“ศ.ดร.เกรียงศักดิ์” ชี้ วิกฤตพลังงานจะส่งผลให้ “รัฐบาลอนุทิน2” เผชิญสารพัดปัญหา ตั้งแต่ สินค้าขาดแคลน ธุรกิจเจ๊ง คนตกงาน เศรษฐกิจล่มสลาย ปัญหาอาชญากรรม นำไปสู่การชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาล และหากยังแก้ปัญหาพลังงานไม่ได้ สุดท้ายอาจเกิด “รัฐประหาร” หรือขอนายกฯพระราชทาน ติง รัฐบาลสื่อสารล้มเหลว ปล่อยเอกชนขึ้นราคาน้ำมันทั้งที่มีสำรอง 60 วัน ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธา อีกทั้ง ไม่มั่นใจ “รมต.ขิง” คานทุนพลังงาน-ตัวใหญ่ใน ครม.ได้หรือไม่
เรียกได้ว่าเป็นทุกขลาภเลยทีเดียว เพราะหลังจากที่รัฐบาลภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” เข้ารับหน้าที่อย่างเต็มตัว ก็ต้องเผชิญหน้ากับสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นจากวิกฤตพลังงานอันเนื่องมาจากการสู้รบกันระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน โดยเฉพาะปัญหาราคาน้ำมันภายในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่บางช่วงก็เกิดการขาดแคลนอย่างหนัก ส่งผลให้“รัฐบาลอนุทิน 2”ต้องรีบฟื้นความเชื่อมั่นจากประชาชน
ส่วนว่าต่อจากนี้รัฐบาลจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ? และมีทางรับมือหรือไม่ อย่างไร ? คงต้องไปฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา
รัฐบาลสื่อสารล้มเหลว
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มองว่า เนื่องจากการบริหารงานของรัฐบาลอนุทินในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกหลังจากอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้นถือว่าขาดความเข้าใจอย่างร้ายแรง รัฐบาลสื่อสารกับประชาชนเหมือนไม่รู้ว่าสถานการณ์นั้นรุนแรง เป็นการสื่อสารทางการเมืองเพื่อให้ประชาชนรู้สึกสบายใจว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเยอะ ซึ่งส่งผลให้ประชาชนไม่รู้ข้อเท็จจริงและทำให้เกิดความคาดหวัง แต่ภาพการต่อคิวซื้อน้ำมันทำให้รู้ว่ามีปัญหา ประชาชนจึงมองว่ารัฐบาลคาดการณ์ไม่แม่นหรือไม่ยอมพูดความจริง ทำให้ขาดการร่วมมือในการแก้ปัญหาจากทุกฝ่าย เพิ่งจะช่วงหลังจากที่หลายฝ่ายบอกว่ารัฐบาลควรพูดความจริงเพื่อช่วยกันแก้ปัญหา ตนก็เคยเสนอให้รัฐบาลมีวอลรูม (ศูนย์สั่งการเชิงยุทธศาสตร์ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อติดตามสถานการณ์ เฝ้าระวัง และบริหารจัดการวิกฤตการณ์ต่างๆอย่างเร่งด่วน) การทำงานของรัฐบาลก็ดีขึ้น โดยมีการตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แต่ก็ยังไม่เป็นแก่นสาร ไม่เป็นเอกภาพ มีแค่รายงานเฉพาะกิจ ยังไม่มีอะไรชัดเจนเพียงพอ การบัญชาการต่างๆก็ยังไม่ชัดเจน
ลักษณะการทำงานของรัฐบาลยังไม่ใช่การบริหารในช่วงวิกฤต ทั้งที่ตอนนี้มันคือสงครามน้ำมันและสงครามเศรษฐกิจ ซึ่ง ศบก.ต้องสามารถขับเคลื่อนได้ทันท่วงทีว่าจะต้องทำอะไร และกำกับการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าทำงานไปถึงไหน เมื่อสั่งลงไปแล้วทำได้จริงหรือเปล่า เจอปัญหาอะไรบ้าง อาจจะมีปัญหาว่าระบบราชการอาจทำงานได้ไม่เต็มที่แต่เขารายงานเพียงบางส่วน ศบก.จึงควรมีนายกรัฐมนตรีมานั่งที่ห้องบัญชาการเพื่อให้เห็นปัญหาอย่างชัดเจน รู้ว่าสถานการณ์จริงเป็นอย่างไร และมีฝ่ายที่ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบและเห็นข้อมูลจริง
“ การบริหารงานในภาวะวิกฤตของรัฐบาลนั้นมีจุดอ่อนแทบทุกจุด การสื่อสารล้มเหลว สับสน ไม่เป็นเอกภาพ การสื่อสารที่ดีต้องไม่สร้างความสับสน ให้ข้อมูลที่เป็นจริง หรือไม่เจือปนเรื่องเท็จ ไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ประชาชนสามารถคาดการณ์ได้ว่าเราจะไปทางไหน ส่วนการช่วยเหลือนั้นรัฐบาลต้องแยกกลุ่มเปราะบางกับไม่เปราะบางออกจากกันและดูว่าจะช่วยให้กลุ่มเปราะบางอยู่ได้ในระยะสั้นอย่างไร ” ศ.ดร.เกรียงศักดิ์
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ชี้ว่า รัฐบาลต้องเร่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาจากวิกฤตพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน ปุ๋ยเคมี และพลาสติก ไม่ว่าจะเป็นผู้มีรายได้น้อย กลุ่มที่ต้องใช้น้ำมันในการประกอบอาชีพ ทั้งภาคการเกษตร ภาคการขนส่ง เช่น ไรเดอร์ รถรับจ้าง รถบรรทุก ซึ่งจะเป็นอัมพาตกันหมด ต้องเร่งช่วยเหลือกลุ่มที่มีความจำเป็นเฉพาะหน้าเป็นพิเศษ โดยแยกกลุ่มตามฐานะความยากจน ถ้ากลุ่มที่รัฐไม่ช่วยเหลือจะอยู่ไม่รอดก็ต้องเร่งช่วยก่อน ส่วนกลุ่มที่พอดูแลตัวเองได้ก็เอาไว้ก่อน เพราะงบประมาณเรามีจำกัด และแยกกลุ่มที่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจมาก-น้อยเป็นลำดับไป ถ้ากลุ่มไหนไม่ช่วยแล้วจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง ก็ต้องเข้าไปช่วยก่อน
ส่วนเรื่องความเหมาะสมในการเลือกทีมบริหารภายใต้การนำของรัฐบาลอนุทินนั้น “ศ.ดร.เกรียงศักดิ์” มองว่า ในภาวะวิกฤตเช่นนี้รัฐบาลควรแต่งตั้งรัฐมนตรีที่มาจาก Technocrat (กลุ่มผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ที่สามารถเข้ามาช่วยบริหารงานภาครัฐหรือกำหนดนโยบาย) ทั้งหมด มากกว่าจะจัดสรรตำแหน่งตามโควตาทางการเมือง เพราะในภาวะวิกฤตเช่นนี้ประเทศต้องการคนที่มีทั้งคุณภาพและคุณธรรมเข้ามาช่วยแก้ปัญหา ตอนนี้รัฐบาลประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไป จึงยังตั้งรัฐมนตรีตามสูตรการเมืองเดิมอยู่ ซึ่งปัญหาวิกฤตศรัทธาที่ประชาชนกำลังมีต่อรัฐบาลอนุทินในขณะนี้นั้นส่วนหนึ่งก็มาจากข้อครหาเรื่องการแต่งตั้งคนเช่นกัน
“ วันแรกที่โหวตเลือกท่านอนุทินเป็นนายกฯ ผมก็เขียนบทความและให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างๆว่าขอให้ท่านตั้งรัฐมนตรีจากเทคโนแครต ทั้ง 35 คน อย่าไปแบ่งโควตากันเลยเพราะเป็นยามวิกฤต ปัญหามันเยอะมาก ท่านก็ไม่เชื่อผม ถ้าท่านตั้งคนเก่ง คนดีมีคุณธรรม แม้ประเทศอาจจะจะสะบักสะบอมแต่มันจะไม่สะบักสะบอมมากเท่ากับตั้งรัฐมนตรีตามโควตา เสียดายที่ท่านไม่ฟัง ” ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าว
วิกฤตพลังงานกระทบ
เศรษฐกิจ-การเมือง-สังคม
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ชี้ว่า ผลกระทบจากราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปิโตรเคมี ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากนั้นส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในทุกภาคส่วน เนื่องจากทำให้ต้นทุนสินค้าและค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นด้วย ขณะที่สินค้าบางประเภทที่พึงพาวัตถุดิบจากปิโตรเคมี เช่น ปุ๋ย พลาสติก ยารักษาโรค จะเกิดการขาดแคลน เมื่อต้นทุนสูงขึ้นถึงจุดหนึ่งผู้ประกอบการทั้งรายเล็กรายใหญ่จะแบกรับไม่ไหว โดยเฉพาะ SME ซึ่งสายป่านสั้นจะเริ่มล้ม เพราะธนาคารก็ไม่กล้าปล่อยกู้เนื่องจากกลัวเป็นหนี้สูญ ขณะเดียวกันเมื่อสินค้าแพงขึ้น แต่ประชาชนมีรายได้เท่าเดิม กำลังซื้อก็จะลดลง คนจะไม่ค่อยจับจ่ายใช้สอย ยอดขายสินค้าต่างๆก็จะลดลง ซึ่งภาพแบบนี้เกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้ภาคการส่งออกหดตัวลง ส่วนในระยะยาวผลพวงจากปัญหาราคาพลังงานจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยซึ่งเติบโตช้าที่สุดในอาเซียนอยู่แล้วเข้าสู่ภาวะ“หลับลึก” เศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง สถาบันการเงินต้องแบกรับหนี้เน่า
นอกจากนั้นปัญหาราคาพลังงานยังส่งผลกระทบทางด้านสังคมและการเมือง เมื่อผู้ประกอบการต้องเลิกกิจการ ก็เกิดปัญหาการว่างงานและขาดรายได้ตามมา เมื่อผู้คนตกงานและอดอยากก็จะเกิดการลักวิ่งชิงปล้น ขณะเดียวกันก็จะเกิดวิกฤตศรัทธาต่อรัฐบาล เมื่อคนเลือดเข้าตาและมองว่ารัฐบาลแก้ปัญหาไม่ได้ประชาชนก็จะลงถนน เกิดการชุมนุมประท้วงลุกลามบานปลายกลายเป็นปัญหาทางการเมือง
“ ผมกังวลว่าถ้ารัฐบาลประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไปจะแก้ปัญหาไม่ทัน คือมันจะเกิดปัญหาทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ตอนนี้หลายบริษัทเริ่มมีการปรับลดพนักงานแล้ว เมื่อเศรษฐกิจไม่ดีปัญหาสังคมก็จะเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการไม่มีเงินจ่ายค่าแรง ก็เกิดการนัดหยุดงาน หรือเลิกจ้าง ปัญหาอาชญากรรมต่างๆก็จะเพิ่มขึ้น เมื่อคนเดือดร้อนจากปัญหาเศรษฐกิจมันจะปลุกกระแสง่ายมาก คนจะลงถนนกันเต็มไปหมด อารมณ์ของคนจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะเกิดปัญหาทางการเมืองตามมา รัฐบาลอาจจะชะตาขาด คือการชุมนุมขับไล่รัฐบาลในหลายๆประเทศทั่วโลกมักมีจุดเริ่มจากปัญหาเศรษฐกิจ ” ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ระบุ
“นายกฯอนุทิน” กำลังเผชิญวิกฤตศรัทธา
ปฏิเสธไม่ได้ว่าขณะนี้รัฐบาลอนุทินกำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธา ซึ่ง “ศ.ดร.เกรียงศักดิ์” มองว่า สาเหตุหลักที่ทำให้รัฐบาลอนุทินตกอยู่ในภาวะวิกฤตศรัทธาทั้งที่พยายามแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ก็คือ การที่ปล่อยให้บริษัทพลังงานขึ้นราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่องทั้งที่รัฐบาลประกาศว่ามีน้ำมันสำรองอยู่ 60 วัน ซึ่งน้ำมันที่ขายอยู่ในปัจจุบันจึงยังเป็นน้ำมันที่ซื้อมาในราคาต้นทุนเดิม ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นการหากินกับประชาชนทั้งที่อยู่ในภาวะวิกฤต ซึ่งส่วนตัวมองว่ารัฐบาลน่าจะใช้โอกาสที่ประเทศไทยเกิดวิกฤตพลังงานในการแก้ไขปัญหาพลังงานทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
ส่วนนโยบายของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จากพรรคภูมิใจไทย ที่ให้บริษัทพลังงานลดค่าการกลั่นเพื่อให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวลดลงนั้นก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่มั่นใจว่าจะสามารถกดดันให้บริษัทเอกชนดำเนินการได้หรือเปล่า งานนี้อาจจะเป็นแค่การโยนเผือกร้อนให้นายเอกนัฎ
“ ผมไม่แน่ใจว่าทำไมรัฐบาลปล่อยให้บริษัทพลังงานทำแบบนี้ ก่อนหน้านั้นก็ผิดพลาดร้ายแรงที่เอาเงินกองทุนน้ำมันมาอุด จนกองทุนน้ำมันติดลบไป 5 หมื่นกว่าล้าน แถมช่วงนี้ก็มาประกาศราคาน้ำมันข้ามคืนเหมือนจงใจให้ขายน้ำมันในราคาก้าวกระโดด วันแรกก็ขึ้นไปทีเดียว 6 บาท ทำให้คนรู้สึกว่ารัฐบาลบริหารยามวิกฤตเพื่อประโยชน์ของเอกชนหรือเปล่า เพราะเหตุการณ์ที่เศรษฐีได้ประโยชน์ในยามวิกฤตนั้นมันเกิดขึ้นเสมอเพราะเขาอาจจะมีโอกาสมากกว่าคนทั่วไป แต่เศรษฐีที่ได้ประโยชน์โดยมีรัฐบาลช่วยนี่ก็ โอ้โห...คนก็รู้สึกว่าทำไมทำแบบนี้ ส่วนนโยบายของรัฐมนตรีพลังงานก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้ไหม เพราะมันมีตัวใหญ่อยู่เหนือคุณขิง ไม่รู้คุณขิงจะกล้าทำไหม ก็เอาใจช่วย แต่ถ้าเทียบน้ำหนักตัวนี่ย ครม.ทั้งคณะ โดยเฉพาะ รมต.ที่เกี่ยวข้องโดยตรงเขาต้องเอาด้วย ผมไม่รู้เขาคุณขิงมาเชือดหรือเปล่า ” ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าว
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ประเมินว่า จากการวิเคราะห์ตามโมเดลเศรษฐศาสตร์หากสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ-อิสราเอลยังไม่หยุด วิกฤตพลังงานจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ สถานการณ์จะร้ายแรงกว่าที่คิด ปัจจุบันราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ที่ 100 กว่าดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ถ้าราคาน้ำมันขึ้นไปถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างที่มีการคาดการณ์กันไว้ จะส่งผลให้เกิดสถานการณ์เศรษฐกิจที่เรียกว่า“นรกมีจริง” เศรษฐกิจไทยจะถูก freeze ไว้ทั้งระบบ และส่งผลให้เศรษฐกิจตกต่ำต่อเนื่องอีกหลายปี ที่สำคัญหากรัฐบาลยังคงบริหารงานแบบปัจจุบันอาจจะเป็นแรงกดดันให้เกิดรัฐประหาร
“ ผมไม่ได้ชี้นำให้รัฐประหารนะ แต่ผมมองว่าถ้าเกิดวิกฤตพลังงานอย่างสาหัส แล้วรัฐบาลยังบริหารแบบทุกวันนี้ ประชาชนทนไม่ไหวก็จะออกมาชุมนุมกันเต็มไปหมด ก็จะเป็นไปได้ 2 ทาง คือ 1.รัฐประหาร ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ หรือ 2.จะเจอรัฐบาลมาตรา 5 ซึ่งเป็นทางออกที่นุ่มนวลกว่านิดนึง คือเมื่อเห็นว่าไม่มีทางออกทางอื่นก็ต้องไปสู่การตั้งรัฐบาลพิเศษคือขอนายกฯพระราชทาน เพื่อมาช่วยแก้ปัญหา เพราะรัฐบาลการเมืองแบบนี้ไปไม่รอดแน่ ” ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ระบุ

