xs
xsm
sm
md
lg

สงครามที่สหรัฐฯ-อิสราเอลหวังจะทำให้อิหร่านพังครืน กลับจบลงด้วยการที่เตหะรานแข็งแกร่งขึ้นกว่าเก่า

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


ภาพซึ่งถ่ายเมื่อวันอาทิตย์ (5 เม.ย.) แสดงให้เห็นบิลบอร์ดขนาดใหญ่ติดตั้งอยู่ที่จัตุรัสเอนเกลับ ในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน เขียนข้อความประโยคเดียวว่า “ช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงปิดอยู่”
ANALYSIS-A war meant to break Iran could leave Tehran stronger, and Gulf exposed
By Samia Nakhoul, Reuters
02/04/2026

ถ้าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยุติสงครามกับอิหร่านโดยที่ไม่มีการทำข้อตกลงอะไรกัน เขาก็กำลังเสี่ยงที่จะปล่อยให้เตหะรานสามารถบีบคอซัปพลายพลังงานของตะวันออกกลาง และทิ้งให้พวกผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซในอ่าวอาหรับต้องต่อสู้ดิ้นรนกับผลพ่วงของการสู้รบขัดแย้งที่พวกเขาไม่ได้เริ่มต้น และไม่ได้มีส่วนสำคัญอะไรในการกำหนดรูปโฉมของสงคราม

แทนที่จะบดขยี้คณะผู้ปกครองนำโดยนักการศาสนาของอิหร่านให้แหลกลาญลงไป สงครามคราวนี้กลับทำให้พวกเขาอยู่ในสภาพที่แข็งแรงขึ้นกว่าเดิม มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นอีกจากการอยู่รอดมาได้สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่าท่ามกลางการถล่มโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอล โดยที่ยังสามารถยิงเล่นงานพวกรัฐอ่าวอาหรับ และสั่นคลอนตลาดพลังงานทั่วโลกด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีประสิทธิภาพ

ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ ก่อนหน้าการกล่าวปราศรัยถ่ายทอดสดทางทีวีต่อประชาชนชาวอเมริกันทั่วประเทศเมื่อคืนวันพุธ (1 เม.ย.) ที่ผ่านมา ทรัมป์บอกว่าสหรัฐฯจะยุติสงครามที่ตนทำกับอิหร่านคราวนี้ “อย่างรวดเร็วมากๆ” โดยที่ก่อนหน้านั้นเขาก็ส่งสัญญานทำนองเดียวกันมาแล้วในวันอังคาร (31 มี.ค.) ว่าเขาอาจจะลดระดับของสงครามลงมา แม้กระทั่งในสภาพที่ปราศจากการทำความตกลงใดๆ กับเตหะรานเลยก็ได้

ขณะที่ในการกล่าวปราศรัยต่อประชาชนช่วงไพรม์ไทม์คืนวันพุธ ทรัมป็คุยโวว่าจะโจมตีอิหร่านอย่างแข็งกร้าวดุดันยิ่งขึ้นกว่าเดิม กระนั้นเขาก็บอกด้วยว่า วอชิงตันกำลังอยู่บน “เส้นทางของบรรลุวัตถุประสงค์ต่างๆ ทางทหารทั้งหมดของอเมริกา ภายในระยะเวลาสั้นๆ สั้นอย่างยิ่ง”

ทรัมป์ชี้ด้วยเหมือนกันว่า สงครามอาจบานปลายยกระดับขึ้นไปอีก ถ้าพวกผู้นำอิหร่านยังไม่ยอมจำนนกระทำตามเงื่อนไขต่างๆ ของฝ่ายสหรัฐฯระหว่างการเจรจากัน โดยมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯจะเข้าโจมตีพวกโครงสร้างพื้นฐานทางด้านพลังงานและทางด้านน้ำมันของอิหร่าน

อย่างไรก็ดี สำหรับพวกรัฐริมอ่าวอาหรับแล้ว การปิดฉากสงครามคราวนี้โดยปราศจากหลักประกันอันชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ไป มันก็คือการที่ต้องเผชิญหน้ากับอันตรายที่น่ากลัวมาก เพราะมันเป็นการปล่อยให้ภูมิภาคนี้ต้องเป็นผู้ดูดซับผลต่อเนื่องของสงคราม ซึ่งแนวโน้มน่าจะกำลังสรุปลงตัวออกมาว่า อิหร่านคือฝ่ายที่ได้เปรียบ

“ประเด็นก็คือการที่สงครามสงบลง โดยไม่ได้มีผลลัพธ์ที่เป็นจริงใดๆ” เป็นความเห็นของ โมฮัมเหม็ด บาฮารูน ผู้อำนวยการของศูนย์วิจัยบุฮูธ ของดูไบ “เขา (ทรัมป์) อาจจะยุติสงครามก็จริง แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าอิหร่านจะยอมหยุดด้วย”

ตราบใดที่กองทหารสหรัฐฯยังคงตั้งประจำอยู่ตามฐานทัพต่างๆ ในอ่าวอาหรับ อิหร่านก็จะยังคงคุกคามภูมิภาคนี้ต่อไปเรื่อยๆ เขาทักท้วง

สภาพอสมมาตรเช่นนี้ คือหัวใจของความวิตกกังวลของพวกประเทศอ่าวอาหรับอย่างเช่นดูไบ กล่าวคือ อิหร่านสามารถก้าวออกมาจากสงครามครั้งนี้ด้วยอาการไม่ได้พ่ายแพ้ปราชัย แถมยังมีความได้เปรียบในการต่อรองเพิ่มขึ้นอย่างสำคัญเสียด้วยซ้ำ –นั่นคือสามารถที่จะคุกคามพวกเส้นทางเดินเรือ, การไหลเวียนของพลังงานโลก, และเสถียรภาพของภูมิภาคแถบนี้ – ขณะที่พวกประเทศอ่าวอาหรับถูกปล่อยทิ้งให้ต้องเป็นผู้แบกรับค่าใช้จ่ายทางเศรษฐกิจและทางยุทธศาสตร์ของการสู้รบขัดแย้งซึ่งยังคงไม่ได้รับการแก้ไขคลี่คลาย

บาฮารูน บอกว่า เสรีภาพของการเดินเรือในภูมิภาคแถบนี้ที่ต้องลดทอนลงมา จะกลายเป็นข้อกังวลใหญ่หลวงสำหรับอ่าวอาหรับ

เขากล่าวอีกว่า อิหร่านสามารถที่จะเริ่มต้นเกมต่อรองในเรื่องดินแดนเส้นทางน้ำต่างๆ และการกำหนดกฎระเบียบของการผ่านเข้าออกช่องแคบฮอร์มุซ เส้นเลือดสำคัญยิ่งยวดสำหรับซัปพลายพลังงานของทั่วโลก

“เรื่องนี้ไปไกลกว่าเพียงแค่ฮอร์มุซเท่านั้น” เขากล่าวเตือน เนื่องจาก “อิหร่านสามารถวางมือของตน เอาไว้บนจุดบีบคั้นจุดหนึ่งของเศรษฐกิจโลกได้ทีเดียว”

เขาแจกแจงต่อไปว่า การที่ เตหะรานพิสูจน์ให้เห็นว่า ตนสามารถสร้างความสะดุดติดขัดให้แก่การไหลเวียนของพลังงานโลก คือการส่งข้อความที่ชัดเจนมากๆ ว่า ใครก็ตามที่กำลังพิจารณาโจมตีอิหร่านอีกในอนาคต ควรต้องขบคิดให้มากขึ้นอีกเท่าตัว

ตรรกะเช่นนี้ยังเป็นหลักเหตุผลที่อธิบายว่า ทำไมพวกรัฐอ่าวอาหรับจึงใช้ท่าทีหลีกเลี่ยงการถูกดึงลากเข้าไปในสงครามคราวนี้มาโดยตลอด พวกเจ้าหน้าที่ในภูมิภาคนี้กล่าวว่า ข้อกังวลสำคัญยิ่งกว่าเรื่องอื่นใดของพวกเขาก็คือ การป้องกันไม่ให้สงครามซึ่งเริ่มต้นขึ้นมาในฐานะที่เป็นแคมเปญของสหรัฐฯ-อิสราเอลในการต่อต้านอิหร่าน เกิดการกลายพันธุ์ไปเป็นอะไรบางอย่างซึ่งมีอันตรายร้ายแรงยิ่งกว่านั้นหนักหนา นั่นคือ การเผชิญหน้ากันระหว่างมุสลิมนิกายสุหนี่ กับมุสลิมนิกายชิอะห์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดรูปโฉมของตะวันออกกลางมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว

“การวินิจฉัยอย่างผิดพลาดจนถึงระดับรากฐาน”

ความเสี่ยงที่จะเกิดการยกระดับบานปลายขยายตัวดังที่กล่าวมานี้ ยังเพิ่มความสลับซับซ้อนขึ้นไปอีกจากสิ่งที่พวกนักวิเคราะห์ทางการเมืองบรรยายว่า เป็น “การวินิจฉัยอย่างผิดพลาดร้ายแรงจนถึงระดับรากฐาน” ของสหรัฐฯและอิสราเอล ในเรื่องที่ว่าอิหร่านจะตอบโต้อย่างไรกับการมุ่งโจมตีเล่นงานใส่คณะผู้นำของพวกเขาอย่างชนิดที่ไม่เคยมีใครกระทำมาก่อน

การสังหารผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี ตั้งแต่ตอนเริ่มต้นการสู้รบขัดแย้งครั้งนี้ มีเจตนาที่จะให้มันเป็นการกระหน่ำโจมตีแบบตัดสินชี้ขาด เป็นการเขียนกฎแห่งการปะทะทำศึกกันใหม่หมดทีเดียว แต่ปรากฏว่าเขาถูกแทนที่โดยบุตรชายของเขา โมจตาบา คอเมเนอี และสิ่งที่มุ่งหมายให้เป็นการเด็ดหัวระบบของอิหร่าน ในสายตาของพวกผู้นำอิหร่านแล้ว มันกลับกลายเป็นการยั่วยุท้าทายซึ่งจำเป็นต้องตอบโต้ด้วยการต้านทานสุดกำลังและการล้างแค้น

“จากการเคลื่อนไหวครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น ทรัมป์ กับ (นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน) เนทันยาฮู ก็ได้เปลี่ยนให้การสู้รบขัดแย้งในทางภูมิรัฐศาสตร์ กลายเป็นการสู้รบขัดแย้งในทางศาสนาและในทางอารยธรรม” เป็นความเห็นของ ฟาวาซ เกอเกส นักวิชาการด้านตะวันออกกลาง “พวกเขาได้ช่วยกันยกระดับคอเมเนอี จากการเป็นผู้ปกครองที่ยังคงมิได้รับการยอมรับอย่างสมบูรณ์ กลายเป็นผู้พลีชีพ”

พวกนักวิเคราะห์ในภูมิภาคต่างบอกว่า สำหรับในอิหร่านแล้ว การสังหาร อาลี คอเมเนอี หมายถึงการเพิ่มเติมความชอบธรรมให้แก่สัญชาตญาณสายแข็งกร้าวที่สุดของคณะผู้นำนักการศาสนา มันเป็นการนำเอาชนชั้นปกครองนักการศาสนาและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม ผูกพันเข้ากับเรื่องเล่าที่ว่าการต่อสู้ครั้งนี้คือการต้านทานเพื่อการอยู่รอดของตัวเอง ซึ่งไม่มีช่องว่างใดๆ หลงเหลือให้แก่ความคิดยอมจำนน ขณะที่การยืดหยัดอดทนถูกยกฐานะให้เป็นรื่องศักดิ์สิทธิ์

พวกเขาวิพากษ์วิจารณ์สมมติฐานที่ว่าการขจัดคณะผู้นำระดับท็อปให้หายไป จะเป็นเหตุทำให้ระบบเกิดการแตกร้าว โดยระบุว่าเป็นความคิดที่ละเลยไม่คำนึงถึงเรื่องที่อิหร่านมีสถาบันต่างๆ เรียงรายกันเป็นชั้นๆ, มีโครงสร้างทางอำนาจแบบคู่ขนาน, และมีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนานในเรื่องความหยุ่นตัว โดยสามารถที่จะคืนสู่รูปเดิมได้ใหม่แม้ถูกบีบคั้นกดดันหนักหน่วงสาหัสแค่ไหนก็ตามที --ดังเห็นได้จากระยะเวลา 8 ปีของการทำสงครามกับอิรัก และการเผชิญมาตรการแซงก์ชั่นของสหรัฐฯมานานหลายทศวรรษแล้ว

นักวิเคราะห์เหล่านี้ชี้ว่า ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการเร่งรัดให้เกิดการตอบโต้อย่างรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก –เป็นอิหร่านที่โกรธเกรี้ยวยิ่งกว่าเก่าและกล้าท้าทายมากกว่าเดิม และภูมิภาคนี้นี้ก็ถูกทอดทิ้งให้ต้องเป็นผู้ดูดซับผลพ่วงที่เกิดขึ้นตามมา

“คอเมเนอี เป็นอยาตอลเลาะห์ นี่ไม่ใช่อะไรที่คุณสามารถกระทำ –แน่นอนทีเดียวมันต้องไม่ใช่มหาอำนาจต่างชาติรายหนึ่งมาสังหารอยาตอลเลาะห์หรอก” เป็นคำกล่าวของ อเล็กซ์ วาทันกา ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอิหร่านของสถาบันตะวันออกกลาง “แต่ว่านี่คือทรัมป์ ... คนที่ไม่เคยติดเบรก และสำหรับชนชั้นนักการศาสนาชิอะห์แล้ว ... ทรัมป์คือผู้ทำลายบรรทัดฐานและพิธีการทางการทูตทุกอย่างแม้กระทั่งสิ่งน้อยนิดที่สุด”

อาวุธน้ำมันของอิหร่าน

คณะผู้มีอำนาจตัดสินใจของสหรัฐฯและอิสราเอลไม่ได้เข้าสู่สงครามคราวนี้ อย่างชนิดมืดบอดไม่ประสีประสาอะไรกับอำนาจทางอุดมการณ์ของอิหร่านเสียเลยหรอก แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาประมาณการต่ำเกินไปในเรื่องคุณสมบัติความหยุ่นตัวของอิหร่าน นี่เป็นความเห็นของ แมกนุส แรนสตอร์ป ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อต้านการก่อการร้าย

เขาชี้ว่า สมมุติฐานของสหรัฐฯและอิสราเอลมีอยู่ว่า การมีฐานะเหนือล้ำสามารถครอบครองน่านฟ้าเอาไว้ได้ –ซึ่งบรรลุได้ด้วยการทำลายพวกฐานยิงขีปนาวุธ, ศูนย์บังคับบัญชาต่างๆ, และบุคคลระดับอาวุโส – จะทำให้พวกเขามีเสรีภาพในการเคลื่อนไหวและกระทำการปิดล้อมทางยุทธศาสตร์ได้สำเร็จ ทว่าตรงกันข้าม ระบบของอิหร่านกลับกระชับรัดกุมยิ่งขึ้นแทนที่จะแตกกระสานซ่านเซ็น ส่วนหนึ่งเนื่องจากมันได้รับการประคับประคองเอาไว้จากการมีสถาบันที่คู่ขนานกัน ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถเกิดขึ้นมาใหม่ภายใต้แรงบีบคั้นกดดัน

วอชิงตันยังวินิจฉัยผิดพลาดเกี่ยวกับศักยภาพของอิหร่านในการตอบโต้ล้างแค้นแบบอสมมาตรอีกด้วย พวกนักวิเคราะห์ทางการเมืองในภูมิภาค กล่าวเสริม

พวกเขาชี้ว่า เตหะรานไม่จำเป็นต้องเอาชนะในสงครามทางอากาศ สิ่งที่พวกเขาต้องทำคือการบีบคั้นให้ฝ่ายศัตรูต้องเสียค่าใช้จ่ายราคาแพง ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา อิหร่านได้ลงทุนไปมากในการจำแนกแยกแยะพวกจุดบีบคั้นต่างๆ แทนที่จะมุ่งแข่งขันเอากำลังของฝ่ายตนมาวัดเปรียบเทียบกับกำลังของฝ่ายศัตรู และได้ข้อสรุปซึ่งถือว่าทรัพย์สินด้านพลังงานและช่องแคบฮอร์มุซนี่แหละจะต้องนำเอาเป็นแกนกลางในยุทธศาสตร์ของตน

ด้วยการโจมตีพวกโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และคูกคามช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านก็ได้ขับดันราคาน้ำมันให้ทะยานลิ่ว กลายเป็นเชื้อเพลิงส่งให้อัตราเงินทั่วโลกพุ่งพรวด และกลายเป็นการพลิกผันแรงกดดันให้กลับพุ่งเข้าใส่สหรัฐฯตลอดจนพวกหุ้นส่วนของสหรัฐฯ

นักวิเคราะห์เหล่านี้ชี้ว่า วัตถุประสงค์ของเตหะรานไม่ได้มุ่งให้ได้รับชัยชนะในสมรภูมิ แต่เป็นการบังคับให้เกิดภาวะหมดแรงทางเศรษฐกิจขึ้นมา ถ้าหากสามารถทำให้สงครามครั้งนี้กลายเป็นสิ่งที่แบกรับกันไม่ไหวในทางเศรษฐกิจได้สำเร็จ การที่อิหร่านยังคงสามารถอยู่รอดต่อไปได้ก็ถือว่าเป็นชัยชนะในตัวมันเองได้อยู่แล้ว

การยุติสงครามครั้งนี้ก่อนเวลาอันสมควร โดยปราศจากหลักประกันด้านความมั่นคง จะเท่ากับปล่อยให้พวกรัฐริมอ่าวอาหรับตกอยู่ในอันตราย ขณะที่การตอบโต้แก้แค้นของอิหร่านในอนาคตนั้น เป็นไปได้ทีเดียวว่าจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะในภูมิภาคเท่านั้น

เตหะรานยังคงรักษาศักยภาพที่จะกระตุ้นพวกเครือข่ายระดับโลกที่จัดวางเอาไว้นานแล้วให้คึกคักขึ้นมา โดยใช้ช่องทางต่างๆ ซึ่งมีการพัฒนามาโดยตลอดในระยะเวลาหลายสิบปีมานี้ เพื่อพุ่งเป้าเล่นงานผลประโยชน์ต่างทั้งของอิสราเอล, สหรัฐฯ, ตลอดจนพวกพันธมิตร แม้กระทั่งส่วนที่อยู่ห่างไกลออกไปจากสมรภูมิ

“พวกเขายังไม่ได้เริ่มต้นด้วยซ้ำ แต่พวกเขามีขีดความสามารถที่กว้างขวางในการลงโทษสหรัฐฯและอิสราเอล” แรนสตอร์ป บอก โดยเขาบรรยายภาพอิหร่านว่าเป็นภัยคุกคามที่เหมือนตัวไฮดรา ซึ่งมีหนวดจำนวนมากที่สามารถกระตุ้นให้แผ่ออกมาเล่นงานศัตรู แม้กระทั่งในบริเวณซึ่งอยู่ห่างไกลโพ้นจากตะวันออกกลาง

การคุกคามดังกล่าวนี้จะเป็นภัยที่ดำรงคงอยู่ไม่ว่าสหรัฐฯจะใช้วิธีถอนตัวออกไปอย่างไรก็ตามที ถ้าหากสหรัฐฯถอยทัพกลับไป –โดยที่การปฏิบัติการของอิสราเอลนั้นต้องพึ่งพาอาศัยการหนุนหลังของสหรัฐฯอย่างมหาศาล จึงมีโอกาสสูงที่จะต้องหยุดลงด้วย— เตหะรานจะไม่มองผลลัพธ์เช่นนั้นว่าคือความปราชัย

ระบบที่นำโดยนักการศาสนาในอิหร่านจะแสดงให้เห็นถึงความอดทน และดุลแห่งอำนาจก็จะไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายมหาศาลอะไร แต่อิหร่านจะถูกมองในภูมิภาคนี้ว่ามีอันตรายยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน พวกนักเวิเคราะห์ในภูมิภาคมีความเห็นตรงกันในเรื่องนี้

(เก็บความจากเรื่อง ANALYSIS-A war meant to break Iran could leave Tehran stronger, and Gulf exposed โดยสำนักข่าวรอยเตอร์)