นักวิชาการเตือนศึกอิหร่าน-อิสราเอลเขย่าไทยทั้งระบบ ดันราคาน้ำมันพุ่ง ซ้ำเติมเศรษฐกิจ-ค่าครองชีพ จี้รัฐบาลอนุทิน 2 จัดการทุนผูกขาดพลังงาน งัดมาตรการฉุกเฉินพยุงประเทศก่อนประชาชนจมวิกฤตหนักกว่าเดิม
วันนี้ (6เม.ย.) ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 มูลนิธิสถาบันวิชาการ 14 ตุลา จัดสัมมนาวิชาการหัวข้อ “ความท้าทายของรัฐบาลอนุทิน 2 ต่อสงครามตะวันออกกลางและผลกระทบที่มีต่อประเทศไทย” โดยมี รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย, นายทนง ขันทอง สื่อมวลชนและผู้เชี่ยวชาญข่าวต่างประเทศ, ศ.พล.ท.สมชาย วิรุฬยาพล ผู้เชี่ยวชาญยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและการเมืองระหว่างประเทศ และ รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมวิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอลที่กำลังทวีความรุนแรง และส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันโลก โดยมีนายชิบ จิตนิยม รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา เป็นผู้ดำเนินรายการ
รศ.ดร.ณรงค์ กล่าวว่า วิกฤตราคาน้ำมันในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากปัจจัยเฉพาะหน้า เช่น การปิดช่องแคบฮอร์มุซเท่านั้น แต่มีรากฐานจากความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยาวนานนับตั้งแต่การก่อตั้งประเทศอิสราเอลในปี 1948 โดยสงครามที่ยืดเยื้อมาจนถึงปี 2026 สะท้อนการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ ซึ่งสหรัฐอเมริกาเข้ามามีบทบาทอย่างเปิดเผยเพื่อรักษาผลประโยชน์สำคัญ ทั้งอิทธิพลของกลุ่มทุนที่มีบทบาททางการเมือง และการรักษาค่าเงินดอลลาร์ในระบบ Petrodollar เนื่องจากสหรัฐฯ ใช้ดอลลาร์ผูกกับการซื้อขายน้ำมันมาตั้งแต่ปี 1974 เพื่อสร้างความต้องการเงินดอลลาร์ทั่วโลก
รศ.ดร.ณรงค์ ระบุว่า สงครามครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการสู้รบทางทหาร แต่เป็นการจัดระเบียบโลกใหม่ โดยจีนและรัสเซียสนับสนุนอิหร่านเพื่อลดอำนาจของเงินดอลลาร์ ขณะที่อิหร่านใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องต่อรองเพื่อผลักดันการซื้อขายน้ำมันด้วยเงินหยวน ซึ่งถือเป็นสงครามเศรษฐกิจที่รุนแรงอย่างยิ่ง
สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทย รศ.ดร.ณรงค์ วิพากษ์อย่างหนักว่า นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว ยังมีปัญหา “ทุนผูกขาดสามานย์” ภายในประเทศที่ฉวยโอกาสจากความทุกข์ยากของประชาชน โดยอาศัยจังหวะที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงถึง 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับราคาน้ำมันในไทยอย่างรวดเร็วเกินควร ทั้งที่ไทยยังสามารถผลิตพลังงานเองได้บางส่วน พร้อมเสนอให้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล จัดการกลุ่มทุนผูกขาดที่หาประโยชน์จากประเทศชาติและประชาชน และใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการพัฒนาโครงสร้างพลังงานของไทย
พร้อมกันนี้ รศ.ดร.ณรงค์ ยังเสนอ 5 แนวทางเร่งด่วนต่อรัฐบาลเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน ได้แก่ 1. ประกาศพระราชกำหนดภาวะฉุกเฉินพลังงาน ห้ามส่งออกน้ำมันชั่วคราว และกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นตามต้นทุนจริงบวกกำไรที่เหมาะสม เพื่อยุติการค้ากำไรเกินควร 2. เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางท่อ โดยบังคับใช้ท่อส่งน้ำมันสู่ภาคเหนือและภาคอีสานให้เต็มศักยภาพ 100% จากปัจจุบันที่ใช้เพียง 20% เพื่อลดต้นทุนการขนส่งทางรถยนต์ 3. ใช้กำไรของบริษัทพลังงานมาช่วยเหลือประชาชน โดยเสนอให้นำกำไรปีละแสนล้านบาทมาสมทบกองทุนน้ำมัน แทนการรีดภาษีจากประชาชนฝ่ายเดียว 4. กระจายอำนาจด้านพลังงานสู่ชุมชน โดยสนับสนุนให้ประชาชนผลิตพลังงานใช้เอง เช่น น้ำมันจากขยะ ยางพารา หรือก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์อย่างจริงจัง และ 5. ปรับโครงสร้างสู่ “บริษัทพลังงานแห่งชาติ” ในระยะยาว โดยแยกทรัพย์สินของรัฐ เช่น ท่อก๊าซ ออกจากผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ และจัดตั้งองค์กรที่มีตัวแทนจากหลายภาคส่วนร่วมบริหารเพื่อความโปร่งใส
ด้านนายทนง กล่าวว่า สงครามตะวันออกกลางครั้งนี้เป็นความขัดแย้งเชิงอำนาจที่มีหลายฝ่ายเกี่ยวข้อง โดยแต่ละประเทศมีผลประโยชน์แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งฝ่ายที่ต้องการยุติสงครามและฝ่ายที่ต้องการให้สถานการณ์ยืดเยื้อ แม้หลายประเทศรวมถึงไทยต้องการให้สถานการณ์คลี่คลายเพื่อลดผลกระทบด้านพลังงานและเศรษฐกิจ แต่ความยืดเยื้อของสงครามกำลังผลักโลกไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง จากระบบอำนาจขั้วเดียวไปสู่ “โลกหลายขั้ว” ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศในระยะยาว
ขณะที่นายชิบ กล่าวว่า ภาวะวิกฤตถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของภาวะผู้นำ โดยเฉพาะสถานการณ์ขาดแคลนพลังงานที่อาจกระทบต่อเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่ตั้งไว้ร้อยละ 3 หากสถานการณ์ยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยอาจชะลอตัว ประชาชนเผชิญค่าครองชีพสูง เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น และหนี้สาธารณะเสี่ยงทะลุเพดาน พร้อมเห็นว่ารัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาพลังงานอย่างจริงจัง โปร่งใส และยั่งยืน เพื่อไม่ให้ประชาชนตกเป็นตัวประกันของราคาน้ำมันโลก
นายชิบ ยังยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดผ่านกลไกของคณะกรรมาธิการ และเสนอแนะแนวทางเชิงนโยบายต่อรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถกำหนดจุดยืนได้อย่างเหมาะสม รักษาผลประโยชน์ของชาติ และส่งเสริมสันติภาพในเวทีระหว่างประเทศ
ด้านนางสาวมณีรัฐ เขมะวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน และกรรมาธิการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ กล่าวในหัวข้อ “แนวคิดการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่” ว่า โลกปัจจุบันกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่ถูกเร่งด้วยวิกฤตหลายด้าน ตั้งแต่โควิด-19 ไปจนถึงวิกฤตพลังงาน ซึ่งได้ขยายผลไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจและกระทบต่อประชาชนฐานรากอย่างชัดเจน
นางสาวมณีรัฐ เสนอว่า การพัฒนาประเทศควรขับเคลื่อนผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคต โดยส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและปฏิรูปการศึกษา การเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน โดยมุ่งสู่พลังงานสะอาดและแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ และการเปลี่ยนแปลงเพื่อความเป็นธรรม โดยลดความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้ และสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการศึกษาและกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม
นายปฏิมา จีระแพทย์ สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเข้าร่วมรับฟังการสัมมนา กล่าวว่า เวทีดังกล่าวทำให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์โลกและผลกระทบที่มีต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีจุดยืนที่ชัดเจน และเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนจากความขัดแย้งระดับโลก พร้อมเห็นว่าแนวคิดของวิทยากรสะท้อนความสำคัญของการสร้าง “ความเข้มแข็งจากภายในประเทศ” โดยเฉพาะการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน เช่น การนำวัสดุเหลือใช้มาผลิตพลังงานเพื่อรองรับวิกฤติในอนาคต รวมถึงแนวทางสร้างรายได้ให้ภาคเกษตรผ่านการปลูกไม้มีค่า ซึ่งอาจเป็นทางออกเชิงโครงสร้างในการลดหนี้สินของเกษตรกรได้
นายปฏิมา ระบุด้วยว่า ข้อมูลและข้อเสนอจากเวทีสัมมนาครั้งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง และจะนำไปต่อยอดผลักดันในเชิงนโยบายและการทำงานของวุฒิสภา เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาว
ด้านนายพีระพล ตริยะเกษม ประธานมูลนิธิสถาบันวิชาการ 14 ตุลาคม กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการจัดสัมมนาครั้งนี้ เพื่อสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์โลกที่กำลังทวีความรุนแรง และส่งเสียงไปถึงรัฐบาลให้ตระหนักถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมย้ำว่า ตลอดเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา แม้ประชาชนจะต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยมาอย่างต่อเนื่อง แต่โครงสร้างการบริหารประเทศยังคงเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำ หนี้สิน และผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจ
นายพีระพล กล่าวว่า สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางกำลังสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศไทยอย่างรุนแรง รัฐบาลจึงควรกำหนดท่าทีที่ชัดเจน ยึดหลักความเป็นกลางและกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมสร้างความเป็นเอกภาพภายในประเทศ ปรับโครงสร้างนโยบาย และใช้จุดแข็งของไทยในด้านอาหาร สุขภาพ และการท่องเที่ยวให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ทั้งนี้ เวทีสัมมนาย้ำตรงกันว่า สงครามในตะวันออกกลางอาจไม่จบลงโดยง่ายตราบใดที่มหาอำนาจยังคงแย่งชิงทรัพยากร ไทยจึงต้องเร่งปรับตัวและกล้าจัดการกับปัญหาโครงสร้างทุนผูกขาดภายในประเทศ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับภาระหนักเกินไปในช่วงที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ระเบียบใหม่

