xs
xsm
sm
md
lg

รสนาชี้น้ำมันไทยขึ้นรัวๆ แบบไม่เช็กสต็อก ถามแสวงหาลาภกักตุน ถอนทุนเลือกตั้งหรือไม่?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



อดีต สว.กทม. เทียบญี่ปุ่นกับไทย ราคาน้ำมันแดนปลาดิบถูกกว่าแบบไม่เห็นฝุ่น แต่น้ำมันไทยขึ้นรัวๆ เกือบทุกวัน ลิ่วล้อรัฐบาลกรอกหูขึ้นกันทั่วโลก แต่ความจริงอาจเปิดช่องไอ้โม่งตุนน้ำมัน โยนความผิดประชาชน แล้วปรับราคาใหม่แบบไม่เช็กสต็อกเก่า แสวงหาลาภกักตุนถอนทุนเลือกตั้งหรือไม่?

วันนี้ (3 เม.ย.) น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความ ระบุว่า "ราคาน้ำมันไทยขึ้นรัวๆ โดยไม่เช็คสต็อก คือการเปิดทางแสวงหาลาภกักตุน เพื่อถอนทุนเลือกตั้งใช่หรือไม่ ??!!

คุณอิฐบูรณ์ อ้นวงษา กรรมการคณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค หนีร้อน หนีราคาน้ำมันแพง พาภรรยาไปเที่ยวญี่ปุ่น

เย็นวันที่ 2 เม.ย. เขาถ่ายรูปราคาหน้าปั๊มน้ำมันญี่ปุ่นมาให้เห็นกันจะจะว่า ราคาน้ำมันของญี่ปุ่นถูกกว่าบ้านเราแบบไม่เห็นฝุ่น ทั้งที่ไม่มีกองทุนน้ำมันมาชดเชย ไม่มีน้ำมันผสมหลากชนิด เป็นราคาตลาดเสรีของจริง

ป้ายสีแดงคือเบนซินธรรมดา 167 เยน เท่ากับเงินไทย ลิตรละ 35.07 บาท (167 คูณด้วย 0.21)

ป้ายสีเหลือง เบนซินซูเปอร์ 178 เยน เป็นเงินไทยลิตรละ 37.38 บาท

ป้ายสีเขียว ดีเซล 153 เยน เทียบเงินไทยลิตรละ 32.13 บาท

สีน้ำเงิน น้ำมันก๊าด 128 เยน เทียบเป็นเงินไทยลิตรละ 26.88 บาท

ราคาน้ำมันญี่ปุ่นวันนี้ (2 เม.ย.) ราคาลดลงมาก เมื่อเทียบกับวันที่ 26 มี.ค. 2569 ที่เบนซินราคา 41.58 เบนซินซูเปอร์ 43.89 บาท และดีเซลลิตรละ 38.85 บาท

ที่สำคัญคือ ราคาน้ำมันของญี่ปุ่นไม่มีกองทุนน้ำมันอุดหนุนแม้แต่เยนเดียว

ดูราคาน้ำมันญี่ปุ่นแล้วหันมาดูไทยแลนด์แดนสนธยา ราคาน้ำมันไทยตั้งแต่หยุดตรึงราคาเมื่อกลางเดือนมีนาคมขึ้นรัวๆ เกือบทุกวันเพื่อให้คนไทยคุ้นชิน หรือเจ็บจนด้านชากระดิกกระเดี้ยไม่ไหว ??!! โดยมีลิ่วล้อรัฐบาลกรอกหูคนไทยทุกวันว่าน้ำมันทั่วโลกขาดแคลน เขาขึ้นราคากันทั้งนั้น !!

เดือนมีนาคมขึ้นมา 6 ครั้ง รวมวันเอพริลฟลูเดย์ 1 เม.ย. และวันที่ 3 เม.ย. รวมเป็น 8 ครั้ง กลุ่มเบนซินทุกชนิดขึ้นราคารวมเป็นเงิน 32.01 บาท ดีเซลขี้นรวมเป็นเงิน 21.8 บาท (ดูราคาในภาพประกอบ) ก่อนช่วงสถานการณ์วิกฤต ราคาอิงสิงคโปร์ไม่ได้ปรับทุกวัน มักใช้ราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 2-3 วันค่อยปรับ แต่มาบัดนี้จะสร้างนิวนอร์มอล เป็นปรับทุกวัน เพราะอะไร?!

หรือนี่คือการวางแผนมาตั้งแต่นายกฯ อนุทินประกาศตรึงราคา 15 วัน เพื่อให้ "ไอ้โม่ง" พลังงานมีเวลาเริ่มกักตุนน้ำมัน ใช่หรือไม่? และโยนความผิดให้ประชาชนที่แตกตื่นกักตุนกันเอง ครั้นพ้นเวลาตรึงราคา 15 วัน ก็ถึงเวลาปรับขึ้นราคาแบบรัวๆ โดยไม่มีการเช็คสต็อกเก่า ก่อนปรับขึ้นราคาใหม่ เปิดช่องให้มีการนำสต็อกน้ำมันเก่าที่กักตุนไว้ มาขายในราคาใหม่ ถือเป็นการปล้นประชาชน ใช่หรือไม่?!?

รัฐบาลเป็นผู้เปิดช่องให้เกิดการกักตุน ใช่หรือไม่!!??

ผลจากการกักตุนน้ำมัน และการฉวยโอกาสขึ้นราคามหาโหด ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ลาภกักตุน" และ "ลาภลอย" ขนาดมโหฬาร จากราคาน้ำมันอิงสิงคโปร์บวกราคาเสมือนนำเข้า ภายใต้สถานการณ์สงคราม เป็นราคารวมลาภลอย มูลค่าเฉียดแสนล้าน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอดีต ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 46 ปี นับจากยุค พล.อ เปรม ติณสูลานนท์ ที่เคยเกิดวิกฤตน้ำมันใหญ่กว่าครั้งนี้

แต่ครั้งนั้นกลับไม่มี "ไอ้โม่ง" ฉวยโอกาสหาประโยชน์เหมือนครั้งนี้ เพราะมีนายกรัฐมนตรี ชื่อ "พล.อ เปรม ติณสูลานนท์" และมือทำงาน ชื่อ "โสภณ สุภาพงษ์" ที่สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีการตรวจสต็อกก่อนปรับขึ้นราคา และเรียกเงินคืนทุกครั้ง จนไร้การกักตุนเพื่อหาลาภกักตุนเหมือนครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม ในยุคดิจิทัล การตามหาร่องรอยอาชญากรรมทางเศรษฐกิจย้อนหลัง ทำได้อย่างแน่นอน เพราะการกระจายน้ำมันไปที่ใด การใช้สต็อกเก่าขายราคาใหม่ ย่อมมีรายงานที่ติดตามได้ทั้งหมด

ขอวัดใจรัฐบาลชุดนี้ว่า จะกล้าตรวจสอบเหมือนสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เพื่อทวงคืนลาภกักตุนและลาภลอยที่เป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงนี้ หรือไม่ ?!?

ถ้ารัฐบาลนิ่งเงียบไม่มีการดำเนินการตรวจสอบอย่างจริงจังเพื่อทวงคืนลาภกักตุนที่มีไอ้โม่งในแวดวงธุรกิจน้ำมัน ปล้นเอาไป โดยการใช้สต็อกน้ำมันที่กักตุน มาขายในราคาใหม่ที่ปรับขึ้น นอกจากนี้ต้องมีการตรวจสอบว่ามีการกักตุนโดยคนในแวดวงการเมือง บ้านใหญ่ ที่มีการใช้ข้อมูลวงใน (Insider) เพื่อหาประโยชน์จากลาภกักตุนร่วมด้วยหรือไม่ ?!

ส่วนลาภลอยราคาน้ำมันที่สูงผิดปกติจากสถานการณ์สงคราม หัวใจสำคัญคือต้องหยุดลาภลอยเช่นนี้ ด้วยการกำหนดเพดานค่าการกลั่นที่ปกติอยู่ที่ราคา 2 บาทต่อลิตร พอเกิดวิกฤต ค่าการกลั่นกลับพุ่งสูงขึ้นเกิน 10 บาท เช่น ในวันที่ 1 เม.ย. ค่าการกลั่นสูงถึง 13.91 บาทต่อลิตร

ถ้านายกฯ อนุทินสั่งให้กำหนดเพดานค่าการกลั่นแต่ละวันที่ 2 บาท จะสามารถนำส่วนเกินค่าการกลั่น 13.91 - 2 บาท = 11.91 บาท มาลดราคาเนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่นลงได้ทันที ทำให้สามารถลดหรือไม่ต้องมีการชดเชยด้วยกองทุนน้ำมันให้เป็นภาระต่อประชาชน

หากนายกฯ อนุทินไม่ทำอะไร ประชาชนย่อมมีสิทธิสงสัยว่า นี่คือการปล่อยให้โรงกลั่นได้ประโยชน์ลาภลอยมากเกินสมควรจากสถานการณ์สงคราม และยังปล่อย “ผีไอ้โม่ง” เพื่อหาลาภกักตุน แบบปล้นกันดื้อๆ หรือว่านี่คือ การถอนทุนเลือกตั้งครั้งมโหฬาร แบบมาเร็ว เคลมเร็ว ใช่หรือไม่ ??!!"