ค่าเฉลี่ยราคาค้าปลีกเบนซินในสหรัฐฯ ชาติผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก พุ่งเหนือ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน(1 แกลลอนเท่ากับ 3.78 ลิตร) เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี ในวันจันทร์(30 มี.ค.) จากข้อมูลของบริษัท GasBuddy ผู้ให้บริการด้านติดตามราคา บ่งชี้ชาวอเมริกาเริ่มสัมผัสได้ถึงผลกระทบจากสงครามที่สหรัฐฯและอิสราเอลเปิดฉากกับอิหร่าน ในขณะที่มันยังคงสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดพลังงานทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง
ราคาน้ำมันเบนซินเคยแตะระดับ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน หนสุดท้ายเมื่อเดือนสิงหาคม 2022 ครั้งที่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครน และมันเป็นตัวแทนของสิ่งที่พวกนักวิเคราะห์บางส่วนเรียกว่าอุปสรรคทางจิตวิทยาของผู้บริโภค ปัจจุบันสินค้ามากมายกำลังดีดตัวขึ้น ในนั้นรวมถึงน้ำมันที่ใช้ผลิตเบนซิน ตามหลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขอควดสำคัญของการค้าโลก
รายงานของรอยเตอร์ระบุว่าราคาเชื้อเพลิงที่ดีดตัวขึ้น เริ่มส่งผลกระทบต่อการเงินของภาคครัวเรือนสหรัฐญฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นเรื่อยๆอยู่ก่อนแล้ว ขณะเดียวกันมันยังกลายมาเป็นเรื่องปวดหัวทางการเมืองสำหรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และพรรครีพับลิกันของเขา ก่อนถึงศึกเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ในขณะที่พรรครีพับลิกันพยายามรักษาเสียงข้างมากในสภาครองเกรส ที่ปัจจุบันกุมเสียงข้างมากแบบฉิวเฉียด
ทรัมป์ เคยประกาศจะทำให้ราคาพลังงานลดต่ำลง และยกระดับกำลังผลิตน้ำมันและก๊าซของสหรัฐฯ แต่จนถึงตอนนี้ เรื่องราวส่วนใหญ่ในวาระดำรงตำแหน่งสมัย 2 ของเขา เต็มไปด้วยความผันผวนของตลาด ความยุ่งเหยิงทางภูมิรัฐศาสตร์และการกลับไปกลับมาในประเด็นต่างๆ อย่างเช่นการรีดภาษี ตามรายงานของรอยเตอร์
รอยเตอร์ระบุว่าราคาค้าปลีกน้ำมันเบนซินโดยเฉลี่ยทั่วสหรัฐฯพุ่งขึ้นมาแล้วราว 1.06 ดอลลาร์ ต่อแกลลอน หรือ 36% นับตั้งแต่สหรัฐฯและอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์
"การปะทุขึ้นอย่างฉับพลันของสงคราม นำมาซึ่งการดีดตัวขึ้นของราคาเบนซินในสหรัฐฯ เหนือ 4.00 ดอลลาร์ต่อแกลลอน มันคืออธิบายอย่างดีของความขัดแย้งในปัจจุบันในอิหร่าน เช่นเดียวกับกรณีรัสเซียรุกรานยูเครนในปี 2022 ทั้งตอนนั้นและตอนนี้ ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทั่วโลก มีการระบายคลังน้ำมันสำรองฉุกเฉิน แต่ถ้าเราลองสันนิษฐานว่าวิกฤตนี้จะจบลงในเวลาอันนั้น เราคาดหมายว่าราคาจะเริ่มเบาลงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ หลังเคยอยู่เหนือระดับ 4.00 ดอลลาร์ เป็นเวลากว่า 23 สัปดาห์ในปี 2022" พาเวล มอลชานอฟ นักวิเคราะห์จากเรย์มอนด์ เจมส์ ระบุ
รายงานของรอยเตอร์ระบุว่า ราคาน้ำมันหน้าปั๊มอาจสูงขึ้นกว่านี้อีก ถ้าราคาน้ำมันดิบยังคงทะยานไม่หยุด โดยน้ำมันดิบสัญญาสหรัฐฯ ดีดตัวขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นชึ้น แตะระดับ 102.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันจันทร์(30มี.ค.) เพิ่มขึ้น 3.24 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
รัฐบาลทรัมป์พยายามใช้มาตรการต่างๆบรรเทาการพุ่งสูงของราคาพลังงาน ท่ามกลางสงครามที่ลากยาว ในนั้นรวมถึงละเว้นกฎหมายโจนส์ (Jones Act) เป็นกฎหมายของรัฐบาลกลางที่ควบคุมการขนส่งทางเรือและการพาณิชย์ทางทะเลของสหรัฐฯ เป็นเวลา 60 วัน อนุญาตให้ใช้เรือประดับธงต่างชาติ เคลื่อนย้ายเชื้อเพลิง ปุ๋ยและสินค้าอื่นๆ ระหว่างท่าเรือต่างๆของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามแหล่งข่าวในภาคอุตสาหกรรมคาดว่ามันจะส่งผลต่อการปรับขึ้นของราคาสินค้าเพียงเล็กน้อย
ราคาเบนซินที่พุ่งขึ้น เริ่มส่งผลกระทบต่อการเงินของครัวเรือนต่างๆ โดยผู้ตอบแบบสอบถามในโพลของรอยเตอร์/อิปซอส ราว 55% บอกว่าการเงินในครัวเรือนของพวกเขา ได้รับผลกระทบอย่างน้อยๆอย่างใดอย่างหนึ่ง จากการปรับขึ้นของราคาเชื้อเพลิงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในนั้นมีถึง 21% ที่บอกว่าการเงินของพวกเขา "ได้รับผลกระทบอย่างมาก"
"ประเด็นหลักไม่ใช่แค่ตัวน้ำมันดิบเอง แต่เป็นเบนซิน มันเป็นราคาที่ผู้บริโภคมองเห็นได้ชัดเจนที่สุดในระบบเศรษฐกิจ และเมื่อราคาพุ่งทะยาน มันส่งผลกระทบในทางจิตวิทยาในทันที" เฌเรมี ซีเกล นักเศรษฐศาสตร์จากวิสดอม ทรี ระบุ "นั่นคือเรื่องสำคัญ แม้ว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างจะมีความสมดุลมากกว่าที่ปรากฏในหน้าข่าวก็ตาม"
(ที่มา:รอยเตอร์)

