วิกฤตพลังงานสืบเนื่องจากสงครามในตะวันออกกลาง บีบให้ประเทศต่างๆ ในเอเชียรวมทั้งไทย ต้องแย่งชิงน้ำมันดิบรัสเซีย กับพวกขาใหญ่อย่างจีนและอินเดีย ขณะที่พวกนักวิเคราะห์บอกว่าน้ำมันปลอดแซงก์ชั่นซึ่งมอสโกพร้อมขาย เวลานี้เกือบหมดแล้ว โดยที่ศักยภาพการส่งออกพลังงานของรัสเซียก็ใกล้ถึงขีดสูงสุด
น้ำมันซึ่งจัดส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกอิหร่านปิดกั้น จำนวนมากมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่เอเชีย ทำให้กลายเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้หนักที่สุด มิหนำซ้ำช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กบฏฮูตีในเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากเตหะราน ยังเริ่มกระโจนร่วมวงสงคราม จุดชนวนความกังวลที่ว่า เส้นทางทะเลแดงต่อไปยังคลองสุเอซ อีกหนึ่งเส้นทางสำคัญมากในการขนส่งพลังงานและสินค้าอื่นๆ ออกจากอ่าวเปอร์เซีย จะถูกปิดตายตามไปด้วย
เพื่อผ่อนคลายความตึงตัวของอุปทานน้ำมันดิบโลก อเมริกาได้ประกาศผ่อนคลายมาตรการแซงก์ชันรัสเซียเป็นการชั่วคราว ยอมให้อินเดียสั่งซื้อน้ำมันดิบแดนหมีขาวได้เฉพาะส่วนซึ่งอยู่ระหว่างการขนส่งทางทะเล จากนั้นจึงขยายมาอนุญาตประเทศอื่นๆ ทั่วโลกให้ซื้อหาได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม พวกผู้เชี่ยวชาญระบุว่า มอสโกมีความสามารถในการส่งออกน้ำมันดิบจำกัด และตอนนี้ก็ส่งออกเกือบถึงศักยภาพสูงสุดแล้ว
นอกจากนั้น เมื่อเร็วๆนี้ ยูเครนยังระดมโจมตีพวกโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย และส่งผลกระทบต่อความสามารถในการส่งออกของแดนหมีขาวเป็นบางส่วน
มู่อี่ว์ ซือ นักวิเคราะอาวุโสด้านน้ำมันดิบของเคปเลอร์ บริษัทข้อมูลการค้าระดับโลก ชี้ว่า เอเชียซึ่งกำลังเผชิญปัญหาจะต้องขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรง มีโอกาสจำกัดมากที่จะได้น้ำมันดิบจากรัสเซีย ท่ามกลางคำถามสำคัญที่ว่า ตอนนี้แดนหมีขาวเหลือน้ำมันปลอดแซงก์ชั่นที่ขายได้ อยู่มากน้อยแค่ไหน
ความต้องการล้นหลาม
ก่อนสงครามระเบิดขึ้นในอิหร่าน จีน อินเดีย และตุรกี เป็นผู้นำเข้าน้ำมันรัสเซียรายใหญ่ โดยเพิกเฉยต่อมาตรการแซงก์ชันของตะวันตกเนื่องจากได้ส่วนลดจำนวนมาก
หลังจากอเมริกายอมผ่อนปรนมาตรการแซงก์ชันต่อรัสเซีย หลายชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม รวมถึงไทย ต่างแสดงความสนใจซื้อน้ำมันรัสเซีย
แดนตากาล็อก พันธมิตรเก่าแก่ของอเมริกา สั่งซื้อน้ำมันดิบรัสเซียเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี หลังจากประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานไม่กี่วัน
เคปเลอร์ตั้งข้อสังเกตว่า หลายประเทศที่เล็งเดินตามรอยฟิลิปปินส์อาจต้องแข่งกับจีนและอินเดียเพื่อแย่งชิงน้ำมันดิบราวๆ 126 ล้านบาร์เรลซึ่งยังอยู่บนเรือบรรทุกน้ำมันต่างๆ ในทะเลขณะนี้
เฉพาะอินเดียเจ้าเดียว ก็ต้องการน้ำมัน 5.5-6 ล้านบาร์เรลต่อวัน (บีพีดี) ขณะที่นักวิเคราะห์ระบุว่า รัสเซียไม่มีแนวโน้มเพิ่มการส่งออกน้ำมันเป็นจำนวนมาก โดยในเดือนมี.ค. รัสเซียส่งออกราว 3.8 ล้านบีพีดี เพิ่มขึ้นจาก 3.2 บีพีดีในเดือนก.พ. แต่ยังต่ำกว่าขีดสูงสุดที่ 3.9 ล้านบีพีดีเมื่อกลางปี 2023
ซือเสริมว่า วิกฤตครั้งนี้เตือนใจว่า สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่บางครั้งขับเคลื่อนโดยผู้มีอำนาจตัดสินใจแค่ไม่กี่คน สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเพียงใด และทำให้ประเทศต่างๆ วางแผนล่วงหน้าได้ยาก และสำทับว่า สิ่งสำคัญอันดับแรกสุดตอนนี้คือ การรับประกันว่า มีซัปพลายเพียงพอ
ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังแย่งชิงน้ำมันดิบรัสเซียจึงพากันตั้งความหวังว่า อเมริกาจะขยายการผ่อนปรนการแซงก์ชันหลังครบกำหนดในเดือนเม.ย. ทั้งนี้ เนื่องจากตัวเลือกอื่นๆ มีจำกัด ขณะที่เดิมพันที่ปลอดภัยกว่าอย่างเช่นน้ำมันดิบจากอเมริกา อเมริกาใต้ หรือแอฟริกาใต้ ต้องใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะส่งถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ฟิลิปปินส์กระทบหนัก
สายการบินหลายแห่งในฟิลิปปินส์กำลังพิจารณาปันส่วนเชื้อเพลิง รวมทั้งมีการให้เงินช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เช่น พวกคนขับรถขนส่งสาธารณะขนาดเล็ก ขณะที่ตามปั๊มน้ำมันมีรถจอดรอคิวยาวเหยียดหลายช่วงตึกแทบทุกวัน
สถานการณ์ของฟิลิปปินส์ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จากข้อมูลของเคปเลอร์ ก่อนสงคราม น้ำมันที่นำเข้าสู่ฟิลิปปินส์เกือบ 97% จัดส่งทางทะเล
ไครอส เดลา ครูซ จากสถาบันเพื่อสภาพภูมิอากาศและเมืองที่ยั่งยืน ชี้ว่า การประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานคราวนี้ ถือเป็น “พรมแดนใหม่” ที่ไม่เคยมีการบังคับใช้กันมาก่อน ทั้งในแง่ขอบเขตและระดับความรุนแรง และก่อให้เกิดความกังวลว่าจะยิ่งทำให้ผู้คนยากจนลงอีก
เพื่อผ่อนคลายการขาดแคลนพลังงาน ฟิลิปปินส์นำเข้าน้ำมันดิบรัสเซียครั้งแรกนับจากปี 2021 ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ กำลังชั่งใจตัวเลือกเดียวกันนี้เช่นกัน
การเยือนรัสเซียของนายกรัฐมนตรีฝ่าม มีง จีง ของเวียดนาม เมื่อวันที่ 23 มี.ค. ครอบคลุมการทำข้อตกลงความร่วมมือด้านน้ำมันและก๊าซ ตลอดจนถึงพลังงานนิวเคลียร์ ขณะที่ภาวะน้ำมันดีเซลแพงเริ่มกดดันภาคการผลิตของเวียดนาม
ขณะเดียวกัน บาห์ลิล ลาฮาดาเลีย รัฐมนตรีพลังงานอินโดนีเซีย กล่าวว่า แดนอิเหนาเปิดกว้างในการเป็นพันธมิตรด้านพลังงานกับทุกประเทศ ซึ่งรวมถึงรัสเซียและบรูไน
จีน-อินเดียได้เปรียบ
จีนและอินเดียเป็นลูกค้าหลักที่ซื้อน้ำมันดิบรัสเซียตั้งแต่ก่อนที่อเมริกาและอิสราเอลจะโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ.
อินเดียยังได้เปรียบตรงที่ได้ไฟเขียวจากอเมริกาให้ซื้อน้ำมันดิบรัสเซียได้ก่อนประเทศอื่นๆ ราว 1 สัปดาห์
ซือสำทับว่า ตอนที่วอชิงตันอนุญาตให้ทุกประเทศซื้อได้ก็สายเกินไปแล้ว เพราะน้ำมันส่วนใหญ่ถูกจีนและอินเดียสั่งซื้อหมดแล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้อินเดียได้สิทธิ์ซื้อน้ำมันรัสเซียก่อนหลายประเทศ แต่อาจยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่ใกล้ถึงช่วงฤดูร้อนที่มีความต้องการพลังงานสูงสุด และคลังสำรองน้ำมันฉุกเฉินร่อยหรอลง
ทัตตะตริยา ดาส จากเอมเบอร์ ชี้ว่า การซื้อน้ำมันดิบระยะสั้นจากรัสเซียสามารถรองรับความต้องการได้เพียง 2-3 วัน และเขาไม่รู้ว่า อินเดียจะเติมเต็มส่วนที่ยังขาดแคลนอยู่นี้ที่มีปริมานสูงมากอย่างไร นอกเสียจากสั่งซื้อเพิ่มจากอเมริกาหรือแคนาดา
สำหรับจีนที่แม้เป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบอันดับ 5 ของโลกและกำลังผลักดันพลังงานสะอาด แต่ยังคงต้องการน้ำมันสูงมากเพื่อรองรับความต้องการของประชากร 1,400 ล้านคน
เคปเลอร์ประเมินว่า คลังสำรองน้ำมันขนาดใหญ่ของจีนเก็บกักน้ำมันดิบนอกชายฝั่งราว 1,200 ล้านบาร์เรล หรือเท่ากับปริมาณการนำเข้าน้ำมันทางทะเลทั้งหมดสำหรับระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งช่วยลดผลกระทบระยะสั้นจากสงคราม
ข้อมูลจากกลุ่มข้อมูลการเงิน LSEG ระบุว่า จีนนำเข้าน้ำมันดิบทางทะเลราว 13% จากอิหร่าน และ 20% จากรัสเซีย
ด้วยคลังสำรองขนาดใหญ่และเม็ดเงินมหาศาล นักวิเคราะห์จึงมองว่า อาจมีช่องทางแบ่งปันน้ำมันจากรัสเซียที่มีปลายทางที่จีนให้ประเทศอื่นๆ ที่ขาดแคลนหนักกว่า
แซม เรโนลด์ จากสถาบันเพื่อเศรษฐศาสตร์พลังงานและการวิเคราะห์ทางการเงินในอเมริกา ชี้ว่า รัสเซียกลายเป็นผู้ชนะสำคัญจากสถานการณ์ความขัดแย้งทั้งหมดในขณะนี้ ขณะที่เอเชียมีแรงกระตุ้นอย่างมากในการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย ซึ่งแม้อาจเผชิญทางสองแพร่งด้านศีลธรรม แต่นั่นคือข้อเท็จจริงที่ประเทศต่างๆ จะต้องทำสิ่งที่จำเป็นเพื่อปกป้องความมั่นคงด้านพลังงานของตนเอง
(ที่มา: เอพี)

