพร้อมของหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ชายแดน ทั้งหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก.นย.ตราด) หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ฉกนย.จันทบุรี) และ หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม กองทัพเรือ (นปท.ทร.)
ฉากหน้าคือการเดินทางไปเพื่อมอบนโยบายในการปฏิบัติการทางทหารอย่างเข้มงวดตลอดแนวพื้นที่ชายแดน รับทราบสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่ พร้อมทั้งตรวจสอบความพร้อมของกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และการวางกำลังตามแนวชายแดน เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถโต้ตอบเมื่อมีสถานการณ์ได้ในทันที
แต่ก็เป็นที่รับรู้กันว่า ไปเคลียร์เรื่องร้อนอันเป็นผลมาจากการย้าย นาวาเอก ปรัชญา โพธิ์ย้อย มาเป็น ผู้การฯ ตราด เด้ง นาวาเอกธรรมนูญ วรรณา เป็น ผบ.นปท. ทร. ด้วยเรื่องนี้เกิดแรงกระเพื่อมและกระทบกับภาพลักษณ์ของกองทัพเรือเป็นอย่างมาก จนร้อนไปถึง“พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์”ผู้บัญชาการทหารเรือกันเลยทีเดียว
นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวแพร่สะพัดว่า นาวาเอก ธรรมนูญ เตรียมยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง หลังมีคำสั่งโยกย้ายเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา พ่วงด้วยกระแสข่าวที่กองทัพเรือจะจัดให้มีการแถลงข่าวเพื่อชี้แจงกรณีการโยกย้าย นาวาเอก ธรรมนูญ หลังถูกชาวเน็ตและประชาชนทั่วประเทศถล่มยับ เนื่องจากมองว่าคำสั่งดังกล่าวไม่เป็นธรรมต่อคนที่ทุ่มเททำงานเพื่อรักษาอธิปไตยไทย พร้อมเรียกร้องให้ ผู้ที่เซ็นคำสั่งย้าย ออกมาชี้แจงด้วยตนเอง แทนที่จะให้ นาวาเอก ธรรมนูญ ออกมาให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน
จนเจ้าตัวคือ นาวาเอก ธรรมนูญ ต้องออกมายืนยันว่าข่าวการลาออกไม่เป็นความจริง โดยบอกว่าเรื่องดังกล่าวเป็นแค่ “เรื่องจิ๊บจิ๊บ” และปัจจุบันยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายตามปกติ
หนักไปกว่านั้นก็คือ สถานการณ์ทำท่าจะบานปลายเมื่อมีความพยายามจะเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นที่รับรู้ว่า ไม่ธรรมดา ดังเช่นก่อนหน้านี้ที่มีการตัดถนนใหม่เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการค้าชายแดน และ “ทมอดากาสิโน” จน “กองทัพเรือ” ต้องออกมาชี้แจงแถลงไข
“พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์”โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยถึงกรณีมีการกล่าวอ้างว่า กองทัพเรือ มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง และเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง อันอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และภาพลักษณ์ของหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศ
ข้อเท็จจริง จากการปฏิบัติในพื้นที่ โดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) และหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ในช่วงปีงบประมาณนี้ (ตุลาคม 2568) จนถึงปัจจุบัน สามารถตรวจพบและจับกุมการกระทำผิดได้อย่างต่อเนื่อง ผู้ต้องหาจำนวน 872 คน เป็นชาวต่างชาติ 848 คน ชาวไทย 24 คน
ครอบคลุมทั้งการลักลอบข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย ขนสินค้าข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย เช่น บุหรี่ต่างประเทศ สุราแช่ สินค้าเกษตร จักรยานยนต์ มูลค่าความเสียกว่า 16 ล้านบาท และยาเสพติด โดยเป็นยาบ้า 1234 เม็ด ยาไอซ์ 18.322 กิโลกรัม เคตามีน และยาอี อีกจำนวนหนึ่ง โดยเจ้าหน้าที่ทหารเรือได้ควบคุมตัวผู้กระทำผิดส่งดำเนินคดีตามกฎหมายทุกราย
ผลการปฏิบัติดังกล่าว สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กองทัพเรือ มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ไม่ปล่อยปละละเลย และไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้กับการกระทำผิดแต่อย่างใด
“ขอยืนยันนโยบายสำคัญว่า จะไม่ยอมให้มีกำลังพล เข้าไปเกี่ยวข้องกับ ผลประโยชน์ผิดกฎหมาย โดยเด็ดขาด หากตรวจพบ จะดำเนินการทางวินัยและกฎหมายอย่างถึงที่สุด”
โฆษกกองทัพเรือ กล่าวด้วยว่า ในด้านมาตรการควบคุมชายแดน กองทัพเรือ ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการควบคุมและปิดด่านในพื้นที่เสี่ยงอย่างสมบูรณ์ ควบคู่กับการเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจช่องทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นจุดที่ผู้กระทำผิดพยายามใช้หลบเลี่ยงกฎหมาย
ทั้งนี้ ขอย้ำว่า การรักษาความมั่นคงชายแดน จะต้องปราศจากผลประโยชน์แอบแฝง และอยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้
…งานนี้ ต้องบอกว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นกระทบกับภาพลักษณ์ของกองทัพเรือเป็นอย่างมาก ส่วนตัว นาวาเอกธรรมนูญเองก็คงได้แต่ก้มหน้ารับคำสั่งโยกย้าย และก็ไม่รู้ว่า อนาคตของตนเองในเส้นทางการรับราชการภายภาคหน้าจะเป็นอย่างไร
ขณะที่กรณี MOU 2544 เชื่อขนมกินได้เลยว่า “อีกนานกว่าจะมีบทสรุป”.

