ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ผู้เชี่ยวชาญไวรัสวิทยา เผย โควิด-19 ยังไม่หายไป และยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดพบสายพันธุ์ย่อย BA.3.2 แพร่กระจายได้ง่ายขึ้น หลังซ่อนตัวเงียบมานานกว่า 2 ปี พร้อมอธิบายที่มาฉายา “จั๊กจั่น” เปรียบพฤติกรรมไวรัสโผล่ระบาดเหมือนวงจรชีวิตแมลง
วันนี้ (29 มี.ค.) ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ และหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ โควิด-19 ว่ายังไม่หมดไป และมีแนวโน้มจะอยู่กับมนุษย์ต่อไปในระยะยาว
สำหรับการตั้งชื่อสายพันธุ์ไวรัส นักวิทยาศาสตร์ใช้ระบบ “Pangolin” ซึ่งเป็นการผสมตัวอักษรและตัวเลข เช่น BA.1, BA.2 หรือ BA.5 แต่เนื่องจากเข้าใจยากสำหรับประชาชนทั่วไป องค์การอนามัยโลก จึงกำหนดชื่อเรียกด้วยอักษรกรีก เช่น อัลฟา เบต้า แกมมา และโอมิครอน
ในยุคของโอมิครอน พบการแตกสายพันธุ์ย่อยจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่ม BA ที่มีการกลายพันธุ์ต่อเนื่อง เช่น BA.2.1 หรือ BA.2.8.6 และพัฒนาต่อไปจนเกิดสายพันธุ์ใหม่ๆ อย่าง JN.1 และ NB.1.8.1 ซึ่งสร้างความสับสนในการเรียกชื่อ จึงมีการตั้ง “ชื่อเล่น” เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น
ล่าสุด สายพันธุ์ BA.3 ซึ่งเคยถูกพบตั้งแต่ปี 2024 แต่ไม่แพร่ระบาดมาก ได้กลับมามีบทบาทอีกครั้งหลังเกิดการกลายพันธุ์เป็น “BA.3.2” ที่สามารถแพร่กระจายได้ง่ายขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเริ่มเข้ามาแทนที่สายพันธุ์ย่อยจาก BA.2
ศ.นพ.ยง อธิบายว่า พฤติกรรมของ BA.3.2 คล้าย “จั๊กจั่น” ที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ใต้ดินเป็นเวลานาน ก่อนจะโผล่ขึ้นมาในช่วงสั้นๆ เพื่อแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว จึงมีการตั้งชื่อเล่นว่า “Cicada” หรือ “จั๊กจั่น” เพื่อสะท้อนลักษณะดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ย้ำว่าไวรัสไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับแมลงจั๊กจั่นแต่อย่างใด เป็นเพียงการเปรียบเทียบเชิงพฤติกรรมเท่านั้น
ในด้านความรุนแรงของโรค ระบุว่าสายพันธุ์ใหม่นี้ไม่ได้ทำให้เกิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยแนวโน้มของไวรัสที่กลายพันธุ์โดยทั่วไป มักจะลดความรุนแรงลง แต่เพิ่มความสามารถในการแพร่กระจายแทน
ทั้งนี้ สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย คาดว่าการระบาดของโควิด-19 จะเข้าสู่ช่วงฤดูกาลอีกครั้งหลังเทศกาล สงกรานต์ โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมไปจนถึงกันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่มีอุบัติการณ์สูงเป็นประจำทุกปี
ประชาชนจึงควรเตรียมความพร้อม ดูแลสุขภาพ และเฝ้าระวังการระบาดที่อาจเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

