3 องค์กรเศรษฐกิจด้านธุรกิจเกษตรและอาหาร ประกอบด้วย ส.อ.ท. -สภาหอการค้าฯ-สถาบันอาหาร หั่นเป้าส่งออกอาหารปี69 เหลือ 1.4 ล้านล้านบาท หดตัว -7.3% จากพิษสงครามตะวันออกกลาง หลังไตรมาส1/69 คาดมูลค่าการส่งออกอาหารอยู่ที่ 305,900 ล้านบาท ลดลง 11.5 %
นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หน่วยงานเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การส่งออกสินค้าอาหารไทยในช่วง 2 เดือนแรกปี 2569 มีมูลค่า 202,100 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 10.5 มีสาเหตุสำคัญมาจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคในตลาดโลกที่ลดลงจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจและสงครามการค้า การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงลดทอนความสามารถในการปรับราคาตามต้นทุนของผู้ผลิต นโยบายจำกัดการนำเข้าและการพึ่งพาตนเองด้านอาหารมากขึ้นของคู่ค้าในภูมิภาคโดยเฉพาะอินโดนีเซียที่ประกาศไม่นำเข้าสินค้าอาหารหลักอย่างข้าว ข้าวโพด และน้ำตาลในปีนี้ เนื่องจากมีสต็อกภายในประเทศเพียงพอ ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าจากไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นยังทำให้สินค้าไทยมีราคาแพงขึ้นในสายตาผู้ซื้อ ราคาสินค้าเกษตรและอาหารหลายชนิด เช่น ผัก ผลไม้ มะพร้าว และทุเรียนที่ตกต่ำ กดดันรายได้การส่งออก ขณะเดียวกันความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชายังส่งผลให้ยอดส่งออกไปกัมพูชาหายไปกว่า 5,000 ล้านบาทต่อเดือน คิดเป็นประมาณ 5% ของมูลค่าส่งออกอาหารทั้งหมด ตลาดหลักหลายแห่งยังหดตัว เช่น CLMV อาเซียนเดิม สหรัฐฯ ตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น ขณะที่ตลาดที่เติบโต ได้แก่ เอเชียใต้ สหภาพยุโรป CIS และจีน
แนวโน้มในไตรมาสแรกของปี 2569 (ม.ค.–มี.ค.) คาดว่าการส่งออกสินค้าอาหารไทยจะมีมูลค่า 305,900 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 11.5 หดตัวต่อเนื่องจากปีก่อน โดยในเดือนมีนาคมภาคส่งออกจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) และการ Re-export จากยูเออีไปยังหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา (MENA) ถูกตัดขาด สินค้าที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางมาก เช่น ทูน่ากระป๋อง (17.4%) ข้าว (13.3%) ข้าวโพดหวานปรุงแต่ง (12.4%) และสับปะรดกระป๋อง (11.5%) มีโอกาสได้รับผลกระทบสูง ขณะที่สินค้าที่พึ่งพาตลาดนี้ในระดับปานกลาง เช่น ไก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และเครื่องดื่มจากมะพร้าว (4–5%) จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า ขณะที่ผลกระทบทางอ้อมจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นความท้าทายหลักที่จะสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ราคาปุ๋ย วัตถุดิบเกษตร โรงงานแปรรูป บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงค่าขนส่งและการกระจายสินค้า ขณะที่ความต้องการตลาดโลกยังอ่อนแรงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อที่จะปรับตัวสูงขึ้น และการแข่งขันด้านราคา
ส่งผลให้ปีนี้ คาดว่ามูลค่าการส่งออกอาหารไทยจะมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท ลดลงร้อยละ 7.3 หดตัวรุนแรงที่ -17.7% ในช่วงไตรมาส 2 ก่อนที่จะทยอยปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังและฟื้นตัวได้เล็กน้อยในช่วงปลายปี หากสถานการณ์เศรษฐกิจและความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ลุกลาม ปัจจัยลบที่กระทบส่งออกสาเหตุหลักมาจากอุปสงค์โลกที่อ่อนแรงจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ความไม่สงบในตะวันออกกลางบั่นทอนบรรยากาศการค้า มาตรการจำกัดการนำเข้าและความพึ่งพาตนเองด้านอาหารของคู่ค้า ราคาสินค้าเกษตรลดลง ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งไทย–กัมพูชา
สำหรับตลาดส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น เช่น เอเชียใต้ (+35%) และสหภาพยุโรป (+15.9%) ขณะที่กลุ่มตลาดที่จะหดตัวสูงสุด คือ ตะวันออกกลาง (-50.7%) เพราะประเทศปลายทางส่วนใหญ่ต้องอาศัยเรือสินค้าที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนตลาดสหรัฐฯ คาดว่าจะหดตัว -12.8% โดยปีก่อนผลกระทบของมาตรการภาษีต่อการส่งออกอาหารไทยยังไม่ชัดเจน เนื่องจากสินค้าที่เก็บได้นาน เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง ทูน่ากระป๋อง และสับปะรดกระป๋อง ขยายตัวจากการกักตุนชั่วคราว ขณะที่สินค้าที่อายุสั้น เช่น ข้าว กุ้ง และอาหารพร้อมรับประทาน หดตัวลง สะท้อนถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคและผู้นำเข้าที่เร่งสั่งซื้อเพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ส่วนตลาดอื่นๆ ที่คาดว่าจะลดลง ได้แก่ CLMV (-35.2%), อาเซียน (5) (-14.0%) และแอฟริกา (-15.2%)
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตยังมีโอกาสจากแรงหนุนค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าและความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคที่กำลังเผชิญกับภัยสงคราม ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกอาหารไทยให้พลิกกลับมาขยายตัวได้เช่นกัน
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยในปัจจุบันเผชิญทั้งปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยท้าทาย จำเป็นต้องเร่งแสวงหาโอกาสทางการค้าอย่างเหมาะสมและทันท่วงที โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าอาหารไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีแนวโน้มยืดเยื้อและอาจกระทบต่อการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างประเทศ รวมถึงประเทศที่มีความเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทาน
ในระยะสั้นได้มีข้อเสนอแนะให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ โดยหลีกเลี่ยงการรอคอยในพื้นที่เสี่ยง และเร่งนำสินค้ากลับมายังไทย โดยได้มีการประสานงานร่วมกับ กระทรวงพาณิชย์ และ กรมศุลกากร เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้าสินค้ากลับประเทศโดยให้อำนวยความสะดวกในการส่งออกสินค้าอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีโอกาสทางการค้า โดยเฉพาะในกรณีที่ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งพึ่งพาการนำเข้าอาหารเป็นหลัก อาจประสบภาวะขาดแคลนสินค้าเบื้องต้น บางประเทศต้องการนำเข้าอาหารมากกว่า 90% ซึ่งประเทศไทยสามารถกลับเข้าสู่ตลาดดังกล่าวได้เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย แม้ในปัจจุบันจะยังมีข้อจำกัดด้านการขนส่งทางเรือภายในประเทศในตะวันออกกลาง
สำหรับสินค้าอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ปัจจุบันมีสัดส่วนการส่งออกประมาณร้อยละ 10 ของมูลค่าสินค้าอาหารทั้งหมด โดยมุ่งเน้นกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม ขณะที่สินค้าอาหารในกลุ่มที่เหลืออีกร้อยละ 90 ประเทศไทยยังมีศักยภาพในการขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่นเพิ่มเติมได้ โดยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า การลดอุปสรรคทางการค้า ทำต้นทุน ปริมาณ และคุณภาพให้ได้ดีเพื่อสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ตลอดจนการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน
นายทองดี ปาโส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในการเกิดวิกฤตนั้นก็ถือว่าเป็นโอกาส จากตัวเลขการส่งออกอาหารเมื่อย้อนไป 3 ปีหลัง การส่งออกมีการปรับตัวลดลงในทุกปี แต่มีกลุ่มอาหารที่เป็น “Rising Star” คือ อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต เนื่องจากสังคมโลกเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยมากขึ้น อาหารที่มีความพิเศษสำหรับผู้สูงวัยก็จะเป็นหนึ่งทางออก และการปรับเปลี่ยนทางโครงสร้าง (Structural Change) การปรับตลาดสู่ Emerging Market, พัฒนาสินค้า High-Value และขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรม การใช้พลังงานทางเลือก
อย่างไรก็ดี ขณะนี้ พลาสติกที่เป็นส่วนสำคัญในการผลิตอาหารจะมีความตึงตัว แต่ไม่น่าจะถึงกับขาดจนต้องหยุดการผลิต ซึ่งผู้ผลิตอาหารยังพยายามไม่ปรับราคา แต่หากเหตุการณ์ยืดยาวนานจนถึงเดือนพฤษภาคม ก็อาจจะต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง

