xs
xsm
sm
md
lg

ไม่เลิก MOU43-ย้าย “ผู้การธรรมนูญ” “ใบเสร็จ” ฟื้นสัมพันธ์ “ตระกูลฮุน”?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


อนุทิน ชาญวีรกูล
สถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” กลับมาเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้งจาก 2 เรื่องที่ “ทัชใจ” คนไทยผู้มีหัวใจรักชาติ

เรื่องแรกก็คือ กรณีที่“พลเรือโท อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ”ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน (ผบ.นย.) และผู้บัญชาการกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (ผบ.กปช.จต.) มีคำสั่ง “ย้ายฟ้าผ่า” ขวัญใจคนชายแดนตราดคือ“นาวาเอก ธรรมนูญ วรรณา” ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราดไปดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมกองทัพเรือ (นปท.ทร. หรือ HMAU) เมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมาชนิดที่เจ้าตัวไม่เคยระแคะระคายมาก่อน จนกลายเป็นประเด็นดรามาทั้งในโลกออนไลน์และโลกแห่งความจริง

เนื่องเพราะผู้การธรรมนูญเป็นแม่ทัพที่นำกำลังเข้าปะทะกับกัมพูชา ในรอบที่ 2 จนทวงคืนแผ่นดินไทยคืนมาได้ บริเวณบ้านสามหลัง กาสิโนทมอดา ที่กัมพูชารุกล้ำเข้ามา

เรื่องที่สองคือ กรณีที่“นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันออกมาจากปากของตนเองเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ว่าจะยกเลิก “MOU 2544 หรือบันทึกความเข้าใจร่วมกัน ระหว่างไทย-กัมพูชาว่าด้วยการอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน” แต่จะ“ไม่เลิก MOU 2543 หรือบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก”สวนทาง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 วุฒิสภา ที่มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิก MOU 2543

เรียกว่าเป็นประเด็นร้อนฉ่าองศาเดือดที่กระนำซ้ำเดิมภาพลักษณ์ของรัฐบาลที่กำลังซวนเซจากการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานให้หนักเข้าไปกว่าเก่าอีก

กล่าวสำหรับกรณี “ผู้การธรรมนูญ” แม้ทาง “กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด” จะยืนยันว่าเป็น“วงรอบปกติ”ในวาระกลางปีเดือนเมษายน ซึ่งมีการปรับย้ายรวมทั้งสิ้น 17 นาย ไม่ได้เป็นกรณีพิเศษแต่อย่างใด พร้อมอธิบายว่า หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมกองทัพเรือ ถือเป็นหน่วยงานหลักด้านข้อมูลและเทคนิคของกองทัพเรือ และมีบทบาทสำคัญในเวทีระหว่างประเทศ แถมตำแหน่งใหม่ก็เป็นตำแหน่งที่มีขั้นสูงกว่าและมีสวัสดิการดีกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำไป

แต่เอาเข้าจริงก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการย้ายที่ “ไม่ปกติ” ถึง “ไม่ปกติมาก” เนื่องจากเกิดขึ้นหลังจากเกิดการเผชิญหน้ากับทหารกัมพูชาในจุดที่มีการวางตู้คอนเทนเนอร์แนวชายแดนบ้านทมอดา เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ที่ผ่านมา โดย “ผู้กองโทนี่” ผบ.ร้อยสนาม นาวิกโยธิน ไล่ “นายพลจัตวา กึม โกะซอล” ที่มาโวยวายใส่ “กัน จอมพลัง” เพราะเข้าใจว่าจะมาขยับแนวรั้วตู้คอนเทนเนอร์ แต่จริง ๆ แค่มาติดธงชาติไทย และธงราชนาวีไทยเท่านั้น ทำให้เกิดวาทกรรม “ดูหน้ากูไว้” จนทำให้กัมพูชาไม่พอใจ

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
ขณะที่เจ้าตัวเองก็ให้สัมภาษณ์ว่า“ผมตอบไม่ได้ว่าเพราะอะไร แต่ยอมรับว่า บางครั้ง ผมก็ดื้อเหมือนกัน แต่ก็ทำไป เพื่ออธิปไตยของประเทศชาติ ที่ผ่านมา ผมก็ทำในสิ่งที่เหมาะสม เพราะผมต้องดูแลลูกน้อง ให้ปลอดภัยและภารกิจสำเร็จ”พร้อมกับประโยคเด็ด “ผมโอเคครับ ตำแหน่งใหม่ที่ไปเป็นตำแหน่งที่ดี โซเชียลว่ากันว่าให้ผมพักผ่อน ก็เป็นตำแหน่งที่ดีมากสำหรับการพักผ่อน”

ด้าน “กัน จอมพลัง” ก็โพสต์ให้กำลังใจทั้งผู้การธรรมนูญและผู้กองโทนี่ โดยระบุว่า “ทั้งสองคนไม่ได้เป็นฝ่ายหาเรื่องก่อน เหตุการณ์วันนั้นเริ่มจาก พลจัตวา นั่งรถทหารมาที่หน้ารั้วตู้คอนเทนเนอร์ ลงรถมาแล้วโวยวายด่า ผู้กองโทนี่ ห้ามเราตั้งตู้คอนเทนเนอร์เพิ่มในที่เรา พร้อมกับนำกำลังติดอาวุธเข้ามาในพื้นที่ล้อมบริเวณตู้คอนเทนเนอร์และลงไปอยู่ในคูเลต จากที่เห็นมีมากกว่า 40 คน ซึ่งผู้กองก็เตรียมตัวป้องกันเพราะทหารไทยมีน้อยกว่ามาก ๆ”

ส่วนชาวตราดเอง ก็ตั้งคำถามถึงคำสั่งดังกล่าวเช่นกัน โดยมองว่าผู้การธรรมนูญมีความเป็นกันเองกับชาวบ้าน รู้พื้นที่เป็นอย่างดี จนกลายเป็นที่พึ่งของประชาชนแบบหายห่วง อีกทั้งผลงานก็การันตีในความรักชาติ และยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของทหารไทย หรือว่าเหตุผลในการสั่งย้าย เป็นเพราะไปสะดุดตอใครหรือไม่

เช่นเดียวกับ“พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร”อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด(ผบช.ปส.) กล่าวถึงกรณีมีคำสั่งย้าย นาวาเอก ธรรมนูญว่า ไม่เข้าใจผู้บังคับบัญชาย้ายเพราะอะไร ย้ายเพราะไม่ยอมรองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศกัมพูชา ใช่ไหม ผบ.ทร.ควรออกมาชี้แจงเรื่องนี้ เดี๋ยวจะเป็นกระแสไฟลามทุ่ง จะเกิดสงครามครั้งที่ 3 อีกวันไหนไม่รู้ หาได้ง่ายที่ไหนทหารแบบ นาวาเอก ธรรมนูญ เสียสละชีวิตไปปกป้องผืนแผ่นดินไทย ตนใช้คำว่า ไม่เข้าท่า

“ถ้า น.อ.ธรรมนูญ แอบไปทำผิดขนของเถื่อน หรือเปิดลักลอบให้แรงงานต่างด้าว หลบหนีเข้ามาในไทย รับผลประโยชน์ย้ายได้เลย แต่ภาพที่ออกมาแค่ น.อ.ธรรมนูญ ไปโต้เถียงกับ รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศกัมพูชา ทางนั้นบอกให้ยอม น.อ.ธรรมนูญ ไม่ยอม แล้วบอกให้ออกไป ในฐานะที่เขาเป็น ผบ.ฉก.นย.ตราด ทำทุกวิถีทางให้มึงถอยไปให้ได้ พวกผู้บังคับบัญชา เป็นเดือดเป็นแค้น โกรธ เราต้องช่วยกันปกป้องคนดี” อดีต ผบช.ปส.กล่าว

ในที่สุดเรื่องก็ร้อนจนทำให้ พลเรือโท อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ” ต้องออกมาอธิบายด้วยตนเองอย่างยืดยาเพื่อสงบกระแสความไม่พอใจที่กำลังแผ่ขยายไปในสังคมด้วยความไม่พอใจและไม่เข้าใจ

“นาวาเอก ธรรมนูญ ก็เป็นลูกน้องผม ผมเป็นคนเลือกเขามาเป็น ผบ.ฉก.นย.ตราด เอง ผมเอง ก็ร่วมรบอยู่กับเขา ตลอดกว่า 20 วันที่ผ่านมา อยู่กับเขา ช่วยกันคิดวางแผนแก้ปัญหาตลอด ไม่ได้นอนด้วยกัน จึงไม่ใช่เป็นการกลั่นแกล้ง หรือโยกย้าย เพราะมีความผิดแต่อย่างใด ไม่มีความผิด แต่เป็นการโยกย้าย หลังจาก มีการขยับ ผบ.นปท.ทร. คนเดิม ไปเป็นรองนายพล ตำแหน่งนี้ว่างลง ผมก็ได้พิจารณาแล้วว่า นาวาเอกธรรมนูญ เหมาะสมเพราะทำงานชายแดน มาตลอดตั้งแต่ชายแดนใต้ มีความรู้เรื่องระเบิด จนมาอยู่ ฉก.นย.ตราด โดยตำแหน่งนี้ คุมทั้ง จันทบุรีและตราด และต้องทำงานร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (กองบัญชาการกองทัพไทย หรือ TMAC) ด้วย ตอนผม เป็น ผบ.ฉก.นย.ตราด ผมก็เป็น 6 เดือน มันเป็นตำแหน่งสนามที่มีการหมุนเวียน เพราะผู้บังคับบัญชาก็ต้องขยับให้เหมาะสมกับสถานการณ์

“ผมไม่ได้เปลี่ยนม้ากลางศึก แต่ช่วงนี้ น.อ.ธรรมนูญ รบเสร็จ รบชนะแล้ว ยึดคืนแผ่นดินไทยได้แล้ว สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป จึงให้นาวาเอกธรรมนูญ ได้เปลี่ยนหน้าที่ เพราะการประจำอยู่หน้าแนวในสถานการณ์แบบนี้ ก็ย่อมเครียด และมีปัญหาให้แก้ไขตลอด ผมรู้อยู่แล้วว่า ถ้าโยกย้าย นาวาเอกธรรมนูญ ก็คงมีประชาชนไม่พอใจ หรือทัวร์ลงผม แต่มันเป็นการจัดวางตัวบุคคลให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และเป็นการหมุนเวียน ตำแหน่งตามปกติของนาวิกโยธิน และ กปชจต. ยืนยันว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องเผชิญหน้า อะไรกับฝ่ายทหารกัมพูชา”

ขณะที่ในฝั่งของการเมือง “พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ”รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สายตรงบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ระบุสั้น ๆ ว่าไม่มีอะไร ไปในที่ที่ดีกว่าซึ่งนั่นหมายความว่า เห็นดีเห็นงามกับการย้ายผู้การธรรมนูญอย่างไม่มีข้อสงสัย

สำหรับ “ผู้การคนใหม่” ที่จะมาแทนก็คือ“นาวาเอก ปรัชญา โพธิ์ย้อย” หรือผู้การย้อยซึ่งเมื่อไล่เลียงดูประวัติแล้วก็ต้องถือว่า ไม่บันเบาเช่นกัน โดยเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 32 ที่เคยผ่านหลักสูตรสุดโหดอย่าง “รีคอน” มาแล้ว

อย่างไรก็ดี คงต้องติดตามกันต่อไปว่า สถานการณ์ชายแดนตะวันออกโดยเฉพาะที่จังหวัดตราด บริเวณทมอดากาสิโนและบ้าน 3 หลังจะแปรเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่ อย่างไร

นาวาเอก ธรรมนูญ วรรณา

ชาวตราดเดินทางมาให้กำลังใจผู้การธรรมนูญ

นาวาเอก ธรรมนูญ จับมือกับ นาวาเอก ปรัชญา โพธิ์ย้อย ที่เดินทางมารับตำแหน่ง
ส่วนเรื่องที่สองคือ กรณี MOU ระหว่างไทยกับกัมพูชาทั้ง 2 ฉบับ ก็ต้องถือว่ามีความชัดเจน โดยนายอนุทินยืนยันออกมาจากปากของตนเองเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ว่าจะ “ยกเลิก MOU 2544” หลังการหารือกับ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพลเรือเอก ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ที่พรรคภูมิใจไทย แต่ MOU 2543 จะยังคงอยู่ต่อไป

“สำหรับผม จบแล้ว จบของผม ก็คือยกเลิกโดยการยกเลิก MOU 44 จะอยู่ในคำแถลงนโยบายต่อ รัฐสภา ส่วน MOU 43 ยังต้องพิจารณาอยู่ และผม ก็พูดว่ายกเลิกแค่ MOU 44 เท่านั้น” นายอนุทินกล่าว ซึ่งก็สอดคล้องกับท่าทีของ“นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว”รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้คือในวันที่ 28 มีนาคม 2569 โดยยืนยันว่า MOU 2543 ยังคงมีความจำเป็น

สิ่งที่ต้องแสวงหาความจริงกันต่อไปก็คือ ทำไมรัฐบาลนายอนุทินถึงเห็นว่า ไม่ควรยกเลิก MOU 2543 ทั้งๆ ที่มีผู้เสนอความเห็นถึงข้อเสียเปรียบของประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 วุฒิสภา มีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2569 ที่รัฐสภา เห็นควรให้ยกเลิก MOU 2543 หลังจากที่กรรมาธิการ เคยมีมติให้ยกเลิก MOU 2544 ไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2568

นายนพดล อินนาสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ชี้แจงรายละเอียดเอาไว้ว่า หลังจากผ่านการประชุมกว่า 20 ครั้ง และการลงพื้นที่ศึกษาดูงานใน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ตลอดจนรับฟังข้อมูลเชิงลึกจากฝ่ายความมั่นคงและกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งพบว่ากัมพูชาได้ละเมิดพื้นที่ของไทยอย่างต่อเนื่องและเพิกเฉยต่อการทักท้วง คณะกรรมาธิการฯ ได้สรุปเหตุผลสำคัญ 6 ประการในการเสนอให้ยกเลิก MOU 2543 ได้แก่

1. ข้อกำหนดใน MOU มีความบกพร่อง โดยเฉพาะการยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ของกัมพูชา ซึ่งขัดแย้งกับแผนที่ 1:50,000 ของไทย ทำให้เกิดปัญหาในการปักปันเขตแดน นอกจากนี้ กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ยังไม่มีอำนาจจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่

2. MOU 2543 มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีในอดีตมีมติเพียง “รับทราบ” ไม่ใช่ “เห็นชอบ” และไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา ทั้งที่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย

3. รัฐธรรมนูญกัมพูชา ค.ศ.1993 บังคับใช้แผนที่มาตราส่วน 1:100,000 ดังนั้น แผนที่ที่เกิดจาก MOU 2543 จึงเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการรับรองจากกัมพูชา ทำให้การเจรจาสูญเปล่า

4. ความล่าช้าในการดำเนินการ แม้ผ่านมาเกือบ 26 ปี แต่การสำรวจคืบหน้าเพียงร้อยละ 60 ของขั้นตอนแรกเท่านั้น

5. สถานการณ์ชายแดนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังเกิดการปะทะใหญ่ 2 ครั้งในปี 2568 ทำให้ไทยต้องหันไปยึดแถลงการณ์ร่วม GBC (27 ธันวาคม 2568) ที่ให้คงกำลังทหารไว้ ณ ที่ตั้งปัจจุบันแทน และ

6. กัมพูชามีพฤติกรรมไม่รักษาสัญญา ยั่วยุ และสร้างข่าวปลอม ซึ่ง MOU 2543 ไม่รัดกุมพอที่จะรับมือได้

สำหรับแนวทางการยกเลิกนั้น คณะกรรมาธิการ ชี้แจงว่า ไทยสามารถยกเลิก MOU 2543 ได้เพียงฝ่ายเดียวตามอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา (VCLT) ข้อ 60 เนื่องจากกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง ทั้งการสร้างอาคารสูงบริเวณชายแดน การวางทุ่นระเบิด และการใช้อาวุธสงครามทำร้ายประชาชนไทย โดยไทยจะต้องแจ้งให้กัมพูชาทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน

ภายหลังการยกเลิก ไทยและกัมพูชายังคงสามารถใช้กลไกสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 และ 1907 รวมถึงข้อตกลงความร่วมมือชายแดนปี 2538 ในการระงับข้อพิพาทได้ตามปกติ

… ทั้งสองกรณี คือกรณีย้าย “ผู้การธรรมนูญ” และ” กรณีที่นายกฯ อนุทิน “ไม่เลิก MOU 2543” ชาวบ้านสัมผัสได้ถึง “กลิ่นทะแม่งๆ” ที่โชยออกมาพร้อมกับตั้งคำถามตัวโตๆ เอาไว้ว่า “หรือนี่จะเป็นใบเสร็จที่ค่ายสีน้ำเงินต้องการฟื้นความสัมพันธ์กับตระกูลฮุนกระนั้นหรือ?”