ผู้คนในสังคมไทยกำลังเดือดจัดกับการถูก “ปล้นกลางแดด” ผ่านการขึ้นราคาน้ำมันที่กลุ่มทุนพลังงานกวาดกำไรสต็อก 6.4 หมื่นล้านใน 48 ชั่วโมง แต่ยัง... ยังไม่พอ ยังจะมีปฏิบัติการ “ปล้นเงียบ” ผ่านบิลค่าไฟฟ้าที่ซ่อนหนี้ไว้ในอนาคตอีก นี่ยังไม่นับข้าวของแพงค่าแรงเท่าเดิม จะอยู่กันอย่างไรไหว?
วิกฤตค่าไฟฟ้าเป็นอีกหนึ่งระเบิดเวลาที่มาพร้อมกับราคาน้ำมัน ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เปิดรับฟังความเห็นโมเดลการปรับค่า Ft งวดพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 ไว้ 3 แนวทาง โดยอิงกับการชดใช้หนี้คืนให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นั่นคือ
ทางเลือกที่ 1 (จ่ายคืนหนี้ทั้งหมด) ขึ้นค่าไฟพรวดเดียวเพื่อใช้หนี้ กฟผ. ทั้งหมด คาดว่าค่าไฟจะกระโดดไปแตะ 5.40 - 6.00 บาทต่อหน่วย ซึ่งทางเลือกนี้เป็นไปได้น้อยมากเพราะการเมืองพังแน่ ๆ
ทางเลือกที่ 2 (จ่ายคืนหนี้บางส่วน) ทยอยจ่ายคืนหนี้ กฟผ. ใน 4-7 งวด ค่าไฟจะอยู่ที่ประมาณ 4.18 - 4.50 บาทต่อหน่วย ทางเลือกนี้เป็นการต่อลมหายใจให้ กฟผ.อีกเฮือก
ส่วนทางเลือกที่ 3 คือ ตรึงราคาใกล้เคียงเดิมอยู่ที่ 4.18 บาทต่อหน่วย จากปัจจุบัน 3.88 บาทต่อหน่วย โดยให้ กฟผ. แบกหนี้ต่อไปอีก
ทางเลือกสุดท้าย คงเป็นหนทางที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล อยากเลือกมากที่สุด โดยให้ กฟผ.แบกหนี้ต่อ และบีบให้ ปตท.ลดราคาก๊าซฯปากหลุมหรือลดค่าผ่านท่อลงชั่วคราวเพื่อซื้อเวลาและลดกระแสความไม่พอใจของสังคม เป็นหนังม้วนเดียวกับราคาน้ำมันคือ ฉีดยาแก้ปวด โดยให้กฟผ.แบกหนี้ แทนการผ่าตัดถึงระดับรื้อโครงสร้างราคาก๊าซ หรือ pool gas หรือการลดกำไรของโรงไฟฟ้าเอกชน
อย่าเพิ่งดีใจไปกับทางเลือกตรึงค่าไฟให้ต่ำ เพราะการให้ กฟผ.และ ปตท.แบกหนี้ไปก่อนนั้นมันมีราคาที่ต้องจ่าย สำหรับ กฟผ.และ ปตท.นั้น หนี้ที่กฟผ.แบกแทนประชาชนสะสมทั้งงวดเก่าบวกงวดใหม่สูงถึง 9.5 หมื่นล้าน - 1.3 แสนล้านบาท ส่งผลต่ออันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของหน่วยงานรัฐ ทำให้กู้ยากขึ้นและดอกเบี้ยแพงขึ้น ส่วน ปตท.ที่รัฐบาลสั่งชะลอให้เก็บค่าก๊าซฯจาก กฟผ.ก็ต้องตอบคำถามผู้ถือหุ้นเรื่องกระแสเงินสด
แต่ราคาที่ต้องจ่ายของจริงที่ต้องรับเต็ม ๆ และประชาชนมองไม่เห็น โดยไม่รู้ว่านี่คือการปล้นเงียบ ก็คือ ภาระดอกเบี้ย โดย กฟผ. ต้องจ่ายดอกเบี้ยจากการกู้เงินมาอุ้มค่าไฟเฉลี่ยปีละ 3,000 - 5,000 ล้านบาทต่อปี ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขณะนั้น ดอกเบี้ยเหล่านี้เป็นต้นทุนที่ถูกบวกกลับเข้าไปในโครงสร้างค่าไฟฟ้าในอนาคต หรือใช้เงินภาษีอุดหนุนทางอ้อมผ่านงบประมาณแผ่นดิน สรุปแล้วผู้ใช้ไฟต้องแบกรับทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยบานตะไทต่อไปเรื่อย ๆ
ความจริงอันน่าปวดใจ ขณะที่ค่าไฟฟ้าแพงระยับ กลับมีกลุ่มทุนพลังงานที่ได้ประโยชน์เต็ม ๆ นั่นคือ บริษัทโรงไฟฟ้าเอกชน (IPP/SPP) ที่ขายไฟให้ กฟผ. ซึ่งโชว์ผลกำไรอู้ฟู่ระดับ All-time High และปันผลสม่ำเสมอ
ตามมาดูกันสักหน่อยว่ากลุ่มทุนไหนรวยไม่รู้เรื่องกันบ้าง
เบอร์หนึ่ง คือGULF (กัลฟ์)โชว์กำไรสุทธิปี 2568 สูงถึง 86,562 ล้านบาท (รวมกำไรพิเศษจากการควบรวม) และตั้งเป้าปี 2569 รายได้จะโตต่ออีก 10-15% พร้อมจ่ายปันผลสูงถึง 3.25 บาท/หุ้น
ตามมาด้วยBGRIM & GPSCในช่วงไตรมาสแรกปี 2568 ฟาดกำไรโตแรงสวนกระแสต้นทุน โดย GPSC มีกำไรในปี 2567 ทะลุ 4,000 ล้านบาท และคาดว่าปี 2568 จะยิ่งดีขึ้นจากค่าไฟที่ยังทรงตัวสูง
แต่ความลักลั่นที่เจ็บปวดที่สุดคือบริษัทไฟฟ้าที่ กฟผ. ถือหุ้นอยู่ โดยมีฐานะเป็นบริษัทลูกและเป็น “บริษัทเอกชน” ซึ่งมีกำไรมหาศาลแต่จ่ายปันผลคืนให้ กฟผ. เพียงบางส่วน ในขณะที่บริษัทแม่ติดหนี้แสนล้าน
บริษัทลูกของ กฟผ. ที่ขายไฟให้ กฟผ. เป็น “อัฐยายซื้อขนมยาย”กำไรคือเอา ส่วนภาระต้นทุนทั้งหมดโยนให้ผู้ใช้ไฟรับไป อาทิRATCH (ราช กรุ๊ป)ประกาศกำไรปี 2568 ที่ 6,220 ล้านบาท และยังเดินหน้าจ่ายปันผลต่อเนื่องอีก 0.80 บาท/หุ้น ส่วนEGCO (เอ็กโก กรุ๊ป)กางผลงานปี 2568 กำไรสุทธิพุ่ง 4,700 ล้านบาท พร้อมอัดงบลงทุนปี 2569 อีก 3 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายพอร์ต
เป็นที่รู้กันดีว่า สาเหตุที่ทำให้ กฟผ.แบกหนี้ และบริษัทเอกชนอู้ฟู่ เกิดจากโครงสร้างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ที่รัฐไม่กล้าแตะ เป็นสัญญาที่แม้เอกชนไม่ได้ปั่นไฟแต่กฟผ.ต้องจ่าย โดยในปี 2568 มีรายงานว่า กฟผ. ต้องจ่ายเงินให้โรงไฟฟ้า IPP ที่ไม่มีการผลิตไฟฟ้าเกิดขึ้นเลย (ค่าความพร้อมจ่าย) เป็นเงินสูงถึง 18,374 ล้านบาท เพื่อรักษาสัญญาที่ทำไว้ล่วงหน้า และ IPP ไม่ต้องรับความเสี่ยงใดๆ เมื่อเกิดวิกฤตพลังงาน
ขุมทรัพย์พลังงานไฟฟ้า ถามว่า บมจ.สเตคอน กรุ๊ป (STECON) และบริษัทในเครือของตระกูลชาญวีรกูล เข้ามามีส่วนร่วมด้วยหรือไม่
ต้องตอบว่า แม้ STECON จะไม่ได้เป็นคู่สัญญาขายไฟโดยตรง (PPA) แต่เป็นผู้รับเหมาหลัก (EPC Contractor) ในการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ขายไฟให้ กฟผ. นั่นคือโรงไฟฟ้าปลวกแดง (Gulf PD) โดย STECON เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ขนาด 2,650 เมกะวัตต์ ของกลุ่ม GULF ซึ่งเป็นคู่สัญญาขายไฟให้ กฟผ. ภายใต้โครงการผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP)
สินค้า ค่าครองชีพแพง “อนุทิน” เตรียมพัง
หน่วยงานวิเคราะห์เศรษฐกิจชั้นนำหลายแห่ง ประเมินว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันอย่างรุนแรงในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง ในแง่ผลกระทบต่อจีดีพี (GDP) และการเติบโตของเศรษฐกิจ แม้ช่วงต้นปี 2569 SCB EIC และ KKP Research จะปรับเพิ่มเป้า GDP ปี 2569 เป็น 1.8% จากเดิม 1.5% แต่สถานการณ์น้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะถูกหั่นเป้าลงอีกครั้ง
ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย หากราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีสูงถึง 110-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จีดีพีไทยเสี่ยงจะลดลงจากกรณีฐานราว -0.6% ถึง -0.9% ตามการวิเคราะห์ของ วิจัยกรุงศรี ส่วนความเสี่ยงระดับรุนแรง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่าหากราคาน้ำมันยืนเหนือ 130 ดอลลาร์ฯ เป็นเวลานาน จีดีพีไทยอาจเติบโต ใกล้ 0% หรือเผชิญภาวะถดถอยเชิงเทคนิค
ขณะเดียวกัน การปรับขึ้นราคาน้ำมันแบบสายฟ้าแลบ รวม 8 บาทภายใน 48 ชั่วโมง (24-25 มีนาคม 2569) คือ “สึนามิต้นทุน” ที่จะซัดเข้าใส่ทุกภาคส่วนอย่างรุนแรงและรวดเร็วโดยต้นทุนการผลิตและก่อสร้างจะพุ่งพรวดขึ้นจากผลกระทบหนักสองเด้ง คือ ค่าขนส่งวัสดุ (ทราย, หิน, ปูน) และ ค่าน้ำมันเครื่องจักรหนัก รวมถึงราคา ยางมะตอย ที่อ้างอิงราคาน้ำมันดิบ คาดว่าต้นทุนโครงการก่อสร้างอาจเพิ่มขึ้น 5-10% ทันที
สำหรับภาคขนส่งและโลจิสติกส์ ต้นทุนจะดีดตัวขึ้นทันทีประมาณ 15-25% เนื่องจากน้ำมันคือต้นทุนหลัก ราว 40-50% ของการเดินรถ ในภาคอุตสาหกรรมต้นทุนการผลิตสินค้าพุ่งขึ้นตามค่าขนส่งและวัตถุดิบต้นน้ำ (ปิโตรเคมี) รวมถึงค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ที่จ่อปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงาน คาดว่าราคาสินค้าหน้าโรงงานจะปรับขึ้นเฉลี่ย 10-15%
อัตราเงินเฟ้อมีโอกาสเร่งตัวขึ้นไปที่ระดับ 3.0–4.5% จากเดิมคาดไว้ที่ 0.2% ส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นราว 6–8% นักวิเคราะห์คาดว่าเงินเฟ้อจะดีดตัวไปแตะ 5-7% ในช่วงไตรมาสถัดไป
ต้นทุนที่พุ่งพรวดขึ้นอย่างก้าวกระโดด กดดันให้มาตรการควบคุมราคาสินค้า 59 รายการ ที่ประกาศก่อนหน้านี้ของกระทรวงพาณิชย์ เสี่ยงเป็นหมัน เพราะเมื่อต้นทุนขนส่งและวัตถุดิบพุ่งแรง ผู้ผลิตจะเผชิญภาวะยิ่งขายยิ่งขาดทุน หากรัฐบังคับคุมราคา ผลที่ตามมาคือสินค้าจะขาดตลาด เพราะผู้ผลิตหยุดผลิตหรือกักตุนสินค้าไว้ขายเมื่อรัฐยอมให้ขึ้นราคา ส่วนร้านค้าปลีกและร้านอาหารจะปรับราคาล่วงหน้าไปก่อนโดยอ้างน้ำมันแพง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ไม่มีเจ้าหน้าที่เพียงพอที่จะไปไล่ตรวจจับได้ทั่วประเทศ
ขณะที่การงัด “ธงฟ้า ราคาประหยัด” มาช่วยเหลือในยามวิกฤตนี้ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็คงไม่ได้ช่วยอะไรสักเท่าไหร่ เพราะมาตรการนี้เป็นเหมือน “ยาสามัญประจำบ้าน” หรือ “ยาหลอก” ของกระทรวงฯ ที่ไม่อาจสู้วิกฤตและกู้ชีพประชาชนได้
มาตรการคุมราคาจะเป็นเพียง“กระดาษแผ่นเดียว” หากรัฐบาลไม่สามารถจัดการที่ต้นตอคือ ราคาพลังงานและกำไรลาภลอยจากการกักตุนได้จริง การปล่อยให้กลุ่มทุนน้ำมันได้กำไรสต็อก 6.4 หมื่นล้าน ในขณะที่ไล่บี้ไม่ให้แม่ค้าขึ้นราคาอาหาร 5 บาท จะนำไปสู่วิกฤตทางการเมือง และจุดจบของรัฐบาลนายอนุทิน อาจมาไวกว่าที่คาดคิด
ตอนนี้รัฐบาลนายอนุทิน กำลังพยายามซื้อเวลาอย่างถึงที่สุด โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศแนวทางช่วยเหลือครอบคลุม 5 กลุ่มเป้าหมายหลัก แยกเป็น
หนึ่ง ภาคการขนส่งและรถสาธารณะ และโลจิสกส์โดยกระทรวงคมนาคม รวบรวมฐานข้อมูลผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบประกอบด้วยรถบรรทุก 360,000 ราย และรถโดยสารประจำทางสาธารณะเกือบ 30,000 ราย และครอบคลุมกลุ่มรถตู้ รถแท็กซี่และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง
กลุ่มนี้ รัฐบาลเตรียมแจกคูปองส่วนลดสำหรับผู้ประกอบการขนส่งและรถสาธารณะ เร่งกระจายน้ำมันดีเซล B20 ผ่านช่องทางขายส่ง ในราคาที่ถูกกว่าปกติประมาณ 5 บาทต่อลิตร เพื่อใช้ในกลุ่มรถบรรทุกและเรือขนส่ง และอนุญาตให้รถบรรทุกน้ำมันวิ่งได้ 24 ชั่วโมงทั่วประเทศจนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2569 เพื่อให้การกระจายน้ำมันไหลลื่น
สอง ภาคการเกษตรให้กระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานหลักจัดหาปุ๋ยราคาถูก และส่งเสริมเกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดต้นทุน ควบคู่กับสิทธิความช่วยเหลือหมวดกลุ่มเปราะบาง
สาม ประมงหนุนชาวประมงเปลี่ยนมาใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ดีเซลผสมน้ำมันปาล์ม 20% ทดแทนการใช้น้ำมันเขียว
สี่ กลุ่มเปราะบางช่วยเหลือผ่านกลไก “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือบัตรคนจน มีฐานข้อมูลผู้รับสิทธิ 13.4 ล้านคนทั่วประเทศ โดยจะเติมเงินเข้าบัตร และอาจนำไปทบในกระเป๋าเงินย่อย เช่น หมวดค่าใช้จ่ายสำหรับค่าอาหารหรือค่าไฟฟ้า เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพ
ห้า ผู้รับเหมาก่อสร้างที่รับงานโครงการของรัฐซึ่งกำลังเผชิญกับปัญหาราคาต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น สำนักงบประมาณจะเข้ามาดูแลผ่านการปรับ “ค่า K” ค่าดัชนีราคาที่ใช้คำนวณค่างานก่อสร้าง เพื่อชดเชยต้นทุนตามกลไกของสัญญาก่อสร้างภาครัฐ
ตีเนียนอุ้ม STECON ของตระกูลชาญวีรกูล
ในกลุ่มที่ช่วยเหลือข้างต้น คำถามยิงตรงไปยังกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างที่รับงานโครงการของรัฐ การเลือกช่วยเหลือกลุ่มนี้เท่ากับการช่วยอุ้มกลุ่ม STECON - บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ของตระกูลชาญวีรกูล ใช่หรือไม่?
บมจ. สเตคอน กรุ๊ป มีบริษัท ซี.ที. เวนเจอร์ จำกัด (19.33%) ถือหุ้นเป็นอันดับ 1 ซึ่งบริษัทนี้มีทายาทของนายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายเศรณี และ น.ส.นัยน์ภัค) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ส่วนผู้ถือหุ้นอันดับ 2 คือ UBS AG Singapore Branch (10.59%) และตระกูลชาญวีรกูล (รวม 23.6%) ถือหุ้นรวมกันผ่านบุคคลและนิติบุคคลต่างๆ
ปัจจุบัน STECON (เดิมคือ ซิโน-ไทย หรือ STEC) เป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่รับเหมาก่อสร้างที่มีงานในมือ (Backlog) สูงกว่า 100,000 ล้านบาท โดยโครงการส่วนใหญ่เป็นโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐ เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และสายสีม่วง, โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงนครปฐม-หัวหิน และประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร, โครงการมอเตอร์เวย์ สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) และโครงการทางยกระดับอื่นๆ เป็นต้น
โครงการที่กล่าวมาข้างต้นมีมูลค่าหน้าสัญญาเฉพาะส่วนของ STECON รวมกันไม่ต่ำกว่า 50,000 - 70,000 ล้านบาท ซึ่งล้วนเป็นโครงการที่รัฐบาลระบุให้ได้รับความช่วยเหลือเรื่องค่า K
สำหรับอัตราค่า K หากดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างและพลังงานพุ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน (ซึ่งปรับขึ้น 8 บาท/ลิตร) การจ่ายชดเชยค่า K เพียง 3–5% ของมูลค่างานที่เหลือ ก็อาจหมายถึงเม็ดเงินภาษีมูลค่า หลายพันล้านบาท ที่ไหลไปสู่บริษัทได้
การที่ STECON มีโครงการรัฐในมือมหาศาล ย่อมหมายความว่าบริษัทจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากมาตรการ “อุ้มผู้รับเหมา” ไม่ว่าจะเป็นการได้ค่าชดเชยค่า K เพิ่มขึ้น หรือการรักษาสภาพคล่องโครงการ ซึ่งถือเป็นกรณี Conflict of Interest ที่โจ่งแจ้งที่สุดกรณีหนึ่งในวิกฤตพลังงานครั้งนี้
ดังนั้น คงไม่เกินเลยสักเท่าใดนัก หากจะบอกว่า มาตรการช่วยเหลือนี้ เป็นความพยายามของรัฐบาลนายอนุทิน ที่ตี “เนียน” แฝงนโยบายอุ้มกลุ่มทุนใหญ่ไปพร้อมกับงานสงเคราะห์ประชาชน แม้ในทางกฎหมาย นายอนุทิน จะระบุว่าได้จัดการทรัพย์สินตามระเบียบ แต่ STECON ยังคงเป็นอาณาจักรทางธุรกิจของตระกูลชาญวีรกูล ที่ได้รับสัมปทานรัฐอย่างต่อเนื่อง
นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส. แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ตั้งข้อกังขาว่า ทำไมกลุ่มที่รัฐบาลจะช่วยเหลือกลุ่มแรก ๆ จึงมีกลุ่มผู้ได้รับสัมปทานก่อสร้างภาครัฐนี้โผล่ขึ้นมาโดยไม่มีคำอธิบาย จะตอบสังคมอย่างไร นี่คือการทำงานด้วยความเชี่ยวชาญ หรือเป็นการใช้ผลประโยชน์นำ
คงเป็นแบบนี้ถึงได้บอกว่า “รวยไม่ไหวแล้ว!”

