ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศในสหรัฐฯ กว่า 100 คนได้ออกมาเตือนว่า ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม โดยอ้างถึงการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน และถ้อยคำที่น่าตกใจจากพวกเจ้าหน้าที่ระดับสูง
ในจดหมายเปิดผนึกที่ตีพิมพ์เมื่อวันพฤหัสบดี (2 เม.ย.) ในวารสารนโยบายความมั่นคง Just Security นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เยล สแตนฟอร์ด และสถาบันอื่นๆ ระบุว่า การที่สหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมมือกันโจมตีอิหร่านอย่างไม่มีเหตุผลตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.พ. นั้น “เป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติอย่างชัดเจน”
พวกเขายังระบุด้วยว่า การกระทำของกองกำลังสหรัฐฯ และคำแถลงของเจ้าหน้าที่ “ก่อให้เกิดความกังวลอย่างร้ายแรงเกี่ยวกับการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะเป็นอาชญากรรมสงคราม”
ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำเป็นพิเศษถึงคำกล่าวของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเดือนที่แล้วที่ว่า สหรัฐฯ อาจโจมตีอิหร่าน “เพื่อความสนุก” และยังอ้างถึงคำแถลงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พีท เฮกเซธ เมื่อวันที่ 2 มี.ค. ที่ว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ต่อสู้ด้วย “กฎการสู้รบที่โง่เขลา” และคำประกาศของเขาที่ว่า “จะไม่มีการไว้ชีวิต และไม่มีเมตตาต่อศัตรูของเรา” – ซึ่งวลีนี้ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ อาจถือเป็นอาชญากรรมสงครามได้
จดหมายฉบับนี้ยังแสดงความกังวลเป็นพิเศษต่อการโจมตีโรงเรียนหญิงชาจาเรห์ ตัยยิเบห์ ในเมืองมินาบ เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 175 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็ก กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ รายงานว่าได้สรุปว่ากองกำลังสหรัฐฯ ดำเนินการโจมตีดังกล่าวโดยอาศัยข้อมูลข่าวกรองที่ล้าสมัย แต่ก็ยังไม่ได้ออกมาขอโทษ
ในวันเดียวกันนั้น ขีปนาวุธของสหรัฐฯ ยังโจมตีโรงเรียนและสนามกีฬาในเมืองลาเมิร์ด ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 21 คน ซึ่งหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานว่าอาวุธที่ใช้คือขีปนาวุธโจมตีแม่นยำ (Precision Strike Missile) ซึ่งจะกระจายเม็ดกระสุนทังสเตนขนาดเล็ก และยังไม่เคยถูกทดสอบใช้งานมาก่อน
เอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่านกล่าวว่า โรงเรียนและสถานศึกษามากกว่า 600 แห่งตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี และเรียกการสังหารหมู่ที่มินาบว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “รูปแบบการทำสงครามที่ผิดกฎหมายอย่างเป็นระบบและโหดร้าย"
ในอีกด้านหนึ่ง จอห์น เมคลิน บรรณาธิการบริหารของวารสาร Bulletin of the Atomic Scientists ซึ่งเป็นผู้กำหนดนาฬิกาวันสิ้นโลก ได้กล่าวถึงสงครามครั้งนี้ว่า “โง่เขลาอย่างยิ่ง” พร้อมเตือนว่า “อุบัติเหตุ การคำนวณผิดพลาด และเรื่องบ้าๆ บอๆ” เกิดขึ้นได้ในสงคราม และโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุนิวเคลียร์ “ไม่สามารถตัดออกไปได้” จนกว่าการสู้รบจะยุติลง
ทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและ เมคลิน ต่างเรียกร้องให้ทุกฝ่ายกลับไปใช้การทูตแก้ปัญหา พร้อมทั้งระบุว่าการที่ ทรัมป์ ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ทำให้การเจรจาไกล่เกลี่ยเป็นไปได้ยากมาก
ที่มา: RT

