วันนี้ (31 มี.ค. 2569) เฟซบุ๊กของปิโตรนาส (PETRONAS) บริษัทพลังงานแห่งชาติมาเลเซีย ชี้แจงสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซในตะวันออกกลาง ระบุว่า ความขัดแย้งในเอเชียตะวันตก (ตะวันออกกลาง) ได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันทั่วโลก รวมถึงการขนส่งและการจัดส่ง เส้นทางการเดินเรือหลักในช่องแคบฮอร์มุซกำลังถูกปิดล้อมและถูกปิดกั้น ส่งผลให้ไม่สามารถจัดส่งน้ำมันดิบและเชื้อเพลิงเข้าสู่ตลาดได้ตามปกติ นับตั้งแต่เริ่มเกิดวิกฤต ราคาน้ำมันดิบได้พุ่งสูงขึ้นเกือบ 40% อีกทั้งค่าขนส่ง ประกันภัย รวมถึงระบบโลจิสติกส์การจัดส่งก็พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน
.
ทั้งนี้ ประเทศมาเลเซียได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักของอุปทาน จำเป็นต้องนำเข้าเพื่อตอบสนองความต้องการ โดยการจัดหาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกลั่นทั่วประเทศ ทั้งน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล ก๊าซ LPG และน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ประกอบด้วย ปิโตรนาส 48% และบริษัทน้ำมันอื่นๆ ในมาเลเซีย 52% โดยแหล่งที่มาของน้ำมันดิบ มาจากมาเลเซีย 48% ช่องแคบฮอร์มุซ 38% เอเชียตะวันออกเฉียงใต้/แอฟริกาตะวันตก/อื่นๆ 7% และเอเชียตะวันตก/อื่นๆ 7%
.
ส่วนข้อสงสัยที่ว่า มาเลเซียก็มีน้ำมันเป็นของตัวเอง ทำไมถึงยังได้รับผลกระทบ ชี้แจงว่า แม้ว่ามาเลเซียจะเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมัน แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากผลกระทบของวิกฤตนี้ได้อย่างสิ้นเชิง กว่าครึ่งหนึ่งของน้ำมันดิบที่นำมาแปรรูปในโรงกลั่นของปิโตรนาส จำเป็นต้องนำเข้า เนื่องจากผลผลิตในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการเชื้อเพลิงของประเทศ เกือบ 40% ของการนำเข้าดังกล่าวเดินทางมาผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่กำลังได้รับผลกระทบอยู่ในขณะนี้
.
ทั้งนี้ ปิโตรนาสได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อรักษาความมั่นคงของอุปทานเชื้อเพลิงในประเทศ ในขณะนี้ คาดว่าห่วงโซ่อุปทานที่สถานีบริการน้ำมัน PETRONAS จะมีปริมาณเพียงพอไปจนถึงสิ้นเดือน พ.ค. 2569 ราคาเชื้อเพลิงยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล การอุดหนุนราคาน้ำมันเบนซิน RON95 และดีเซลยังมีผลบังคับใช้ตามปกติ ขอให้ชาวมาเลเซียเติมน้ำมันตามความต้องการในชีวิตประจำวันต่อไป และใช้งานอย่างชาญฉลาดและประหยัด
......
Sondhi X

