โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเยือนจีนและหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระหว่างวันที่ 14-15 พฤษภาคม หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯผู้นี้ได้เลื่อนการเยือนมาแล้วครั้งหนึ่ง เพราะสงครามกับอิหร่าน แต่ปักกิ่งยังไม่ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการ
ด้านผู้นำแดนพญาหมีขาวประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูตินแห่งรัสเซียก็จะมาเยือนจีนในปีนี้เช่นกัน ซึ่งไม่เกินเดือนมิถุนายน ตามการแถลงของทำเนียบเครมลินเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยต่อมานายอันเดรย์ รูเดนโก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียกล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า กำลังอยู่ระหว่างการกำหนดวันเดินทางที่แน่นอน และจะประกาศให้ทราบในเร็ววัน
ขณะที่แหล่งข่าวเผยว่า ปูตินอาจมาเยือนในเดือนเดียวกับทรัมป์ แต่ทีหลัง
หากเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ก็จะนับเป็นครั้งแรกที่ปักกิ่งเป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้นำสหรัฐฯ และรัสเซียในเดือนเดียวกัน (ไม่นับการมาเยือนเพื่อเข้าร่วมการประชุมพหุภาคี เช่น การประชุมสุดยอด G20 ปี 2559 ที่เมืองหังโจว ซึ่งประธานาธิบดีบารัก โอบามาของสหรัฐฯ และปูตินเข้าร่วม หรือเมื่อครั้งที่จีนเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดเอเปกในปี 2544 และ 2557)
ผู้นำชาติอภิมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯและรัสเซียมาเยือนแดนมังกรในเวลาติด ๆ กัน มันหมายความว่าอะไร ?
จู เฟิง คณบดีคณะการศึกษานานาชาติ มหาวิทยาลัยหนานจิงมองว่า การเลือกเวลาการเยือนของผู้นำทั้งสองน่าจะเป็นเรี่องบังเอิญเสียส่วนใหญ่ โดยต่างก็มีวาระหารือของตนเอง แต่การมาเยือนในเดือนเดียวกันก็ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เห็นว่า จีน สหรัฐฯ และรัสเซียควรมีการเจรจากันมากขึ้นในท่ามกลางระเบียบโลกที่กำลังปั่นป่วนอลเวงขึ้นทุกที
สือ อิ้นหง อาจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยเหรินหมินชี้ว่า จังหวะเวลาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าจีนพยายามบริหารความสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่าย แบบ"บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น"โดย จีนจะไม่สละความสัมพันธ์กับสหรัฐฯเพื่อผลประโยชน์ของรัสเซียและจะไม่ทำลายความสัมพันธ์กับรัสเซียเพี่อให้สหรัฐฯพอใจ นอกจากนั้น การมาเยือนในเดือนเดียวกันสามารถตอกย้ำสถานะของจีนในฐานะมหาอำนาจชาติหนึ่งในโลก
แม้รัสเซียโจมตียูเครนในปี 2565 แต่ปักกิ่งยังคงรักษาความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งกับมอสโก โดยกล่าวว่าความสัมพันธ์จีน-รัสเซีย "มั่นคงดุจหินผา" และมิได้มุ่งเป้าหมายไปยังฝ่ายที่สามใดๆ
ขณะเดียวกันจีนก็มุ่งแก้ไขปัญหาขัดแย้งกับสหรัฐฯ เช่น ข้อจำกัดทางการค้าและเทคโนโลยี เพื่อทำให้ความสัมพันธ์มีเสถียรภาพ
เตียว ต้าหมิง อาจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยเหรินหมินเห็นด้วยว่า การเยือนในเดือนเดียวกันน่าจะเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่าจะเป็นการเจตนาวางแผนของปักกิ่ง เห็นได้จากทรัมป์เป็นคนเลื่อนกำหนดการเยือนเองจากเดิมระหว่างวันที่ 31 มีนาคม-2 เมษายน เพราะติดพันสงครามกับอิหร่าน ซึ่งอุบัติขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาการเยือนที่ใกล้เคียงอาจมองได้ว่า ปักกิ่งกำลังแสดงให้เห็นว่าการทูตของจีนเปิดกว้างและเน้นการมีส่วนร่วมกับทุกฝ่าย
เฟิง เส้าเหลย ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาด้านรัสเซีย มหาวิทยาลัยครุศาสตร์หัวตง กล่าวว่า หากการมาเยือนของผู้นำสหรัฐฯและรัสเซียดังกล่าวเกิดขึ้นจริงอาจก่อผลสำคัญตามมา เช่น ช่วยสนับสนุนความพยายามในการยุติสงครามหรือช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลกก็เป็นได้
อ้างอิงข้อมูล : “ What does it mean for China if Donald Trump and Vladimir Putin visit back to back?” จาก SCMP

