นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ว่า ได้เรียกประชุมนัดแรก โดยใช้เวลาเกือบ 4 ชั่วโมงเต็ม โดยทางคณะกรรมการได้เชิญตัวแทนจากโรงกลั่นเข้ามาชี้แจงข้อมูลเพื่อหาข้อสรุปโครงสร้างราคาให้สะท้อนความเป็นจริงและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งจากการพิจารณาตัวเลขในปัจจุบันพบว่า อัตราค่าการกลั่นที่กระทรวงพลังงานนำเสนอมานั้ นอาจอยู่ในระดับที่สูงเกินไป เนื่องจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางทำให้เกิดการบวกเพิ่มค่าความเสี่ยง หรือ "War Premium" เข้าไปในการคำนวณราคาค่าการกลั่น ค่าการตลาด และราคาหน้าสถานีบริการ
นายเอกนิติ กล่าวว่า ในทางปฏิบัติจริง โรงกลั่นไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว และมีการตลาดอื่นมาเสริมด้วย รวมถึงต้นทุนบางส่วน อาทิ ค่าขนส่ง (Freight) และค่าประกันภัย ที่ไม่ควรนำมารวมคำนวณในราคาขายแล้ว ก็ยังคงถูกนับรวมอยู่ ซึ่งส่วนนี้สมควรถูกตัดออกไป ทำให้ที่ประชุมจึงมีข้อสรุปและมอบหมายให้กระทรวงพลังงานเร่งดำเนินการ 3 ข้อหลัก ได้แก่
1. ปรับลดค่าการกลั่น ให้กลับไปจัดทำตัวเลขใหม่โดยไม่นับรวมค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะส่งผลให้ค่าการกลั่นปรับตัวลดลง
2. หาต้นทุน War Premium ที่แท้จริง โดยให้หารือกับโรงกลั่นเพื่อประเมินค่า War Premium ตามความเป็นจริง เนื่องจากปัจจุบันมีการอ้างถึงค่าใช้จ่ายส่วนนี้แต่ยังไม่มีความชัดเจนในตัวเลข
3. ทบทวนค่าการตลาด สั่งการให้ไปคำนวณอัตราค่าการตลาดใหม่ว่าระดับที่เหมาะสมควรอยู่ที่เท่าใด
นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นพ้องว่าควรมีการนำกลไกการกำหนดเพดาน (Ceiling) และขั้นต่ำ (Floor) ของค่าการกลั่นและค่าการตลาด โดยกระทรวงพลังงานจะต้องนำข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงมากำหนดเป็นข้อเสนอที่ชัดเจน โดยกระบวนการทั้งหมดนี้ต้องเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จึงให้โรงกลั่นส่งข้อมูลภายในวันที่ 3 เมษายนนี้ และ คตร. จะมีการประชุมกันอีกครั้ง แม้ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีจะมีกรอบเวลา 15 วัน แต่คณะกรรมการตั้งเป้าว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 6 เมษายนนี้ เพื่อนำเสนอต่อการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก
นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า เชื่อมั่นว่าการปรับโครงสร้างทั้งค่าการกลั่นและค่าการตลาดในครั้งนี้ จะส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มปรับตัวลดลงกว่าปัจจุบันอย่างแน่นอน รวมถึงรัฐบาลจะมีการพิจารณาใช้กลไกอื่นร่วมด้วย ทั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและมาตรการด้านภาษี เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรมที่สุด"

