xs
xsm
sm
md
lg

'น้ำมันหาย' ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ เร่งสอบขยายผลทั่วประเทศ เพิ่มอำนาจสอบทรัพย์สินดิจิทัล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ดีเอสไอรับคดีน้ำมันหายเป็นคดีพิเศษ สั่งลุยสอบสวนขยายผลทั่วประเทศ พร้อมใช้อำนาจใหม่ตรวจสอบเส้นทางการเงินและทรัพย์สินดิจิทัลเพื่อสาวถึงตัวการใหญ่

เมื่อวันที่ 9 เมษายน การประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษครั้งแรกภายหลังมีรัฐบาลชุดใหม่ ได้มีมติสำคัญ คือ การกักตุนน้ำมันเป็นคดีพิเศษ โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ แถลงว่า ที่ประชุมมีมติในคดีสำคัญเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎกระทรวง โดยสั่งคดีพิเศษเพิ่มเติม 3 คดีตามกฎหมายหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล กฎหมายว่าด้วยสัญญาการซื้อขายล่วงหน้า และกฎหมายว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งหากคดีที่เข้าข่ายความผิดดังกล่าว หากมีมูลค่าความผิดร้อยล้านบาทขึ้นไป จะอยู่ในอำนาจการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ และที่สำคัญที่ประชุมมีมติให้ คดีการลักลอบการกักตุนน้ำมัน การประวิงเวลา การขนส่งน้ำมัน แล้วทำให้ประชาชนเดือดร้อน โดยมีการรับคดีไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว

ขณะที่ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุว่า ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษมีมติในวาระเพื่อพิจารณา 2 เรื่อง เรื่องแรกคือให้ความเห็นชอบการกำหนดลักษณะรายละเอียดในความผิดที่จะเข้าตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ. การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ด้วยกฎหมาย 3 ฉบับเพิ่มเติมขึ้นมา คือกฎหมายว่าด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล , กฎหมายว่าด้วยอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือบัญชีม้า และกฎหมายว่าด้วยการซื้อขายล่วงหน้า

ส่วนเรื่องที่ 2 ที่ประชุมมีมติให้กรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงตามนิยามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง และต้องเกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 7 หรือมาตรา 10 รวมทั้งผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนหรือไม่ก็ตาม โดยจะต้องมีลักษณะทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อนหรือก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนหรือภาคอุตสาหกรรม ที่กระทำผิดตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เป็นคดีพิเศษ

เมื่อถามถึงความชัดเจนว่ารับคดีใดเป็นคดีพิเศษ พ.ต.ต.ยุทธนา ระบุว่า น้ำมันที่หายกลางทะเล และคลังน้ำมันที่ จ.สุราษฎร์ธานี ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ เพราะพาณิชย์จังหวัดได้เข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อการสอบสวนแล้วและมีการโอนสำนวนมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมถึงจะใช้คดีดังกล่าวเป็นสารตั้งต้นในการตรวจสอบ ซึ่งความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายฉบับใดที่เกี่ยวข้องก็จะเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษทั้งหมด ส่วนที่ตำรวจเข้าไปตรวจสอบคลังน้ำมันในพื้นที่หลายจังหวัด ทั้ง จ.อ่างทอง จ.สมุทรสาคร จ.พระนครศรีอยุธยา จ.ปทุมธานี จ.ระยอง และ จ.ขอนแก่น จะต้องไปตรวจสอบว่ามีพฤติการณ์เข้าข่ายลักษณะความผิดที่เกี่ยวข้องกับเป็นผู้น้ำมันตามมาตรา 7 และมาตรา 10 และมีความซับซ้อนก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและประชาชนหรือไม่ หากตรวจสอบแล้วว่าเกี่ยวข้อง ก็มีโอกาสรับเป็นคดีพิเศษต่อไป

ส่วนพฤติการณ์ของเรือน้ำมันที่ จ.สุราษฎร์ธานี เราได้ข้อมูลจาก ศรชล. ที่รายงานมาบางส่วน พบว่ามีความผิดปกติ 24 เที่ยวเรือ จาก 99 เที่ยวเรือ ที่ออกจากโรงกลั่นจังหวัดระยอง ที่ตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา มีทั้งที่ประวิงเวลา ล่าช้า ไม่วิ่งตามเส้นทางปกติ และใน 24 เที่ยวเรือ มีน้ำมัน 60 ล้านลิตร ซึ่งเราจะต้องตรวจสอบพบความผิดปกติ แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่า จะเป็นน้ำมันที่หายไปทั้งหมดหรือไม่ เนื่องจากต้องไปตรวจสอบเอกสารจากกรมสรรพสามิต กรมเจ้าท่า กรมธุรกิจพลังงาน และ ศรชล. ซึ่งจะต้องนำข้อมูลของแต่ละส่วนมาเทียบเคียงตรวจสอบ รวมถึงต้องตรวจข้อมูลทางกายภาพว่าน้ำมันใน 24 เที่ยวเรือนั้นไปอยู่ที่ไหน