xs
xsm
sm
md
lg

“ไอ้โม่ง” ปล้นน้ำมัน มีจริงหรือวาทะหาเสียง !?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม - อนุทิน ชาญวีรกูล
เมืองไทย 360 องศา

หลายคนเชื่อว่าในรอบเดือนกว่าที่ผ่านมา ช่วงเกิดวิกฤตน้ำมันขาดปั๊ม และน้ำมันแพง มักมีคำพูดออกมาว่า “มีไอ้โม่ง” คอยกักตุน นำน้ำมันต้นทุนเก่า มาขายราคาใหม่ที่แสนแพง และมั่นใจว่ามีคนได้กำไรมหาศาลจากวิกฤตน้ำมันในครั้งนี้ แต่กลายเป็นว่าก็มีกูรูอีกบางคนกลับบอกว่า นี่มันเป็นแค่วาทกรรมของบรรดานักการเมืองที่พูดจาเอาหล่อ หรือมีเจตนาหาเสียงในช่วงวิกฤตที่ชาวบ้านเดือดร้อน เป็นแบบนี้ทุกครั้ง

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาทางฝั่งรัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ยืนยันว่า ไม่มีเรื่องแบบนี้ แต่ในที่สุดทางดีเอสไอ หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็รับทำคดีบริษัทคลังน้ำมันแห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีพฤติกรรมส่อไปในทางกักตุนน้ำมัน และต่อมารัฐบาลก็เริ่มมีท่าทีจริงจังกับการสอบสวนและจับกุมเรื่องดังกล่าว ซึ่งก็ถูกมองว่า เป็นไปตามแรงกดดันจากสังคมจนทนไม่ไหวหรือเปล่า

กรณี “ไอ้โม่ง” ที่หาประโยชน์จากราคาน้ำมันคราวนี้ ชาวบ้านย่อมพุ่งตรงไปที่บริษัทค้าน้ำมันว่าต้องสงสัยจากการหาประโยชน์จากความเดือดร้อน และได้กำไรมหาศาล และที่ผ่านมาก็จะมีการกล่าวหาและตั้งข้อสงสัยแบบนี้ แต่ก็ไม่เคยมีการจับกุมหรือสาวไปไกลจนจับกุม “ไอ้โม่ง” รายใหญ่ได้สักครั้งเดียว

คราวนี้ก็คงเช่นเดียวกัน แม้ว่าจะดูเหมือนขึงขัง แต่เชื่อว่าในที่สุดแล้วก็น่าจะออกมาแบบ “ไม่มีหลักฐาน” หรือจับได้แต่รายเล็กรายน้อยตามฟอร์ม และที่สำคัญพอเวลาผ่านไปสักพัก ก็เชื่อว่าชาวบ้านจะลืม แล้วหันไปสนใจเรื่องใหม่ตามเคย

แต่ล่าสุดอาจจะเกิดปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่เหมือนเดิมก็เป็นไปได้ เมื่อ “หมอวรงค์” หรือ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.หนึ่งเดียว ของพรรคไทยภักดี ได้จับเรื่องนี้และนำมาอภิปรายในสภา ช่วงการอภิปรายนโยบายรัฐบาล เมื่อวันที่ 9 เมษายน โดยเขาได้เปิดข้อมูลเกี่ยวกับ การทุจริตน้ำมัน หรือที่เรียกว่า เกิดการ “ปล้นน้ำมัน” ของชาติเกิดขึ้น

นพ.วรงค์ ตั้งข้อสังเกตต่อประเด็นพลังงาน และน้ำมันในคำแถลงนโยบายว่า แม้รัฐบาลระบุชัดว่า จะบริหารจัดการเพื่อบรรเทาผลกระทบให้ประชาชน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 1 เดือน ที่ผ่านมา โดยเฉพาะปัญหาน้ำมันดีเซลขาดแคลน เป็นบทเรียนสำคัญที่รัฐบาลต้องศึกษาอย่างจริงจัง เพราะไม่ใช่เพียงปัญหาราคาแพง แต่เป็นเรื่องอันตรายถึงขั้น “ปล้นน้ำมันของชาติ” หากมีการบริหารจัดการผิดพลาดหรือปล่อยให้เกิดการทุจริต

เขากล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันมาแล้วรวม 8 ครั้ง เพิ่มขึ้น 20.80 บาท จากลิตรละ 29.94 บาท เป็น 50.54 บาท แม้ภายหลังจะมีการปรับลดลงบ้าง แต่ก็สะท้อนความไม่เป็นธรรมกับประชาชนอยู่ดี และยังมีข้อสงสัยอย่างมากต่อปัญหาน้ำมันขาดแคลนว่า อาจมีการโกงน้ำมันเกิดขึ้นในระบบ

“หมอวรงค์” ยกตัวอย่างกรณีน้ำมันจากโรงกลั่นไปยังผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ใน จ.สุราษฎร์ธานี ที่หายไปถึง 57 ล้านลิตร พร้อมตั้งคำถามว่า หากรัฐบาลจริงใจในการปราบปราม ก็ควรตรวจสอบให้ชัดว่าโรงกลั่นส่งน้ำมันไปให้ใครบ้าง เพราะมีผู้ค้ารายใหญ่เพียงไม่กี่ราย และไม่จำเป็นต้องทำเรื่องให้ซับซ้อนก็จะรู้ได้ว่า “ไอ้โม่ง”คือใคร

สส.พรรคไทยภักดี กล่าวต่อว่า รัฐบาลตั้งสมมุติฐานผิดมาตั้งแต่ต้น โดยเชื่อว่าประชาชนตื่นตระหนกและกักตุนน้ำมัน จึงออกมาตรการแก้ปัญหา 3 ข้อ ได้แก่ การให้ขนส่งน้ำมันได้ 24 ชั่วโมง การยกเลิกมาตรการสำรองน้ำมัน และการเปิดทางให้บริษัท หรือคลังน้ำมันรับน้ำมันจากโรงกลั่นอย่างต่อเนื่อง แต่มาตรการเหล่านี้กลับไม่สามารถแก้ปัญหาที่ประชาชนเผชิญจริงได้ เพราะจนถึงสิ้นเดือน ก็ยังพบปัญหาขาดแคลนอยู่ และเมื่อตรวจสอบคลังจ่าย ก็ไม่พบความผิดปกติ
ทั้งหมดนี้จึงสะท้อนว่ารัฐบาลวิเคราะห์สถานการณ์ผิดพลาด!!

นพ.วรงค์ ระบุว่า จากการลงพื้นที่หลายแห่ง พบข้อสรุปตรงกันว่า น้ำมันไม่ได้ถูกส่งจากคลังจ่าย หรือผู้ค้ารายใหญ่ตาม มาตรา 7 ไปยังปั๊มน้ำมันตามปกติ โดยเกือบทุกปั๊มสะท้อนเสียงเดียวกันว่า ปริมาณน้ำมันที่ได้รับลดลงเหลือเพียงครึ่งเดียวของภาวะปกติ จนทำให้ประชาชนต้องเข้าแถวรอเติมน้ำมันทั่วประเทศ

นอกจากนี้ นพ.วรงค์ ยังอ้างถึงคำแถลงของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ระบุว่า ปกติประเทศใช้น้ำมันภาพรวม 67 ล้านลิตรต่อวัน แต่กลับมีตัวเลขการใช้สูงถึง 85 ล้านลิตรต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นมาราว 20 ล้านลิตร โดยตั้งคำถามว่า ตัวเลขส่วนเกินดังกล่าวมาจากที่ใด ทั้งที่ภาวะเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมระบุว่า แม้ข้อสันนิษฐานเรื่องความผิดปกติ จะเป็นเรื่องถูกต้อง แต่รัฐบาลรับรู้ช้าเกินไป จนสร้างความเสียหายแก่ประชาชนไปแล้ว

สำหรับข้อมูลที่ทีมงานของตนรวบรวม พบว่า ระหว่างวันที่ 23-31 มีนาคม เมื่อนำปริมาณน้ำมันที่กระจายส่งออกจำหน่ายมาเทียบกับเดือนมกราคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่มีปัญหาขาดแคลน พบตัวเลขน้ำมัน “โป่งขึ้น” อย่างผิดปกติ เฉลี่ยวันละ 14.086 ล้านลิตร รวมส่วนเกินสูงถึง 225.378 ล้านลิตร จึงตั้งคำถามว่า น้ำมันส่วนนี้หายไปไหน !?

ขณะเดียวกัน ปกติในเดือนมกราคม ปริมาณน้ำมันที่ส่งไปตามปั๊มต่างๆ อยู่ที่ 51.3 ล้านลิตรต่อวัน แต่จากข้อมูลภาคสนามพบว่า ปั๊มจำนวนมากได้รับน้ำมันไม่ถึงครึ่งหนึ่ง หากคำนวณส่วนที่ขาดหายไปจะอยู่ที่ประมาณ 25.650 ล้านลิตรต่อวัน หรือรวม 410.400 ล้านลิตร ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 16-31 มีนาคม ที่ประชาชนทั่วประเทศต้องต่อแถวเติมน้ำมัน ตนประเมินว่า น้ำมันดีเซลหายไปประมาณ 635.778 ล้านลิตร และหากรวมกับตัวเลขจากหน่วยงานราชการที่พบปริมาณน้ำมัน “โป่ง” ในช่วงเดียวกันราว 317.254 ล้านลิตร บวกกับน้ำมันที่ส่งไปยังปั๊มไม่ครบอีก 410.400 ล้านลิตร จะทำให้ตัวเลขน้ำมันที่หายไปอาจสูงถึง 727.654 ล้านลิตร

“ผมถือว่านี่คือการโกง มีการทุจริตเกิดขึ้นในกระบวนการน้ำมัน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่คนดูแลระบบน้ำมันของประเทศจะไม่รู้เรื่องเหล่านี้ ปล่อยให้มีการทุจริต มีการโกงชาติบ้านเมืองเกิดขึ้น สร้างความทุกข์ยากให้กับประชาชน” นพ.วรงค์ กล่าว พร้อมเปรียบเทียบว่า หากในอดีตมีคำว่า “จีทูจีเก๊” จากกรณีจำนำข้าว วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ “น้ำมันดีเซลเก๊” เพราะน้ำมันจากคลังต่างๆ ไม่ได้ถูกส่งไปยังปั๊มน้ำมันตามที่ควรจะเป็น และรัฐบาลต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาชน

แน่นอนว่าจากข้อมูลของ “หมอรวงค์” ในเรื่อง “ไอ้โม่งปล้นน้ำมัน” ประกอบกับคดีที่ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินคดีกับบริษัทค้าน้ำมันแห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่เห็นอยู่ตำตา ทำให้ทุกอย่างเกิดความน่าสนใจขึ้นมาทันที ว่าคราวนี้ น่าจะถูกเปิดโปงขึ้นมาได้หรือไม่ หรือว่าจะหายไปกับสายลมเช่นเคย แต่ถึงอย่างไรสำหรับ “มือปราบจำนำข้าว” เชื่อว่าคงไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะงานนี้เมื่อเปิดหัวออกมาแบบยิ่งใหญ่แบบ “โจรปล้นชาติ” ย่อมไม่ธรรมดา หวังว่าคงไม่ทำให้เสียชื่อ ทำให้น่าติดตามกันต่อไป เพื่อให้กระชากตัวออกมาให้ได้ว่าเป็นใครกันแน่ !!