xs
xsm
sm
md
lg

ชำแหละนโยบาย “รัฐบาลหนู” เอื้อกลุ่มทุนใหญ่ - รายย่อยไม่รอด “พิพัฒน์-สุริยะ” ตำบลกระสุนตก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล แถลงเปิดนโยบายหรืออาจจะกลายเป็น “เปิดวอร์” โดยเฉพาะความมั่นหน้าของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ลั่นผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์สุดลิ่ม กับแผนการนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซีย 2 ล้านตัน ของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่อาจเอื้อทุนใหญ่และมีติดปลายนวมจากงบอุดหนุนส่วนต่างนับหมื่นล้าน

มาดูภาพใหญ่กันก่อนว่านโยบายที่รัฐบาลนายอนุทิน แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 9-10 เมษายน 2569 นั้น มีอะไรที่โดนใจและมีเรื่องไหนที่เป็นเชื้อไฟให้ชวนเปิดศึก

ประเด็นหลักที่สังคมสนใจ คงเป็นเรื่องการแก้ปัญหาปากท้องและสร้างโอกาสระยะสั้น อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส กระตุ้นการใช้จ่าย ลดค่าครองชีพ วงเงิน 2 พันบาทต่อคน, การแก้ไขปัญหาหนี้สินผ่าน AMC และการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 10,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กลุ่ม SMEs, การปรับเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจาก 300 บาท เป็น 400 บาท, การยกระดับฐานรากด้วย AI และการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันรับมือวิกฤตพลังงานโลก

ส่วนประเด็นสำคัญที่อาจนำไปสู่การเปิดศึกกับภาคประชาชน ก่อเกิดข้อโต้แย้ง และถูกวิพากษ์วิจารณ์ตามมา นั่นคือ การประกาศเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ มูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านบาท ที่ถูกโต้แย้งเรื่องความคุ้มค่าทางการเงิน การขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน


การผลักดันสถานบันเทิงครบวงจร ที่พรรคภูมิใจไทย ไม่เอากาสิโน สวนทางกับพรรคเพื่อไทย ที่หนุนให้มีกาสิโนเพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่

ขณะที่นโยบายสิ่งแวดล้อมและ Net Zero ในปี 2593 อาจส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมเดิมที่ต้องแบกรับต้นทุนการปรับตัวสูงขึ้นตามกฎหมาย Climate Change

เช่นเดียวกับการปฏิรูปกฎหมาย ที่รัฐบาลมีแผนการรวมใบอนุญาตต่างๆ ภายใต้กฎหมายเดียวเพื่อให้มีผลใน 180 วัน ถูกตั้งคำถามเรื่องการรวมอำนาจการตัดสินใจและความโปร่งใสในการตรวจสอบ

อย่างไรก็ดี ฝ่ายค้านซึ่งนำโดยพรรคประชาชน ได้ตั้งฉายานโยบายที่รัฐบาลแถลงว่า เป็น “นโยบายสวยหรูแต่กินไม่ได้” โดยไฮไลท์สำคัญที่พุ่งเป้าชำแหละ 5 ประเด็นหลัก คือ

1.โครงการแลนด์บริดจ์ ความฝันที่ขายไม่ออก

2.โครงการคนละครึ่ง พลัส วนเวียนกลับมาใช้อีกสะท้อนว่ารัฐบาล “หมดมุก” ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวไม่ใช่การแก้โครงสร้างเศรษฐกิจตามที่สัญญาไว้

3.วิกฤตพลังงาน และ “ทุนผูกขาด” ซึ่งเป็นประเด็นดุเดือดสุด โดยชี้เป้าไปที่นโยบายปรับโครงสร้างราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าว่าไม่กล้าแตะโครงสร้างกำไรของกลุ่มทุนพลังงาน แต่ผลักภาระให้กองทุนน้ำมันฯ และใช้วิธียืดหนี้กฟผ.ออกไปแทน

4.ความคลุมเครือเรื่องสถานบันเทิงครบวงจร ที่มีความเห็นแย้งกันในพรรคร่วมรัฐบาล นำไปสู่คำถามที่ว่ารัฐบาลชุดนี้มีเอกภาพจริงหรือไม่ หรือเป็นการเล่นเกมการเมืองเพื่อต่อรองผลประโยชน์กันเอง และ 5.การปฏิรูปกองทัพที่หายไป ไม่มีความชัดเจนเรื่องการยกเลิการเกณฑ์ทหารหรือลดงบประมาณกองทัพอย่างเป็นรูปธรรม

เห็นได้ชัดว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม ยังคงเป็น “ตำบลกระสุนตก” เพียงย้ายจากเรื่องน้ำมันที่ผ่อนเบาลงหลังถูกกันออกนอกวง มาเป็นเรื่องแลนด์บริดจ์แทน

ฉายซ้ำอีกรอบ การคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ที่มีกระแสรุนแรงเกิดจากมุมมองที่สวนทางกันในหลายประเด็น อาทิ ความไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน ฝ่ายคัดค้านและนักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่า ตัวเลขความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่รัฐยกมาอ้างนั้นเกินจริง ในขณะที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ระบุว่าโครงการมีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) สูงถึง 17.38% แต่ผลการศึกษาจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กลับชี้ว่าอาจขาดทุนกว่า 1.2 แสนล้านบาท

ฝ่ายคัดค้านชี้ว่าสายการเดินเรือโลกอาจไม่เปลี่ยนเส้นทางมาใช้แลนด์บริดจ์ เพราะการยกตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นลงจากเรือสู่ราง/ถนน (Transshipment) มีต้นทุนสูงและใช้เวลานานกว่าการแล่นเรือผ่านช่องแคบมะละกาโดยตรง ซึ่งไม่ตอบโจทย์นักเดินเรือจริง ทั้งยังมีการตั้งข้อสังเกตว่าจนถึงปัจจุบันยังไม่มีนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ยืนยันเข้ามาร่วมลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม แม้รัฐบาลจะพยายามทำโรดโชว์มาหลายปีแล้วก็ตาม

แต่ประเด็นที่เดือดสุดคือ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต ที่จะก่อให้เกิดวิกฤตระบบนิเวศ เนื่องจากเส้นทาง 90 กิโลเมตร จะพาดผ่านพื้นที่ป่าสงวน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และอุทยานแห่งชาติ อีกทั้งการสร้างท่าเรือน้ำลึกและการถมทะเลกว่า 7,000 ไร่ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อแนวปะการัง หญ้าทะเล และสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้รายได้จากการประมงท้องถิ่นหายไปกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี

นาย อนุทิน ชาญวีรกูล ขณะกำลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
รายงานของ Bangkok Post ระบุว่าพื้นที่ตามแนวโครงการมีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติถึง 6 แห่ง

กระนั้น นายพิพัฒน์ และแกนนำรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ยืนกรานว่าโครงการเรือธงนี้ต้องไปต่อ ด้วยเหตุผลหลักที่ว่า เพื่อยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เชื่อมมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก และเป็นทางเลือกใหม่ลดความแออัดของช่องแคบมะละกา และรัฐเชื่อว่าโครงการจะดัน GDP ไทยให้โตเพิ่มขึ้นอีก 1.5% ต่อปี และสร้างงานในพื้นที่ภาคใต้กว่า 280,000 ตำแหน่ง อีกทั้งยืนยันว่ากระบวนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EHIA) ทำตามกฎหมายและมีการรับฟังความเห็นอย่างต่อเนื่อง

**ความคืบหน้าล่าสุด รัฐบาลนายอนุทิน มีแผนจะเปิดประมูลโครงการในปี 2569 นี้ ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากเครือข่ายภาคประชาชนที่ขอให้หยุดการขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.พิเศษ SEC ที่เกี่ยวข้อง**

จากการโรดโชว์มีกลุ่มทุนระดับโลกที่สนใจศึกษาและร่วมทุน อาทิ DP World (Dubai Port World) ยักษ์ใหญ่ด้านโลจิสติกส์จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้จัดตั้งคณะทำงานร่วมกับกระทรวงคมนาคม เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนอย่างละเอียด

China Harbour Engineering Company (CHEC) รัฐวิสาหกิจด้านวิศวกรรมและการก่อสร้างรายใหญ่จากประเทศจีน ที่แสดงความสนใจเข้ามารับฟังรายละเอียดเนื้องานและโครงสร้างการลงทุน

นอกจากนี้ ยังมีนักลงทุนจากซาอุดีอาระเบียและญี่ปุ่น ที่รัฐบาลไทยได้นำเสนอโครงการให้พิจารณาในช่วงที่ผ่านมา

แม้จะมีความสนใจจากต่างชาติ แต่ฝ่ายคัดค้านและภาคประชาชนยังคงตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนก่อสร้างและพลังงานที่อาจมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายทางการเมือง และมีข้อสังเกตว่าความมุ่งมั่นของรัฐบาลนายอนุทิน ในการผลักดันโครงการนี้มีความเชื่อมโยงกับมิติทางการเมืองและยุทธศาสตร์ของพรรคภูมิใจไทยที่หวังขยายฐานการเมืองในภาคใต้ โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภาคใต้ นั่งตำแหน่ง รมว. คมนาคม เพื่อขับเคลื่อนโครงการนี้โดยตรง

มาโฟกัสรัฐมนตรีหน้าเก่าแต่ใหม่กิ๊กสำหรับกระทรวงเกษตรฯ นั่นคือ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ จากพรรคเพื่อไทย ที่มาแทนพรรคกล้าธรรม เจ้าสำนักเดิม

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ
นายสุริยะ ประกาศวิสัยทัศน์หลักภายใต้แนวคิด “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” มุ่งเน้นยกระดับภาคเกษตรไทยผ่านโครงสร้างเทคโนโลยีและกลไกตลาด อาทิ ยกระดับการเกษตรด้วย AI และ Big Data เพิ่มแม่นยำเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มปริมาณผลผลิต สนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้าง “Smart Farmer” รุ่นใหม่ และใช้การตลาดนำการผลิต ป้องกันปัญหาราคาสินค้าตกต่ำจากภาวะล้นตลาด รวมทั้งบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ

นอกจากนโยบายหลักยังมีการตั้งวอร์รูม แก้ปัญหาเฉพาะเร่งด่วน คือ พักหนี้เกษตรกร แก้ปัญหาปุ๋ยแพงและขาดแคลน โดยเตรียมเจรจารัสเซียนำเข้าปุ๋ยเคมี 2 ล้านตัน พร้อมกวาดล้างขบวนการกักตุนปุ๋ย รวมทั้งการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นต้น

นโยบายของนายสุริยะ ฟังดูชวนเคลิบเคลิ้มไม่น้อย แต่หากมองในมุมความเหลื่อมล้ำและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับทุนแล้ว มีประเด็นที่ชวนตั้งข้อสงสัย โดยเฉพาะการนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซีย 2 ล้านตัน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรหรือเอื้อขาใหญ่กันแน่ หากมองทะลุถึงเบื้องหลังใครคือตัวแทนนำเข้าและกระจายปุ๋ยล็อตมหึมานี้ มีความสุ่มเสี่ยงต่อการผูกขาดโดยกลุ่มทุนปุ๋ยรายใหญ่ที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมืองหรือไม่ และราคาที่ลดลงจะถึงมือรายย่อยจริงหรือเป็นเพียงกำไรส่วนต่างของคนกลาง

หากคำนวณจากราคาปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกปัจจุบัน (เฉลี่ย 350-400 ดอลลาร์/ตัน) การนำเข้า 2 ล้านตัน จะมีมูลค่าสูงถึง 25,000 - 30,000 ล้านบาท รัฐบาลมักใช้วิธี G2G (Government to Government) หรือรัฐต่อรัฐ โดยผ่านองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เป็นตัวกลาง เพื่อขอยกเว้นภาษีหรือขอราคาพิเศษจากรัสเซีย

การที่รัฐเข้าไปแทรกแซงราคาโดยการ “อุดหนุนส่วนต่าง” เพื่อให้ปุ๋ยถึงมือเกษตรกรในราคาถูก อาจต้องใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อชดเชยให้หน่วยงานนำเข้า ซึ่งหากวิเคราะห์ส่วนต่างหน้าโรงงานปัจจุบันอยู่ที่ 1,000 - 1,380 บาทต่อกระสอบ กับราคาเป้าหมายที่รัฐจะขายอยู่ที่ 800-900 บาทต่อกระสอบ ส่วนต่างที่รัฐต้องอุดหนุนอยู่ที่ประมาณ 300 บาทต่อกระสอบ นั่นหมายความว่าปุ๋ยนำเข้า 2 ล้านตัน รัฐต้องควักอุดหนุนอยู่ที่ประมาณ 12,000 ล้านบาท เลยทีเดียว

นอกจากนั้นแล้ว ในการกระจายสินค้า อ.ต.ก. ไม่มีหน่วยรถบรรทุกหรือโกดังเพียงพอที่จะกระจายปุ๋ย 2 ล้านตันได้เอง สุดท้ายต้องจ้าง “เครือข่ายของทุนใหญ่” หรือ บริษัทโลจิสติกส์ที่เป็นพันธมิตรทางการเมือง เป็นผู้กระจายสินค้า และหากกลุ่มนี้สามารถซื้อปุ๋ยจากรัฐในราคา G2G แล้วนำไปผสมหรือแบ่งบรรจุขายภายใต้แบรนด์ตัวเอง กำไรส่วนต่างมหาศาลจะตกอยู่ที่ใคร? ยังไม่นับว่าการเจรจาการค้ากับรัสเซียมักอ้างเรื่องความลับทางการค้า ทำให้การตรวจสอบราคาซื้อขายจริงทำได้ยาก

นโยบายนี้ จึงอาจถูกมองว่าเป็น “การโยนเค้กชิ้นใหญ่” ไปที่กลุ่มทุนนำเข้าและโลจิสติกส์ มากกว่าการช่วยเกษตรกรรายย่อยอย่างยั่งยืน หรือไม่ อย่างไร เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและเสี่ยงต่อการสร้างระบบอุปถัมภ์ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

นอกจากการนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซียที่มีคำถามเพื่อใครกันแน่แล้ว นโยบายเกษตร AI และ Big Data มีคำถามว่า แท้จริงแล้วเพื่อยกระดับรากฐานหรือขายฝันเทคโนโลยีไกลตัว เพราะการชูโรงเรื่อง “Agri-Tech” เปลี่ยนเกษตรดั้งเดิมเป็นเกษตรแม่นยำด้วย AI ในขณะที่หนี้สินเกษตรกรพุ่งสูงและขาดแคลนแหล่งน้ำพื้นฐาน การลงทุนในเทคโนโลยีราคาแพงจะกลายเป็นการเพิ่มหนี้ให้รายย่อย หรือเป็นการเปิดประตูให้บริษัทเทคโนโลยีเข้ามากินงบประมาณรัฐผ่านโครงการจัดซื้อจัดจ้างล็อตใหญ่กันแน่

ไม่ต่างไปจากนโยบายพักหนี้เกษตรกร (เงินต้นและดอกเบี้ย) เป็นเวลา 3 ปี วงเงินไม่เกิน 500,000 บาท ที่เป็นเพียงนโยบายประชานิยม เพื่อรักษาฐานเสียงรากหญ้าให้พรรคเพื่อไทย ใช่หรือไม่ เพราะสถิติที่ผ่านมาพบว่าการพักหนี้โดยไม่มี Action Plan เพิ่มรายได้ที่ชัดเจน กลับทำให้ยอดหนี้สะสมพุ่งสูงขึ้นเมื่อจบโครงการ

ส่วนบริหารจัดการน้ำ Smart Water ทั้งระบบโดยใช้ระบบอัจฉริยะและ War Room แท้จริงแล้วจะยังคงวนเวียนอยู่กับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของกรมชลประทานที่ใช้งบประมาณมหาศาลแต่เข้าไม่ถึงแปลงนาของรายย่อยนอกเขตชลประทาน และแผนการจัดการน้ำสอดรับกับความต้องการของกลุ่มทุนอุตสาหกรรมในพื้นที่เศรษฐกิจใหม่มากกว่าเกษตรกรจริงหรือไม่

ดูทรงแล้ว “รัฐบาลหนู” คงชูธงเอื้อทุนใหญ่ รายย่อยไม่รอด?