xs
xsm
sm
md
lg

ซักฟอกนโยบายรัฐบาล 32 ชม.'โสภณ' หวังคุมอยู่ไร้ประท้วง 'อนุทิน' ฟิตจัดนัดประชุม ครม.11 เม.ย.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



รัฐสภาจัดเต็มเวลา 32 ชั่วโมงซักฟอกนโยบายรัฐบาล 9-10 เมษายนนี้ ด้านนายกฯ อนุทินฟิตจัด ไม่รอช้า ประกาศนัดประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกทันที 11 เมษายน ลุยแก้ปัญหาบ้านเมืองก่อนหยุดยาวสงกรานต์

กำหนดวันออกมาอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับการประชุมร่วมของรัฐสภาเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 9 10 เมษายน ซึ่งจะใช้เวลาการอภิปรายทั้งหมดประมาณ 32 ชั่วโมง ทั้งนี้ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรในฐานะประธานรัฐสภา ระบุว่า สภายุคนี้ไม่มีการประท้วง จากนั้นในรายละเอียดนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.จังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย แถลงว่า จากการประชุมเพื่อหาข้อยุติวันเวลาวันเวลาในการแถลงนโยบายรัฐบาล ได้ข้อสรุปว่าจะมีการแถลงนโยบายในวันที่ 9-10 เมษายนนี้ ซึ่งในวันที่ 9 เมษายน จะเริ่มในเวลา 08.30-02.00 น. ของคืนวันที่ 10 เมษายน เริ่มประชุมใหม่ในเวลา 08.00 และจบในเวลา 23.00 น. ของวันที่ 10 เมษายน รวมเวลาทั้งหมดอยู่ที่อยู่ที่ 32 ชั่วโมงครึ่ง โดยแบ่งเป็นประธานในที่ประชุม ได้เวลา 1 ชั่วโมง นายกรัฐมนตรี ได้เวลาใช้ในการแถลงนโยบาย 1.30 ชั่วโมง ครม. ได้ 6 ชั่วโมง วุฒิสภาได้ 4 ชั่วโมง พรรคร่วมรัฐบาลได้เวลา 5.30 ชั่วโมง และพรรคร่วมฝ่ายค้านได้เวลา 14.30 ชั่วโมง

นายกรวีร์ กล่าวว่า กรอบเวลาที่กำหนดมานั้นถือว่าเหมาะสมแล้ว หากมากไปกว่านี้คงจะไม่ไหว เพราะฉะนั้นทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าเวลาที่แต่ละฝ่ายได้ไป ก็ไปควบคุมเวลาของฝ่ายตัวเองเพื่อไม่ให้เกินเวลา ทำให้การทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายมีประสิทธิภาพสูงสุดใช้เวลาของสภาอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ขณะเดียวกัน ประธานรัฐสภาได้แสดงความเป็นห่วงจึงได้ย้ำถึงเนื้อหาสาระที่จะอภิปราย รวมไปถึงช่วงเวลาการประท้วงต่างๆ จึงขอให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่อยู่ในกรอบการอภิปราย เพราะถ้าหากเกิดการประท้วงเวลาที่แต่ละฝ่ายประท้วงก็จะหักของฝั่งนั้น ซึ่งตนคิดว่าเพื่อนสมาชิก อยากจะเห็นการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายทั้ง ครม. รัฐบาล และฝ่ายค้าน รวมถึง สว. เพื่อให้ข้อเสนอแนะต่างๆ มีประสิทธิภาพมากที่สุด

ด้าน นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม ยืนยันว่า การอภิปรายนโยบายรัฐบาลของพรรคไม่มีการออมมือ โดยเตรียมประเด็นในการทวงถามนโยบายของพรรครัฐบาลที่ได้หาเสียงเอาไว้กับประชาชน ทั้งพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ที่เคยประกาศเอาไว้ในช่วงหาเสียง พอส่งผลต่อความเชื่อมั่นและทำให้ทั้ง 2 พรรค สามารถตั้งรัฐบาลได้ โดยจะประเมินว่านโยบายที่นายกฯ และครม. ร่วมกันจัดทำและเสนอต่อรัฐสภาจะสามารถนำไปปฏิบัติจริงได้มากน้อยแค่ไหน

ขณะเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นัดประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรกในวันที่ 11 เมษายน ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมรัฐสภา โดยนายกฯให้เหตุผลว่า หากไม่นัดประชุมในวันประชุมดังกล่าว จะติดเทศกาลสงกรานต์ จะทอดยาวมากเกินไป เนื่องจากเวลานี้บ้านเมืองมีปัญหามาก จึงต้องเร่งประชุม ครม. และเตรียมความพร้อมสำหรับประชาชนที่จะเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ ต้องเตรียมพร้อมในทุกส่วน และได้มอบให้ทุกกระทรวงไปทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้ประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จะลงนามตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ชุดใหม่เมื่อใด นายอนุทิน ระบุว่า ตรงนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้อำนาจ จึงต้องรอการแถลงนโยบายให้เรียบร้อยก่อน เพราะเป็นสถานการณ์ต่อเนื่อง มีการใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการมอบอำนาจไปยังคณะกรรมการ จึงต้องรอให้มีการแถลงนโยบาย นี่คือเหตุผลที่พอเราแถลงนโยบายเสร็จซึ่งคาดว่าจะเป็นวันที่ 10 เมษายน เวลากลางคืนหากจะประชุม ครม. ต่อเลยคงไม่ทัน จึงนัดประชุมวันที่ 11 เมษายน