เวลานี้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเผชิญกับบททดสอบที่หนักหน่วงที่สุด แบบที่ว่าไม่มีเวลาฮันนีมูนแม้เสี้ยวนาที จากการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมันในเวลาไล่เลี่ยกันไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งเร่งให้อุณหภูมิการเมืองร้อนฉ่าฉับพลันทันใด
รายการเขย่าขวัญในวันโกหก April Fool's Day 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ทั้งเรื่องค่าไฟฟ้างวดใหม่ ขึ้นไปอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ส่วนราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นอีก 3.50 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการน้ำมันของ OR ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 44.24บาท/ลิตร ขณะที่เบนซินและแก๊สโซฮอล์ ปรับขึ้น 1.20 บาทต่อลิตร โดยราคาเบนซิน ยืนอยู่ที่ 51.84 บาทต่อลิตร นี่ไม่ใช่การโกหก แต่เป็นการปรับขึ้นราคาจริง เจ็บจริง ที่ประชาชนคนไทยตกอยู่ในสภาพหัวเราะมิได้ร่ำไห้ไม่ออก
แต่ที่ตลกร้ายคือ ชาวเน็ตวิจารณ์ราคาน้ำมันใน “ข่าวปลอม” ที่ถูกกว่า “ข่าวจริง” โดยมีการแชร์ข่าวปล่อยขึ้นราคาน้ำมันลิตรละ 3 บาท ทำให้กระทรวงพลังงาน ออกมาวอนอย่าเชื่อข่าวปลอม ขณะที่ของจริงราคาน้ำมันดันขึ้นเป็น 3.50 บาทต่อลิตร ถ้าเป็นไปได้ชาวเน็ตคงอยากเชื่อข่าวปลอมมากกว่าข่าวจริงที่เจ็บปวด
มาว่ากันเรื่องการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยผลประชุม กกพ. เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ว่า กกพ.เห็นชอบการปรับอัตราค่าไฟฟ้า ตามสูตรการปรับค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่าเอฟที) สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 อยู่ที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
การเคาะค่าเอฟทีข้างต้น นั่นหมายถึงว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะยังคงรับภาระต้นทุนคงค้าง (AF) สะสมจำนวน 35,928 ล้านบาท ไว้แทนประชาชน บวกกับการที่ กกพ. นำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) 9,472 ล้านบาท มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้า
“กกพ. ให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลระหว่างการสะท้อนต้นทุนพลังงานที่แท้จริง และการดูแลภาระค่าครองชีพของประชาชน” ดร.พูลพัฒน์ กล่าว
แม้ กกพ. จะหาทุกวิถีทางมาช่วยกดค่าไฟให้ลดต่ำลง แต่ค่าไฟฟ้างวดใหม่ก็ยังปรับเพิ่มขึ้นจากงวดปัจจุบันซึ่งเรียกเก็บอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย
อย่างไรก็ดี หากรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล คิดจะตรึงราคาค่าไฟ กกพ.คำนวณให้ดูว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้ไฟฟ้าประมาณ 26 ล้านราย การตรึงค่าไฟทุก 1 สตางค์ ต้องใช้เงินงบประมาณ 706 ล้านบาท หากจะตรึงเพิ่ม 7 สตางค์ เพื่อยืนราคาเท่างวดปัจจุบัน ต้องใช้เงินประมาณ 5,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน
แต่หากเอาเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 14.3 ล้านราย คิดเป็น 62% ของผู้ใช้ไฟบ้านทั้งหมด ต้องใช้เงินประมาณ 366 ล้านบาท และกรณีผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน ที่มีอยู่จำนวน 17.5 ล้านราย คิดเป็น 76% ของผู้ใช้ไฟบ้านทั้งหมด ต้องใช้เงินประมาณ 591 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน
กกพ.คิดคำนวณทางเลือกให้รัฐบาลเสร็จสรรพ และบอกด้วยว่าการพิจารณาตรึงค่าไฟฟ้าต้องคำนึงถึงภาระงบประมาณ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และผลกระทบในระยะยาวด้วย
ต้องไม่ลืมว่าหนึ่งในข้อที่ต้องคำนึงคือ หนี้ที่กฟผ. และ ปตท. แบกเอาไว้อยู่นั้นมันมีดอกเบี้ยที่ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องจ่ายผ่านค่าไฟในแต่ละรอบบิล บิดพลิ้วไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง
“วันเมษาหน้าโง่” ของปีนี้ นอกจากข่าวร้ายค่าไฟฟ้าปรับขึ้นแล้ว ในช่วงบ่ายคล้อยของวันดังกล่าว คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ยังมีมติปรับลดอัตราเงินชดเชยน้ำมันดีเซลลง 4.11 บาทต่อลิตร จากเดิม 21.89 บาทต่อลิตร เหลือ 17.78 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลหน้าสถานีบริการในประเทศ ปรับเพิ่มขึ้น 3.50 บาทต่อลิตร เป็น 44.24 บาทต่อลิตร
กบง.ยังมีมติปรับลดอัตราเงินชดเชย น้ำมันไบโอดีเซล B20 ลง 3.99 บาทต่อลิตร เหลือ 20.12 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการ ปรับเพิ่มขึ้น 3.50 บาทต่อลิตร เป็น 39.24 บาทต่อลิตร มีผลในวันเดียวกัน ส่วนเบนซิน ปรับขึ้น 1.2 บาทต่อลิตร โดยปั๊ม OR ราคาเบนซิน ยืนอยู่ที่ 51.84 บาท/ลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน2569 เป็นต้นไป
แน่นอน การปรับราคาน้ำมันครั้งนี้ มีคำถามจากสังคมไม่ต่างจากที่ผ่านมา คือ รัฐบาลไม่มีการเชคสต็อกแบบเรียลไทม์ นั่นหมายความว่า น้ำมันสต็อกเดิม ต้นทุนเดิม ที่เพิ่มเติมคือปรับราคาใหม่ ทำให้ “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมันกำไรพุงกางอีกแล้ว
นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีต สว. และประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค โพสต์ตั้งคำถามทันทีว่า “ปั๊ม PT ประกาศดีเซลหมดอีกแล้ว ต้อนรับขึ้นราคาดีเซล 3.50 บาท วันพรุ่งนี้ (2 เมษายน 2569) ไม่มีการตรวจสต็อกอีกแล้ว นี่จงใจปล่อยหากำไร คืนทุนเลือกตั้ง ใช่หรือไม่ ??!! ผู้ค้าน้ำมันรวยไม่ไหวแล้วววว ประชาชนจนไม่ไหวแล้ววววว”
ถึงแม้จะมีวิกฤตพลังงานจากสงครามตะวันออกกลาง แต่ราคาน้ำมันไม่ควรจะปรับขึ้นเอา ๆ ทั้งยังสามารถกดให้ต่ำลงได้อีกตามมุมมองของนายโสภณ สุภาพงษ์ อดีต สว. อดีตรองผู้ว่าการ ปตท. และอดีตซีอีโอบางจาก ซึ่งเคยบริหารจัดการวิกฤตพลังงานในสมัยรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ โดยนายโสภณ โพสต์เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา ฝากถึง “นายกฯหนู” ความว่า
“นายกฯ อนุทินครับ สามารถสั่งลดราคาน้ำมัน 5 บาทต่อลิตร ทันที (24,800 ล้านบาท) วันนี้ได้ถ้าต้องการ โดยลดลาภลอยค่าการกลั่นที่เพิ่มจาก 1.71 บาท/ลิตร ปี 2025 เป็น 7.23 บาท/ลิตร ตลอดมีนาคม 2026 สูตรลาภลอยนี้กำหนดโดย คก.นโยบาย (คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน) ของนายกฯ ครับ”
สอดคล้องกับนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่โพสต์ข้อความระบุว่า ค่าการกลั่นพุ่งเป็น 17 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 และ วันที่ 31 มีนาคม 2569 สูงถึง 12.03 บาทต่อลิตร โดยค่าการกลั่นเฉลี่ยทั้งเดือนมีนาคม 2569 กระโดดขึ้นเป็น 7.23 บาทต่อลิตร
ทั้งเรื่องการขึ้นค่าไฟฟ้า ทั้งขึ้นราคาน้ำมัน กลายเป็นเผือกร้อนลวกมือนายเอกณัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้ต้องลุกขึ้นมาเทคแอคชั่น เตรียมเรียกประชุม กบง.เร่งด่วนในวันที่ 7 เมษายน 2569 เพื่อทบทวนโครงสร้างค่ากลั่น ลดกระแสต้านของสังคม ทั้งยังแว่วว่าจะหาทางตรึงค่าไฟฟ้างวดใหม่ตามเดิมที่ 3.88 บาทต่อหน่วย สวนมติ กกพ.ที่เรียกเก็บ 3.95 บาทต่อหน่วย อีกด้วย
ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ก็ขยับเช่นกัน โดยเรียกประชุมด่วน คตร. นัดแรก วันที่ 2 เมษายน 2569 เพื่อรับมือกับสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ที่มีการปรับขึ้นค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ฯลฯ
การปรับขึ้นค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมันระลอกใหม่ในช่วงเมษายน 2569 ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขในบิล แต่มันคือ “ต้นทุนต้นน้ำ” ที่บีบให้ผู้ประกอบการทุกระดับต้องขยับราคาขายส่งและปลีก สปอตไลท์จึงพุ่งไปที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ในฐานะ “แม่ครัวใหญ่” ที่ต้องทำหน้าที่คุมราคาสินค้าไม่ให้เอาเปรียบประชาชน
แม้นางศุภจี จะเป็นรัฐมนตรีที่พกดีกรีอดีตซีอีโอ เคยบริหารองค์กรธุรกิจระดับหมื่นล้าน และพกคอนเนกชันภาคเอกชนมาเต็มกระเป๋า แต่ในสมรภูมิการเมืองครั้งนี้บารมีของเธอถูกท้าทายด้วยปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เพราะพาณิชย์คุมปลายน้ำ แต่ต้นน้ำอย่างก๊าซธรรมชาติและน้ำมันอยู่ในมือของกระทรวงพลังงานและคลัง หาก “สองแม่ครัว” คือ “เอกณัฏ-เอกนิติ” ยังไม่สามารถกดต้นทุนพลังงานลงได้จริง การสั่งให้พาณิชย์ไปบี้ให้เอกชนตรึงราคา ก็เท่ากับบีบให้ผู้ประกอบการหยุดผลิต ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาสินค้าขาดแคลนตามมา
ขณะเดียวกัน กลไก “ขอความร่วมมือ” โดยมาตรการที่ขอให้ผู้ผลิตตรึงราคาในอดีตเริ่มใช้ไม่ได้ผล เพราะผู้ผลิตแบกรับภาระต้นทุนค่าไฟและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องไม่ไหว โจทย์ของ “ซุปเปอร์จี” คือ จะใช้ “ไม้แข็ง” ทางกฎหมาย หรือจะใช้ “ไม้นวม” ทางธุรกิจมาเจรจาในจังหวะที่ทุนใหญ่เริ่มส่ายหน้ารับต้นทุนที่พุ่งขึ้นไม่ไหว
ถึงเวลานี้ มีสินค้าหลายรายการที่พาเหรดปรับราคาขึ้น ที่ชัดเจนที่สุดตัวหนึ่งคือ ปุ๋ยเคมี ซึ่งมี “ไอ้โม่ง” กักตุนได้ผลประโยชน์ไปเต็ม ๆ
นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ระบุว่า วิกฤตสงครามตะวันออกกลาง กระทบการนำเข้าปุ๋ยยูเรียที่ไทยนำเข้าผ่านช่องแคบเฮอร์มุซ โดยราคาปุ๋ยตั้งแต่เกิดสงครามเพียงหนึ่งเดือน ราคาพุ่งจากเดิมกระสอบละ 800 บาท เพิ่มเป็น 1,600 บาท และปุ๋ยผสมที่ชาวสวนทุเรียนใช้จากเดิมกระสอบละ 900 บาท พุ่งเป็น 1,800 บาทในเวลานี้ มิหนำซ้ำเกษตรกรยังหาซื้อไม่ได้ แปลว่ามีการกักตุนเกิดขึ้นแน่ ๆ
“อยากให้สังคมไปพิจารณาสิ่งที่คุณศุภจี รมว.พาณิชย์ พูดว่าเราจะมีปุ๋ยสต๊อกไว้ใช้ถึงสิงหาคม 1.52 ล้านตัน แต่พอมาพูดอีกครั้งว่ามีปุ๋ยในสต๊อกอยู่ได้แค่ เม.ย” เลขาธิการไบโอไทย ตั้งข้อกังขา
เขายังชี้ว่า สต็อกปุ๋ยมีอยู่จริงเท่าไหร่ รัฐบาลสามารถตรวจสอบได้เพราะปุ๋ยเป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยสินค้าและบริการ พาณิชย์ต้องมีรายงานบริษัทไหนซื้อปุ๋ยอะไร ต้นทุนนำเข้า ปริมาณเท่าไหร่ เพื่อป้องกันการกักตุนและจะขึ้นราคาโดยพาณิชย์ไม่อนุญาตไม่ได้ ซึ่งเวลานี้มีข่าวลือกลุ่ม 5 เสือปุ๋ย ที่นำเข้าและผู้ผลิตรายใหญ่ของประเทศ ได้ประโยชน์จากสต็อกเก่าแต่ขายในราคาใหม่เช่นเดียวกับสต็อกน้ำมัน จริงหรือไม่?
นายวิฑูรย์ ยังประมาณการตามที่รัฐบอกว่าสต็อกปุ๋ยมี 1.52 ล้านตัน เมื่อปรับราคาขึ้นจาก 800 บาท เป็น 1,600 บาท ส่งผลให้ “ไอ้โม่ง” มีรายได้เพิ่มจากปุ๋ยสต็อกเก่าแต่ขายในราคาใหม่ ประมาณ 24,320ล้านบาท ใช่หรือไม่ และหากคาดการณ์ความต้องการจากข้อมูลตัวเลขการใช้ปุ๋ยต่อฤดูกาลผลิตในเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม 2569 สต็อกจริงอาจจะมีถึง 2.25 ล้านตัน เมื่อราคาปรับเพิ่มเป็นสองเท่า เท่ากับว่าจะมีกำไรเพิ่มขึ้นเป็น 3.6 หมื่นล้านบาท ใช่หรือไม่?
นี่ยังไม่นับสินค้าอุปโภคบริโภค ข้าวแดงแกงร้อน ฯลฯ ที่ปรับขึ้นราคาหรือไม่ก็ลดปริมาณลง
นายสมชาย พรรัตนเจริญ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคที่ทยอยปรับขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง จากต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นจากภาวะสงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยสินค้านำร่อง เช่น น้ำมันปาล์มพุ่งสูงถึงขวดละ 50 บาท และน้ำดื่มบรรจุขวดปรับขึ้น 5 บาทต่อแพ็ค
ขณะที่ข้าวของแพงทั้งแผ่นดิน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการคลังที่ออกมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนผ่านโครงการ “ไทยแลนด์ พลัส” ที่ ดร.เอกนิติ และ “ทีมแม่ครัว” เข็น “คนละครึ่ง พลัส” ออกมาแจกเงิน 2,000 บาท ผ่านแอปฯ เป๋าตัง เป้าหมาย 50 ล้านคน อายุ 18 ปีขึ้นไป เริ่มลงทะเบียนช่วงปลายเดือนเมษายน และดีเดย์ใช้จ่ายจริงในเดือนพฤษภาคม 2569 พร้อมเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการรัฐ อีก 400 บาท เริ่มมีผลตั้งแต่เดือน เมษายน 2569 ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนักวิเคราะห์ว่านี่เป็นเพียง “ยาพาราเซตามอล” ที่ช่วยลดไข้ชั่วคราวเท่านั้น
ไทยแลนด์ พลัส ที่ออกมาเพื่อซื้อเวลาและลดอุณหภูมิความโกรธของประชาชนที่กำลังเผชิญวิกฤตของแพงยกแผง จะช่วยได้นานแค่ไหนหากราคาสินค้าพื้นฐานยังพุ่งสูงไม่หยุดตามต้นทุนพลังงาน อย่างมากอาจช่วยประทังชีวิตได้ไม่เกิน 2 สัปดาห์ จากนั้นประชาชนก็ต้องกลับมาเผชิญความจริงอันขมขื่นกว่าเดิม เพราะขณะที่รัฐบาลแจกเงินเอาหน้า ฉากหลังกลับไม่มีความชัดเจนใด ๆ เรื่องการตรวจสอบการกำไรจากการกักตุนของไอ้โม่งในวงการพลังงาน และการปล้นกลางแดดอย่างถูกต้องตามกฎกติกาอย่าง “ค่ากลั่น” ที่ฟันกำไรเกินควร
หาก “ซุปเปอร์จี” และดรีมทีมเศรษฐกิจ ยังทำเพียงแค่แจกยาพาราเซตามอลที่ชื่อ “ไทยแลนด์พลัส” และขอความร่วมมือ ไม่กล้าลงมือรื้อโครงสร้างราคาพลังงาน ที่เป็นต้นตอปัญหาของจริง ก็ไม่แน่ว่าอายุ “รัฐบาลหนู 2” อาจหดสั้นกว่าที่คาดคิด.

