กทม.สรุปผลศึกษา“รถไฟฟ้าสีเขียว”หลังบีทีเอสหมดสัญญาปี 72 เปิด 2 ทางเลือก ทำสัญญาใหม่ทันที แต่เสี่ยงต้องชดเชยค่าจ้างเดินรถ 1 หมื่นล้านบาท หรือรอสัญญาเดินรถหมดปี 85 ก่อน แต่มีประเด็น ป.ป.ช.สอบฮั้ว จ้างเดินรถ ที่ยังไม่ชี้มูล จับตาเม.ย.นี้ ส่งรายงานการศึกษา”ชัชชาติ”ก่อนเสนอมหาดไทย
รายงานข่าวจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยสำนักการจราจรและขนส่ง (สจร.) ได้ศึกษาและวิคราะห์โครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร หรือรถไฟฟ้าสายสีเขียว เส้นทางหลัก) หลังหมดสัญญาสัมปทาน 30 ปี ที่จะสิ้นสุดปีพ.ศ. 2572 ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 โดยที่ปรึกษาได้สรุปผลการศึฏษาแล้วเมื่อเดือน ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา โดยขณะนี้ อยู่ระหว่างทำรายงานฉบับสุดท้าย หรือ Final Report คาดว่าจะแล้วเสร็จและเสนอกทม.ได้ในเดือน มี.ค. หรืออย่างช้าภายในต้นเดือน เม.ย. 2569 จากนั้น จะนำข้อสรุปผลการศึกษา รายงานต่อนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) รับทราบแนวทางต่อไป
สำหรับผลการศึกษาวิเคราะห์ แนวทางการดำเนินการ สำหรับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่จะสิ้นสุดปี 2572 นั้น เบื้องต้น เห็นว่าระยะเวลาของสัญญาใหม่คือ 30 ปี ,รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) แบบ PPP Gross Cost คือ ภาครัฐรับความเสี่ยงด้านรายได้ทั้งหมด โดยรัฐเป็นผู้จัดเก็บรายได้จากค่าโดยสารหรือค่าบริการเอง แล้วจ่ายค่าจ้าง (Service Fee) ให้เอกชนเป็นงวดตามผลการดำเนินงาน (เดินรถและซ่อมบำรุง) เอกชนจะได้รับรายได้คงที่ตามสัญญา ไม่ขึ้นกับจำนวนผู้โดยสาร
ทั้งนี้ มีข้อเสนอให้ฝ่ายนโยบายตัดสินใจ คือ ประเด็นแรก เวลาที่จะพิจารณาเรื่องสัมปทาน โดยมีแนวคิดออกมา 2 แบบ คือ
แบบที่ 1 เมื่อสัญญาสัมปทานปี 2572 สิ้นสุดลง ให้ดำเนินการ ทำสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวฉบับใหม่ทันที ซึ่งมีแนวทางทั้ง เจรจาต่อสัญญากับรายเดิมคือ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) หรือ เปิดประมูลใหม่ ซึ่งข้อเสียของทางเลือกนี้คือ กทม.ยังมีสัญญาจ้างเดินรถหลังหมดสัญญาสัมปทานเส้นทางหลัก รวมต่อส่วนต่อขยาย 1 และ 2 ไปจนถึงปี 2585 ที่ทำกับ BTSC เมื่อปี 2555 กรณีเลือกดำเนินการต่อสัญญาใหม่ในปี 2572 จะส่งผลให้ต้องยกเลิกสัญญาจ้างเดินรถที่จะสิ้นสุดปี 2585 ทันที ซึ่งกรณีนี้ จะต้องมีการจ่ายชดเชยให้ BTSC คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท
แบบที่ 2 รอจากสัญญาจ้างเดินรถสิ้นสุดในปี 2585 ซึ่งหลักการยังเหมือนเดิม เพียงแต่ว่า การดำเนินการในแบบที่ 2 นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิดผู้เกี่ยวข้อง 12 ราย หลังปรากฎพฤติกรรมหลีกเลี่ยงและไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน 2535 และพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 และเอื้อประโยชน์ให้แก่ BTSC เพียงรายเดียว กรณีทำสัญญาจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว หากในช่วงที่รอหมดอายุสัมปทาน ศาลยุติธรรมตัดสินคดีที่มีผลเป็นลบกับโครงการ ก็อาจจะมีผลกระทบอื่นๆตามมาได้
อย่างไรก็ตาม หลังที่ปรึกษาจัดส่งรายงานการศึกษาฉบับสมบูรณ์จะเร่งรายงานผู้ว่าฯกทม. ตามขั้นตอน เพื่อรายงานต่อไปที่กระทรวงมหาดไทย เพื่อรับทราบถึงแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวต่อไป เนื่องจากปัจจุบันคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 3/2562 เรื่อง การดําเนินการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ถูกยกเลิกไปแล้วตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติบางฉบับที่หมดความจำเป็นและไม่เหมาะสมกับกาลปัจจุบัน 2568 (พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศ-คำสั่ง คสช.) ที่บังคับใช้เมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา โดยสุดท้ายการพิจารณาแนวทางใดก็ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบ
สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว เส้นทางหลัก สายสุขุมวิท ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช และสายสีลม ช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน จำนวน 24 สถานี ระยะทาง 23.5 กม.
ส่วนต่อขยาย 1 ช่วงสะพานตากสิน-บางหว้า แลอ่อนนุช-แบริ่ง จำนวน 11 สถานีระยะทาง 12.75 กม.
ส่วนต่อขยาย 2 ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต จำนวน 16 สถานี ระยะทาง 19 กม. และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ จำนวน 9 สถานี ระยะทาง 13 กม.

