รายงานข่าวแจ้งว่า รัฐบาลเตรียมเดินหน้านโยบายรื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนเทศกาลสงกราต์ โดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมนำเสนอรายละเอียดเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกในวันที่ 6 เมษายนนี้ ขณะที่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เตรียมทบทวนโครงสร้างค่าการกลั่นและพร้อมพิจารณาปรับเวลาประกาศราคาน้ำมันใหม่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค
การขับเคลื่อนนโยบายนี้เดินหน้าได้ เริ่มมาจากฐานข้อมูลที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ศึกษาและรวบรวมไว้ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะการตั้งคำถามถึง "กลไกราคา" และ "โครงสร้างค่าการกลั่น" ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่ส่งผลกระทบต่อภาคการขนส่งและค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง
ข้อมูลจากการศึกษาของนายพิพัฒน์ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงช่วงที่ค่าการกลั่นเคยปรับตัวพุ่งสูงขึ้น จากระดับ 2 บาทกว่า เป็น 6-7 บาทต่อลิตร ในเดือนมีนาคม และสูงขึ้นไปถึง 12-14 บาทต่อลิตร ในเดือนเมษายน ว่าโครงสร้างราคาดังกล่าวอาจมีการนำต้นทุนค่าความเสี่ยงจากสงคราม (War Premium) เข้าไปรวมอยู่ด้วย ทั้งที่ในความเป็นจริง ประเทศไทยไม่ได้พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่าสูตรการคำนวณราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น มีการบวกค่าขนส่งและค่าประกันภัยรวมอยู่ด้วย ซึ่งอาจเป็นตัวเลขที่สูงเกินจริงและไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในปัจจุบัน
ข้อมูลชุดดังกล่าวได้ถูกนำมาขยายผลต่อยอด โดยนายเอกนิติได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานพิจารณาตัดค่าขนส่งและค่าประกันภัยออกจากราคาขายส่ง พร้อมทั้งทบทวนความจำเป็นของการบวกค่าความเสี่ยงจากสงคราม (War Premium) ซึ่งการขับเคลื่อนโครงสร้างราคาพลังงานนี้ เพื่อรับมือกับปัญหาราคาน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนหลักของภาคขนส่งมวลชน ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการขนส่งน้ำมันตามสถานีบริการรองรับประชาชนให้เพียงพอในช่วงเทศกาลหยุดยาว จึงเป็นภาพสะท้อนการทำงานที่ต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหาราคาพลังงาน และบรรเทาภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนคนไทย

