ครม.เคาะมาตรการคุมพลังงานชุดใหญ่ จ่อกำหนดเวลาเปิดปิดปั๊มน้ำมัน พร้อมเดินหน้าเจรจาโรงกลั่นลดส่วนต่างกำไร หวังลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน
การทำงานของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เริ่มนับหนึ่งอย่างเป็นทางการแล้ว แม้ว่ายังไม่มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก็ตาม โดยการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ เมื่อวันที่ 6 เม.ย. มีหลายประเด็นทีน่าสนใจเกี่ยวกับการรับมือวิกฤติพลังงาน โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ได้มีการพิจารณาปรับลดค่าการกลั่น และลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน แต่ต้องให้ทางคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เห็นชอบ ก่อนมอบให้กระทรวงพลังงานไปเป็นผู้ศึกษา
ส่วนการบังคับใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ 2516 ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ประกาไว้นั้น นายปกรณ์ กล่าวว่า น่าจะมีการออกเรื่องให้ work from Anywhere หรือ ทำงานนอกสถานที่ของข้าราชการ ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันที นอกจากนี้ ยังจะมีการกำหนดมาตราการเปิดปิดสถานีบริการน้ำมันตามเวลาที่กำหนด ให้จำหน่ายเป็นช่วงเวลา ส่วนรายละเอียดน่าจะเริ่มได้ช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์
ด้าน นายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า ที่ประชุม ครม.ได้หารือและรับทราบรายงานแล้วว่ามีค่าส่วนต่างกำไรของโรงกลั่นที่เกินมาอยู่จริง โดย ครม. ได้เห็นชอบให้เดินหน้าตามแนวทางเจรจากับโรงกลั่นเพื่อขอคืนส่วนต่างดังกล่าว สำหรับนำมาใช้ช่วยเหลือประชาชน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้คณะกรรมการชุดใหม่ ซึ่งมีปลัดกระทรวงพลังงานทำหน้าที่เป็นเลขาธิการ เข้ามาดูแลและพิจารณาวิธีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม
โดยหลักการสำคัญคือการคำนวณกำไรส่วนต่างจะต้องสะท้อนจากต้นทุนที่แท้จริงของสต๊อกน้ำมันเก่า ไม่สามารถใช้วิธีคิดประเมินราคาความผันผวนแบบวันต่อวันได้ แต่จะใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ยทั้งเดือนเพื่อดูว่าโรงกลั่นมีกำไรส่วนต่างเกินมาเท่าใด อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวไม่สามารถใช้วิธีการบีบบังคับโรงกลั่นได้ แต่จะต้องใช้วิธีการพูดคุยเจรจาเป็นหลัก
สำหรับรูปแบบและวิธีการคืนกำไรนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้มีข้อกำหนดที่ชัดเจนว่าจะเป็นอย่างไร แต่อำนาจของคณะกรรมการสามารถกำหนดรูปแบบการชดเชยได้หลายแบบ เช่น การขอให้โรงกลั่นคืนส่วนต่างมาในรูปแบบของเงิน หรือคืนมาเป็นสต๊อกน้ำมัน นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยถึงแนวทางการแก้ปัญหาในระยะยาว ซึ่งในอนาคตอาจจะมีการนำอำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกำหนดรูปแบบในการชดเชย หรือใช้วิธีช่วยชดเชยให้โรงกลั่นเป็นรูปแบบอื่นทดแทน ในกรณีที่โรงกลั่นต้องเผชิญกับภาวะขาดทุน

