ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ “โกเกี๊ยะ” ลดแรงกระแทก ขอถอยไม่คุมพลังงาน เชื่อได้มั้ยว่าไม่เอี่ยว PT
ถอยแล้วจ้า!“โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ใช้ช่องทางรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ของ “หมาแก่” ดนัย เอกมหาสวัสดิ์ เมื่อเช้าวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา ประกาศขอถอนตัวจากการกำกับดูแลกระทรวงพลังงาน หลังจากโดนทัวร์ลงหนัก กรณีบริหารจัดการวิกฤตน้ำมัน อันเนื่องมาจากสงครามตะวันออกกลาง ที่ยืดเยื้อมาครบ 1 เดือนแล้ว
“โกเกี๊ยะ” ปัดพัลวันว่าตัวเองไม่เกี่ยวข้องกับ “ปั๊มพีที” แล้ว แม้จะยอมรับว่านั่นเป็นธุรกิจของครอบครัว แต่ได้ลาออกมาตั้งแต่ปี 2546 และไม่เคยมีส่วนร่วมกับบริษัท บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่งใดทั้งสิ้น ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา จะเข้าไปบริษัทเพียงปีละครั้ง ในวันครบรอบก่อตั้งช่วงเดือนมีนาคม เท่านั้น
“โกเกี๊ยะ” ยังอ้างอีกว่า “พีทีจี เอ็นเนอยี” เป็นบริษัทมหาชน ตนเป็นแค่ผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง จะเข้าไปก้าวก่ายครอบงำไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีคณะกรรมการบริษัทอยู่แล้ว
นอกจากนั้น ยังยืนยันว่า ไม่เคยนำความลับราชการไปเปิดเผยให้คณะกรรมการบริษัท หรือบุคคลในครอบครัวว่าน้ำมันในแต่ละวันจะปรับขึ้นในอัตราเท่าใด เพื่อให้ปั๊มพีทีเอาไปหาประโยชน์
ท้ายที่สุด “โกเกี๊ยะ” ตัดพ้อว่า ถึงตอนนี้ จะชี้แจงอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ จึงจะขอหารือกับ “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ว่า งานในตำแหน่งรองนายกฯ ใน ครม.ใหม่ ขอไม่กำกับดูแลกระทรวงพลังงานก็แล้วกัน พร้อมขอร้องว่า “ปล่อยผมไปเถอะ”
ขณะที่ “นายกฯ หนู” ก็ออกมาขานรับทันที โดยบอกกับสื่อเมื่อวานนี้ว่า งานด้านพลังงานคงจะให้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ ที่นั่งควบว่าการคลัง เป็นคนกำกับดูแล
ส่วนศูนย์บริหารจัดการพลังงาน (ศบก.) ที่ “โกเกี๊ยะ” เป็นผู้อำนวยการอยู่ และ “นายกฯ หนู”เคยระงับการลาออกก่อนหน้านี้ ก็จะสิ้นสภาพไปตามอายุรัฐบาลเดิม และต้องตั้งขึ้นมาใหม่ คนที่จะมานั่งเก้าอี้ ผอ. ก็จะไม่ใช่คนเดิมแล้ว
ก็เป็นอันว่า กลยุทธ์ “ลดแรงกระแทก” ป้องกันทัวร์ลงจากวิกฤตน้ำมัน ก็น่าจะสำเร็จลงด้วยดี แต่อย่าลืมว่าประชาชนคนไทยแม้จะเดือดร้อนแสนสาหัสจากราคาน้ำมันที่กระโดดขึ้นทีละหลายบาทต่อลิตร แต่ก็ไม่ได้กินหญ้าเป็นอาหาร
ถึง “โกเกี๊ยะ” จะไม่ได้กำกับดูแลกระทรวงพลังงาน แต่อย่าลืมว่า ในรัฐบาล“หนู 2” นั้น คนชื่อ“พิพัฒน์ รัชกิจประการ” เป็นถึงรองนายกรฐมนตรี ลำดับที่ 1 ได้นั่งควบว่าการกระทรวงคมนาคม อันเป็นกระทรวง “เกรดเอ” ที่นักการเมืองแทบทุกคนหมายปอง
นั่นย่อมแสดงถึงอำนาจบารมีในรัฐบาล รวมถึงในพรรคภูมิใจไทย ที่ “โกเกี๊ยะ” เป็น “ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ”
ถึง “โกเกี๊ยะ” จะไม่ได้คุมพลังงานโดยตรง แต่ถ้าโดยอำนาจบารมีที่มีอยู่ในพรรคและในรัฐบาล มีหรือที่ “ครม.หนู 2” จะกล้าออกนโยบายที่กระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงาน
ในเมื่อ “ปั๊มพีที” มีคนนามสกุล “รัชกิจประการ” ถือหุ้นอยู่เกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ มีน้องชายแท้ๆ ของ “โกเกี๊ยะ”เป็นซีอีโอ
ลองย้อนไปดู ตลอด 1 เดือน ที่เกิดวิกฤตน้ำมัน มีมาตรการไหนของรัฐบาลที่กล้าแตะผลกำไรของกลุ่มทุนบ้าง
ส่วนเรื่องที่ “โกกี้ยะ” พยายามอธิบายเป็นคุ้งเป็นแควว่า ตนเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ “ปั๊มพีที” ไม่ได้ เพราะเป็นบริษัทมหาชน นั้น ก็ต้องบอกว่านั่นมันคนละประเด็น
เรื่องที่คนสงสัยกันทั้งประเทศ ไม่ใช่เรื่องการครอบงำบริษัท แต่คือเรื่องการเอื้อประโยชน์
โดยธรรมชาติของทุกบริษัท ไม่ว่ามหาชน หรือไม่มหาชน ถ้าเขาจะได้ประโยชน์เขาเอาทั้งนั้น เขาไม่ถือว่าครอบงำหรอก.
++ “โจ๊ก” งัดมุกเดิม ฟ้องกลับ 10 ตร. หวังเปลี่ยนเกมคดีเว็บพนัน
คดีเว็บพนันออนไลน์ BNK Master ที่มี “โจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต รองผบ.ตร. ติดบ่วงอยู่ด้วย กลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง หลังป.ป.ช.มีมติส่งสำนวนคืนให้พนักงานสอบสวนของตำรวจดำเนินการต่อ
แต่ก่อนที่คดีจะถูกส่งกลับมาให้ตำรวจเพียงวันเดียว “โจ๊ก” ได้มอบอำนาจให้ทนายความ ไปยื่นฟ้องคณะเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดทำคดีนี้ จำนวน 10 นาย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มาตรา 157 และแจ้งความเท็จ!
การวางหมากเกมนี้ ก็หวังให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำคดี ถูกดันจากสถานะ “ผู้บังคับใช้กฎหมาย” ให้กลายเป็น “คู่ขัดแย้ง” กับผู้ต้องหา ซึ่งก็คือ “โจ๊ก” กับพวก และนำไปใช้เป็นข้ออ้างภายหลัง เพื่อบั่นทอนความชอบธรรมของกระบวนการสอบสวน
“พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ” รองจเรตำรวจแห่งชาติ พูดถึงการฟ้องร้อง ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนหรือพนักงานสอบสวนในลักษณะนี้ ถือเป็นหนึ่งใน“เทคนิคการต่อสู้คดี” ที่พบได้บ่อย
เป้าหมายก็หวังจะให้พนักงานสอบสวนเกิดความกังวล เสียสมาธิในการทำงาน สร้างแรงกดดันให้กระบวนการชะงัก หรือ บีบให้เกิดการเจรจาในทางอ้อม
คือ ไม่ได้ฟ้องเพื่อชนะคดีหลักเสมอไป แต่ฟ้องเพื่อให้คดีหลัก “เสียทรง”
ประเด็นที่ถูกนำมายื่นฟ้องในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขอหมายค้น หมายจับ หรือการกล่าวอ้างเรื่องการขัดขวางการแต่งตั้ง ล้วนเป็นประเด็นเดิม ที่กลุ่มบุคคลใกล้ชิดกับฝ่ายผู้ต้องหา เคยนำไปยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ มาแล้ว
ซึ่งศาลได้มีคำวินิจฉัย และคำพิพากษาไปแล้ว ในทำนองว่า ข้อกล่าวหาเหล่านั้นเป็นเพียง การจินตนาการ และการคาดคะเนของฝ่ายผู้ร้อง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้อย่างมีน้ำหนัก
การยื่นฟ้องครั้งนี้จึงถูกมองได้ว่า ไม่ใช่การนำ “ข้อเท็จจริงใหม่” เข้าสู่กระบวนการ แต่เป็นเพียงการ หยิบเรื่องเดิมมาเปลี่ยนคนฟ้อง เปลี่ยนตัวละคร และเปลี่ยนจังหวะให้สอดรับกับเกมคดีเท่านั้น ... พูดง่าย ๆคือ บทเดิมแค่เปลี่ยนนักแสดง
มาถึงประเด็น “คู่ขัดแย้ง” ที่ถูกหยิบมาใช้ คือการกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่ชุดทำคดีเป็น “คู่ขัดแย้ง” กับผู้ต้องหา จึงไม่ควรเป็นผู้รับผิดชอบคดีต่อไป
แต่ในมุมของตำรวจ ประเด็นนี้ ถูกปฏิเสธอย่างชัดเจน เพราะการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำหน้าที่จับกุม สืบสวน หรือดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นจะกลายเป็น “ศัตรูส่วนตัว” กับผู้ต้องหาโดยอัตโนมัติ
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ ตำรวจจับคนขับรถฝ่าไฟแดง แล้ววันต่อมาคนเดิมขับรถฝ่าไฟแดงอีก ตำรวจย่อมยังมีอำนาจ และหน้าที่ต้องจับกุมเช่นเดิม จะมาอ้างไม่ได้ว่า “เคยถูกจับแล้ว จึงเป็นคู่ขัดแย้งกัน”
ตรรกะเดียวกันนี้ ใช้กับคดี BNK Master ได้ชัดเจนมาก!!
เพราะการที่ตำรวจเคยดำเนินการกับผู้ต้องหาในคดีหนึ่ง ไม่ได้แปลว่า เมื่อตรวจพบพฤติการณ์หรือการกระทำผิดอีกกรรมหนึ่ง ตำรวจจะหมดสิทธิ หรือหมดหน้าที่ตามกฎหมายทันที
คำว่า “คู่ขัดแย้ง” ในบริบทนี้ จึงถูกมองว่าเป็นเพียง วาทกรรม ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ ดิสเครดิตชุดทำคดี และพยายามผลักดันให้คนทำงาน หลุดจากวงรับผิดชอบ
อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้ว คดีทุกคดีมีหลัก มีกรอบ และมีกติกาของมัน ใครจะดิ้น จะวางหมาก จะเปลี่ยนเกมอย่างไร อาจช่วยให้ยื้อเวลาได้ระยะหนึ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่ยากจะหนีพ้นเสมอ คือ…
“อาจหนีข้อหาได้ชั่วคราว แต่หนีพฤติกรรมของตัวเองไม่พ้น!!”
และในสายตาของสังคม บางครั้ง “สิ่งที่คนทำก่อนคดีเดิน” ก็บอกความจริงได้ชัด
ยิ่งกว่าคำแก้ตัวทั้งหมดในภายหลัง.

