'อนุทิน' ออกตัวอุ้ม 'พิพัฒน์' หลังยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง แต่ถูกฉีกทิ้งพร้อมขอให้อยู่ทำงานด้วยกันต่อ ย้ำเชื่อมั่นในตัวบุคคลและมั่นใจไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
กลายเป็นประเด็นที่สร้างความสนใจขึ้นมาทันที ภายหลังนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ในฐานะ ผอ.ศบก. เปิดเผยในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ว่า เคยยื่นใบลาออกจากตำแหน่งผอ.ศบก.แล้ว แต่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่ยอมให้ลาออก ซึ่งในเรื่องนี้นายอนุทิน ได้ออกมาอธิบายว่า นายพิพัฒน์ทํางานหนักมาก และยืนยันว่าไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ ทั้งสิ้น ยอมรับว่านายพิพัฒน์ได้เขียนใบลาออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ตนเองเป็นคนไม่อนุมัติให้ลาออก
"ท่านทํางาน ท่านรู้กลไก ซึ่งเราต้องใช้ประสบการณ์คนเหล่านี้มาทําประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน ณ วันนี้ ที่ผู้สื่อข่าวติดตามขนาดนี้ มีทั้งประชาชน นักวิชาการ และผู้เป็นคอมเมนต์เตเตอร์ หรือแม้พวกผมเองในคณะรัฐมนตรี นั่งทํางานกันแบบนี้ ในขณะนี้ เป็นใครก็คงไม่กล้าที่จะคิดถึงประโยชน์ตัวเอง สมมุติเพียงแค่คิดว่า ถ้ามีนโยบายแบบนี้ แล้วจะเกิดประโยชน์กับครอบครัวของท่าน ผมก็จับได้ ผมก็รู้ และต้องทราบ รับรองผมให้ความมั่นใจเลยว่าผมไม่มีทางยอมให้เกิดขึ้น” นายอนุทิน กล่าว
ขณะเดียวกัน ในอีกมุมหนึ่งมีดราม่าเรื่องนายอุทิน ขับรถยนต์ไฟฟ้าอีกคัน โตโยต้า bZ4X รุ่น AWD มาทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล จนกลายเป็นกระแสวิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า เรื่องบ้านเมืองวิจารณ์ได้เลย เข้าใจในความกังวลของประชาชนอยู่แล้ว แต่บางเรื่องก็ใจเย็นแป๊บ ตอนนี้มีความเข้าใจผิดกันว่านายกฯอนุทิน ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่เพิ่มอีกแล้ว เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และกำลังเตรียมขับมาทำเนียบ จะซื้ออะไรนักหนา คือมันไม่ใช่นะ รถไฟฟ้าคันใหม่ค่ายญี่ปุ่นที่กล่าวถึงกันอยู่เป็นของลูกชาย นายกฯไม่ได้ซื้อเพิ่ม มีแต่คันที่ขับมาทำเนียบ
นายอนุทิน ระบุว่า ที่บ้านมีรถ 3-4 คัน แต่ตอนนี้รถแรงสูบเยอะๆเอาผ้าคลุมไว้ก่อนมาใช้รถเล็กๆ ตอนนี้้ต้องใช้รถยนต์ไฟฟ้าไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย และพอเริ่มใช้ ก็ติดใช้รถไฟฟ้า เงียบดี เร่งดี และก็ได้ใช้ฟีเจอร์ในรถไฟฟ้า ฟีเจอร์เยอะ รถรุ่นเก่าเอาไว้ก่อนไม่ไหว 3 กิโลเมตร 1 ลิตรไม่ไหว
ด้าน นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การจับกุมผู้ประกอบการที่กระทำความผิด เมื่อวันที่ 15 มี.ค. กรมธุรกิจพลังงานได้ตรวจพบการลักลอบการกักเก็บน้ำมันที่ไม่ได้รับในพื้นที่ อ.เสาไห้ จ.สระบุรี รวม 3 ราย โดย 2 รายแรกมีปริมาณน้ำมันไม่เกินเกณฑ์ มีการดำเนินการเปรียบเทียบปรับแล้ว ส่วนอีกรายมีการเก็บน้ำมันกว่า 1.8 หมื่นลิตร เข้าข่ายผิดกฎหมาย อยู่ระหว่างการดำเนินคดี ส่วนวันที่ 28 มี.ค. มีการตรวจพบสถานประกอบการลักลอบกักเก็บน้ำมัน 2 แห่ง ในพื้นที่ อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา พบมีถังและแกลลอนบรรจุน้ำมันรวม 60 กว่าถัง พร้อมอุปกรณ์สูบถ่ายจำนวนมาก กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการตามกฎหมาย

