รอยเตอร์ – สำนักข่าวรอยเตอร์ เผยเบื้องหลังการช่วยนักบินในอิหร่าน โดยอ้างข้อมูลจากแหล่งข่าววงใน ระบุว่า ภายใต้ความมืดมิด หน่วยคอมมานโดสหรัฐฯ เล็ดลอดเข้าสู่อิหร่าน ไต่เขาสูง 2,000 เมตร และช่วยผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธออกมาจากที่ซ่อนอย่างปลอดภัยและพาไปยังจุดนัดพบก่อนรุ่งเช้าวันอาทิตย์ (5 เม.ย.) ในปฏิบัติการกู้ภัยที่เรียกได้ว่า แม่นยำเกือบไร้ที่ติ
แต่แล้วทุกอย่างกลับหยุดชะงัก เมื่อเครื่องบิน MC-130 สองลำที่ลำเลียงหน่วยปฏิบัติการพิเศษราว 100 นายเข้าสู่พื้นที่ตอนใต้ของเตหะรานเกิดขัดข้องทางเทคนิคและไม่สามารถบินขึ้นได้ ทำให้คอมมานโดเหล่านั้นเสี่ยงติดอยู่ในดินแดนศัตรู ผู้บัญชาการจึงต้องตัดสินใจที่มีความเสี่ยงสูงด้วยการสั่งให้ส่งเครื่องบินอีกลำ ซึ่งเป็นเครื่องบินเทอร์โบพร็อบขนาดเล็กและค่อนข้างเบาที่สามารถลงจอดบนสนามบินเล็กบินไปรับกองกำลังพิเศษเหล่านั้นออกมาทีละชุด ทำให้หน่วยคอมมานโดต้องรอนานหลายชั่วโมงท่ามกลางความตึงเครียด
เดิมพันดังกล่าวได้ผล ทีมกู้ภัยทั้งหมดออกจากพื้นที่ดังกล่าวสำเร็จหลังจากทำลายเครื่องบิน MC-130 และเฮลิคอปเตอร์อีก 4 ลำที่ใช้การไม่ได้เพื่อไม่ให้อุปกรณ์อ่อนไหวตกอยู่ในมืออิหร่าน ปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จนี้ปิดฉากหนึ่งในสถานการณ์อันตรายที่สุดในสงครามที่ยืดเยื้อมา 5 สัปดาห์ ช่วยรักษาชีวิตทหารอเมริกัน และผ่อนคลายวิกฤตที่ถาโถมเข้าใส่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กำลังชั่งใจว่า จะยกระดับปฏิบัติการทางทหารที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วนับพันหรือไม่
ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธที่ได้รับการช่วยเหลือในปฏิบัติการดังกล่าวเป็นลูกเรือคนที่ 2 จากทั้งหมด 2 คนบนเครื่องบินขับไล่ F-15E สไตรก์อีเกิลที่อิหร่านอ้างว่า ยิงตกเมื่อวันศุกร์ (3 เม.ย.) ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผยว่า เครื่องบินลำดังกล่าวบินอยู่เหนือจังหวัดอิสฟาฮานขณะถูกยิงตก และลูกเรือทั้งสองคนดีดตัวออกจากเครื่อง โดยนักบินได้รับการช่วยเหลือตั้งแต่ช่วงแรกๆ ขณะที่ลูกเรือคนที่สองยังติดอยู่ในอิหร่าน
ทั้งนี้ ลูกเรือสหรัฐฯ ได้รับการฝึกเทคนิคการเอาตัวรอด การหลบหนี การต่อต้าน และการหลบเลี่ยง (Survival, Evasion, Resistance and Escape) หากเครื่องบินถูกยิงตกในดินแดนศัตรู
แหล่งข่าววงในเผยว่า นายทหารอเมริกันคนดังกล่าวที่ทรัมป์ระบุว่า ยศพันเอกนั้น ข้อเท้าแพลงและซ่อนตัวอยู่ในหลืบบนยอดเขา และต่อมาสามารถติดต่อกับกองทัพและพิสูจน์ตัวตน ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อให้แน่ใจว่า กองกำลังกู้ภัยจะไม่หลงเข้าไปติดกับดัก
ก่อนหน้านั้น สำนักงานข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ (CIA) ปล่อยข่าวลวงเพื่อสร้างความสับสนในอิหร่านว่า กองทัพอเมริการู้ตำแหน่งทหารที่หายไปแล้วและกำลังนำตัวออกมาก่อนที่ปฏิบัติการจริงจะเริ่มต้นขึ้น ขณะที่กองทัพทำการรบกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมระเบิดถนนสำคัญรอบพื้นที่ดังกล่าวเพื่อป้องกันไม่ให้ข้าศึกเข้าประชิด
ตลอดปฏิบัติการนี้ ทำเนียบขาว เพนตากอน และกองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐฯ เงียบกริบผิดปกติ นักข่าวในพื้นที่คนหนึ่งถึงขั้นตามเช็คว่า ทรัมป์ป่วยเข้าโรงพยาบาลวอลเตอร์รีดหรือไม่ ซึ่งภายหลังปฏิบัติการเสร็จสมบูรณ์ ทรัมป์ถึงได้ออกมาประกาศชัยชนะว่า เป็นปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยที่กล้าหาญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อเมริกา
ความพยายามค้นหาเผชิญการต่อต้านอย่างดุเดือดจากอิหร่านเมื่อวันศุกร์ ตอนที่ F-15 ตก แต่สามารถช่วยนักบินออกมาได้ โดยในวันนั้นรอยเตอร์รายงานว่า เฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์ก 2 ลำในปฏิบัติการค้นหาถูกยิงแต่หนีออกจากอิหร่านได้ ส่วนที่คูเวต เครื่องบินขับไล่ A-10 วอร์ธ็อกถูกยิงตก แต่นักบินดีดตัวออกมาได้ อย่างไรก็ดี อเมริกาไม่ได้เผยว่า นักบินคนดังกล่าวได้รับบาดเจ็บร้ายแรงแค่ไหน ด้านกองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐฯ เผยว่า สงครามครั้งนี้มีทหารอเมริกันเสียชีวิต 13 นาย และบาดเจ็บกว่า 300 นาย แต่ไม่มีทหารถูกจับเป็นเชลย
ขณะเดียวกัน แม้ทรัมป์พยายามป่าวประกาศว่า กองทัพอิหร่านหมดสภาพ แต่ผู้เชี่ยวชาญทางทหารระบุว่า การที่เตหะรานยังสามารถโจมตีเครื่องบินสหรัฐฯ ซ้ำๆ ได้เป็นประเด็นที่น่าคิด
เมื่อวันเสาร์ (4 เม.ย.) คาทัม อัล-อันบิยา กองบัญชาการกลางของกองทัพอิหร่าน แถลงว่า กองทัพใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศใหม่เมื่อวันศุกร์เพื่อล็อกเป้าเครื่องบินขับไล่ของอเมริกา
ก่อนหน้านี้รอยเตอร์รายงานเกี่ยวกับข้อมูลข่าวกรองของอเมริกาที่ชี้ว่า อิหร่านยังมีขีปนาวุธและโดรนจำนวนมาก แต่เพิ่งจะเมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่แล้วที่อเมริกาสามารถระบุอย่างแน่นอนว่า อเมริกาทำลายคลังแสงขีปนาวุธไปได้แล้ว 1 ใน 3 แม้สถานะของขีปนาวุธเหล่านั้นยังไม่มีความชัดเจน แต่แหล่งข่าวของรอยเตอร์ระบุว่า การโจมตีของอเมริกาอาจทำลาย สร้างความเสียหาย หรือทำให้ขีปนาวุธของอิหร่านถูกฝังกลบอยู่ในอุโมงค์หรือบังเกอร์ใต้ดิน

