สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสถาบันอาหาร ร่วมแถลงข่าวเกี่ยวกับแนวโน้มการส่งออกสินค้าอาหาร โดยคาดการณ์การส่งออกอาหารไทยปี 2569 อยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท หดตัวร้อยละ 7.3 ต้นทุนพลังงานที่พุ่งขึ้น จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงภัยสงครามปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากความเสี่ยงด้านเส้นทางขนส่ง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าเกษตรและอาหารเพิ่มขึ้นตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ปุ๋ย วัตถุดิบ การแปรรูป บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการกระจายสินค้า บีบมาร์จิ้น ผู้ประกอบการและกดความสามารถในการแข่งขัน
ดร.ทองดี ปาละ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นจะเป็นปัจจัยหลักที่กดดันการส่งออกอาหารไทยในปีนี้ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกที่สถานการณ์ยังมีความผันผวนสูง
ด้าน ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต ระบุว่า การส่งออกอาหารไทยช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.–ก.พ.) มีมูลค่า 202,100 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 10.5 จากอุปสงค์โลกที่อ่อนแรง ค่าเงินบาทแข็งค่า และมาตรการจำกัดการนำเข้าของบางประเทศ โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่เพิ่มการพึ่งพาผลผลิตในประเทศ
ขณะที่ภาคการผลิตต้นน้ำยังเผชิญแรงกดดันจากราคาปุ๋ยที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น แม้มีความพยายามหาแหล่งนำเข้าใหม่ แต่ปุ๋ยล็อตใหม่มีต้นทุนสูงขึ้นและมีแนวโน้มส่งผ่านไปยังเกษตรกร โดยการตรึงราคาทำได้เพียงระยะสั้น สะท้อนความจำเป็นที่ภาครัฐต้องเข้ามาดูแลต้นทุนภาคการเกษตรอย่างใกล้ชิด
นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังกระทบการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลต่อการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) และตลาดตะวันออกกลาง–แอฟริกา (MENA) รวมถึงการส่งออกแบบ Re-export จากยุโรปไปยังภูมิภาคดังกล่าว ทำให้สินค้าที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางสูง เช่น ทูน่ากระป๋อง ข้าว (13.3%) ข้าวโพดหวานแปรรูป (12.4%) และสับปะรดกระป๋อง (11.5%) มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบมาก ขณะที่สินค้าอย่างไก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และเครื่องดื่มจากมะพร้าว ได้รับผลกระทบน้อยกว่า
นอกจากนี้ ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกไปกัมพูชาหายไปกว่า 5,000 ล้านบาทต่อเดือน หรือราวร้อยละ 5 ของการส่งออกอาหารทั้งหมด ขณะที่ตลาดหลักหลายแห่งยังมีแนวโน้มหดตัว อาทิ ตะวันออกกลาง (-50.7%) CLMV (-35.2%) อาเซียน (-14.0%) และสหรัฐฯ (-12.8%) อย่างไรก็ตาม ยังมีตลาดที่ขยายตัวได้ เช่น เอเชียใต้ (+35%) และสหภาพยุโรป (+15.9%)
ภาคเอกชนเสนอให้ภาครัฐดูแลต้นทุนพลังงานอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการบริหารราคาน้ำมันไม่ให้ปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการลดภาษีสรรพสามิตและใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคการผลิตและโลจิสติกส์
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมอาหารไทยยังคงปรับตัวสู่สินค้าอาหารแปรรูปและอาหารอนาคต (Future Food) ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โดยมูลค่าส่งออกเพิ่มจาก 79,525 ล้านบาท ในปี 2563 เป็น 134,468 ล้านบาท ในปี 2568 และมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในโครงสร้างการส่งออก แม้ยังเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุน เทคโนโลยี และการลงทุน
ทั้งนี้ คาดว่าไตรมาส 2 จะเป็นช่วงที่การส่งออกหดตัวมากที่สุด ก่อนทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง หากสถานการณ์ไม่รุนแรงขึ้น โดยปัจจัยสำคัญยังอยู่ที่ราคาพลังงานและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
สิ่งสำคัญคือการปรับตัวเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งการพัฒนานวัตกรรมอาหาร การปรับใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงการใช้บรรจุภัณฑ์ไบโอพลาสติก เพื่อตอบโจทย์ต้นทุนและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาและอุปทานพลังงานโลกในระยะยาว

