ภาคประชาชนจี้นายกฯ ควบคุมราคา เก็บภาษีลาภลอยน้ำมัน ออกกฎหมายยึดคืน ปตท.เป็นของรัฐ 100% ชี้สงครามอิหร่านเป็นวิกฤติโจมตีเศรษฐกิจโลกโดยตรง
วันนี้ (5 เม.ย.) นายเมธา มาสขาว ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ และเลขาธิการ ครป.โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์ประเด็นรัฐบาลปรับขึ้นราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนว่า
ผลกระทบจากน้ำมันขาดตลาดโลกจากสงครามรุมกินโต๊ะอิหร่าน ภายใต้ความร่วมมือของสหรัฐและอิราเอล รัฐบาลไทยต้องดำเนินยุทธศาสตร์ความมั่นคงฉุกเฉิน และถือว่านี่คือสงครามโจมตีเศรษฐกิจโลกที่มีการออกแบบไว้แล้ว เพราะผลกระทบจากสงครามคือการขาดแคลนน้ำมันดิบและอัพราคาน้ำมันโลกให้สูงขึ้น เป็นการโจมตีทางอ้อมต่อเศรษฐกิจประเทศอื่นที่พึ่งพาน้ำมันจากตลาดโลกที่ทุนพลังงานสหรัฐเป็นผู้ควบคุมเกม ไม่ใช่ผลกระทบจากสงครามโดยปกติ เพราะต่อจากนี้ประเทศต่างๆ จะเกิดภาวะเงินเฟ้อ เศรษฐกิจฝืดเคือง ค่าครองชีพของประชาชนจะได้รับผลกระทบบานปลาย และถึงขั้นกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลวได้ หากประเทศไทยตั้งรับทางยุทธศาสตร์ไม่ทัน เหมือนกับคำฝรั่งที่ว่า No country for old man.
เรื่องนี้ประเทศไทยมีบทเรียนจากวิกฤตการณ์น้ำมันโลกในปี 2516 แล้ว จึงมีการออกกฎหมายใหม่ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจของมหาอำนาจใด รัฐไทยควรบาลานซ์การพึ่งพาจากภายนอกให้มากที่สุด และเป็นโอกาสหาช่องทางเปิดยุทธศาสตร์ที่เป็นจริงในการพึ่งพาน้ำมันดิบจากรัสเซียเพิ่มเติม รวมถึงขอซื้อน้ำมันสำรองจากจีนเหมือนเช่นที่เคยทำในปี 2517 แม้ขณะนั้นสงครามเย็นรุนแรงมากกว่าในปัจจุบัน
ทุกท่านทราบดีว่าประเทศไทยที่มีโรงกลั่นที่สามารถผลิตได้มากกว่าความต้องการ แต่ไทยมีแหล่งน้ำมันดิบในอ่าวไทยเพียง 1 ใน 10 ของความต้องการทั้งหมดของประเทศ จึงต้องซื้อน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางและสหรัฐกว่า 75% นำมากลั่นน้ำมันเพื่อใช้ในประเทศและขายให้เพื่อนบ้านซึ่งกำลังได้รับผลกระทบจากยุทธศาสตร์สงครามทางเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรงเช่นกัน
ดังนั้น รัฐบาลไทยต้องถือว่านี่เป็นการโจมตี และต้องมียุทธศาสตร์ฉุกเฉินตั้งรับและต่อสู้เพื่อความมั่นคงของประเทศและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย ไม่ใช่คิดว่าเป็นผลกระทบทางอ้อมแล้วคอยปลอบประโลมคนไทยว่าสักวันคนไทยจะต้องรวยขึ้น แต่ต้องควบคุมราคา ป้องกันปัญหาค่าครองชีพที่จะระเบิดขึ้นในเร็วๆ นี้อย่างเร่งด่วนและมียุทธศาสตร์ ไม่ใช่การประนีประนอมกำไรกับกลุ่มทุนพลังงาน แต่ต้องเด็ดขาดเพื่อป้องกันการล่มสลายของเศรษฐกิจประเทศ และการหากำไรส่วนเกินในยามนี้ถือเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจด้วย
ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) จากกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นที่พุ่งสูงจากสถานการณ์สงครามและความผันผวนของราคาพลังงานโดยทันที เพื่อรีดกำไรจากกลุ่มทุนพลังงานมาช่วยเหลือประชาชนและลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลง เพราะเรื่องนี้ทำให้โรงกลั่นมีกำไรมหาศาลโดยไม่ได้เกิดจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต รัฐสามารถนำกำไรส่วนเกินนี้มาเป็นรายได้รัฐ หรือส่งเข้ากองทุนน้ำมัน เพื่อลดภาระการแบกรับราคาดีเซลลงได้ทันที แม้ว่าการเก็บภาษีนี้อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการดำเนินธุรกิจของโรงกลั่นตามที่นายกรัฐมนตรีห่วงใย แต่เป็นเครื่องมือเฉพาะหน้าที่สำคัญในภาวะวิกฤตค่าครองชีพที่ประชาชนต้องแบกรับภาระราคาน้ำมันสูงขึ้น
อย่าลืมว่า โรงกลั่นน้ำมันส่วนใหญ่เป็นของรัฐ ในปัจจุบันประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ทั้งหมด 6 แห่ง โดยส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่ม ปตท. ที่รัฐถือหุ้นใหญ่โดยตรง และกลุ่มบางจาก ที่รัฐถือหุ้นใหญ่ทางอ้อมในตลาดหลักทรัพย์ มีของเอกชนเพียง 1 โรงกลั่นคือ สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟนนิ่ง (SPRC) ของบริษัท เชฟรอน (Chevron) ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เท่านั้น นอกจากนี้เรายังมีโรงกลั่นน้ำมันฝางของกองทัพด้วยเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน
สมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เคยการออกกฎหมายค่าตอบแทนพิเศษ (SRB) หลังพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย โดยแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียม เพื่อดึงผลประโยชน์เข้าสู่รัฐเมื่อบริษัทขุดเจาะมีกำไรสูงเกินปกติ โดยเก็บจากผู้รับสัมปทานโดยตรง เมื่อบริษัทมีกำไรส่วนเกินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและผลตอบแทนที่สมควรได้คืนไปแล้ว
สมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เช่นกัน ยังเคยขอความร่วมมือ เมื่อเกิดวิกฤตราคาพลังงานจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้โรงกลั่นมีกำไรจาก "ค่าการกลั่น" ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก รัฐบาลมีความพยายามจะเก็บภาษีลาภลอย แต่ใช้วิธีการเจรจาขอความร่วมมือแทนการออกกฎหมายภาษี โดยเรียก 6 โรงกลั่นมาเจรจา เพื่อขอให้ส่งกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นกรณีพิเศษเป็นรายเดือน
สงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านครั้งนี้ หนักกว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครน มากยิ่งกว่า ผลประทบยังโจมตีเศรษฐกิจประเทศอื่นโดยตรง และหากยืดเยื้อสามารถทำลายเศรษฐกิจประเทศไทยลงได้ รัฐบาลไทยจะต้องตื่นและประชุมฉุกเฉินทางยุทธศาสตร์ทุกองคาพยพ เตรียมตั้งรับและวางแผนมาตรการระยะกลางและระยะยาวเพื่อควบคุมและส่งกำลังบำรงทางเศรษฐกิจ โดยต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ไม่ใช่ประชานิยมแจกเงินเฉพาะหน้าเท่านั้น เพราะเงินดังกล่าวมันหมุนวนไปสู่กระเป๋านายทุนผูกขาด ไม่ใช่ส่งเสริมพื้นฐานเศรษฐกิจไทย
รัฐบาลสามารถปรับโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่น เลิกอ้างอิงราคานำเข้าจากสิงคโปร์ (Import Parity) ได้ วางมาตราฉุกเฉินเร่งจัดหาน้ำมันดิบแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) และเจรจาซื้อน้ำมันราคาพิเศษจากประเทศผู้ผลิตโดยตรงโดยไม่ผ่านคนกลาง เช่น การสั่งซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซียและน้ำมันสำเร็จรูปจากจีน, ออสเตรเลีย
ในระดับยุทธศาสตร์ ถึงเวลาที่รัฐจะต้องออกกฎหมายยึดคืน ปตท.กลับมาเป็นของรัฐ 100% แล้วซึ่งสามารถควบคุมกำกับดูแลโรงกลั่นได้ทั้ง 6 แห่งแบบเบ็ดเสร็จ ปัจจุบัน ปตท.กำไรมหาศาลหลายแสนล้านบาท แต่กำไรเหล่านั้นไม่ถึงประชาชน แต่ถูกปันผลให้ผู้ถือหุ้นตามที่มีการแปรรูปไป กำไรพลังงานเหล่านั้นควรนำมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานใหม่ๆ เช่น พลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพานำเข้าและสร้างความมั่นคงในระยะยาว แต่ปัจจุบันประเทศไทยขาดความมั่นคงเพราะถูกทุนยึดรัฐ (State Capture)
รวมถึงเปลี่ยนนโยบาย นายกรัฐมนตรีออกคำสั่งได้ทันทีให้ กฟผ.กลับมาผลิตไฟฟ้าเต็มกำลัง 100% และยุติการสั่งซื้อไฟฟ้าจากเอกชน ปล่อยให้เอกชนขายเอกชนด้วยกันเองก็พอ เพื่อป้องกันไม่ให้ค่าไฟสูงขึ้นและยังสามารถทำให้ถูกลงสำหรับกลุ่มเปราะบาง เพียงเท่านี้ประเทศก็มั่นคง สามารถตั้งรับปัญหาใหญ่ที่จะตามมา แก้ปัญหาค่าครองชีพและค่าไฟฟ้าที่กำลังจะขึ้นตามมาได้
ประเทศไทยยามนี้ต้องการ Statesman, ไม่ใช่ the Old Man ในปัจจุบัน

