xs
xsm
sm
md
lg

เคาะ 3 สูตรคำนวณค่าไฟฟ้า สะท้อนต้นทุนแท้จริง วอนช่วยกันประหยัดพลังงาน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กกพ. เคาะ 3 สูตรค่าไฟใหม่รับหน้าร้อน หลังต้นทุนพลังงานโลกพุ่ง อาจปรับขึ้นสูงสุด 4.59 บาทต่อหน่วย กระทบค่าครองชีพถ้วนหน้า ชวนคนไทยร่วมใจประหยัดพลังงานเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย

สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางทำให้ต้นราคาพลังงานสูงขึ้นต่อเนื่อง และเวลานี้ได้ส่งผลมาถึงค่าไฟฟ้าที่จำเป็นต้องมีการปรับสูตรการคำนวณใหม่ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยในเรื่องนี้ นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.)ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า แม้ต้นทุนเชื้อเพลิง โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกและราคา LNG จะปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์พลังงานโลก ประกอบกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อค่าไฟฟ้าในงวดถัดไป แต่ กกพ. ยังมีเครื่องมือและกลไกในการบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ทั้งการพิจารณาใช้เงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) และการทยอยบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) อย่างเหมาะสมส่งผลให้ กกพ. สามารถรักษาสมดุลระหว่างการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงกับการดูแลค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพทางการเงินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ควบคู่ไปกับความมั่นคงของระบบพลังงานในภาพรวมได้

นายพูลพัฒน์ กล่าวว่า ในการประชุม กกพ. ครั้งที่ 10/2569 มีมติให้เปิดรับฟังความคิดเห็นค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที่) สําหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสําหรับงวด พฤษภาคม-สิงหาคม 2569 เป็น 3 กรณี โดยเรียกเก็บที่ 3.95 - 4.59 บาทต่อหน่วย ตามต้นทนเชื้อเพลิง โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกและราคา LNG ปรับตัวสูงขึ้นสถานการณ์พลังงานโลก ประกอบกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เป็นปัจจัยกดดัน

กรณีที่ 1 ค่า Ft 80.60 สตางค์ต่อหน่วย ชดเชยต้นทุนคงค้าง (AF) ที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ.35,928 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 50.94 สตางค์ต่อหน่วย ทั้งหมดภายในเดือนเมษายน 2569 เมื่อรวมค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยไม่รวมภาษีมลค่าเพิ่มเป็น 4.59 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 18% จากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย

กรณีที่ 2 ค่า Ft 29.66 สตางค์ต่อหน่วย กฟผ. รับภาระต้นทุน AF กฟผ. เมื่อรวมค่าไฟฟ้าฐานจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.08 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 5% จากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย

กรณีที่ 3 ให้ กฟผ รับภาระต้นทน AF คงค้างสะสมจํานวน 35,928 ล้านบาท หรือคิดเป็น 50.94 สตางค์ต่อหน่วย ไว้แทนประชาชนก่อน และให้ กกพ. นําเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่การไฟฟ้าเก็บรักษาไว้ (Claw back) ทั้งหมด 9,472 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์/หน่วย มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลก เมื่อรวมค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.95 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 2% จากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วยในงวดปัจจุบัน หรือประมาณ 200 บาทต่อครัวเรือน

นายพูลพัฒน์ กล่าวว่า กกพ.จะเปิดรับฟังความเห็นทางเว็บไซต์ กกพ. วันที่ 25-31 มีนาคม 2569 จากนั้นจะสรุปและประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป โดยหากรัฐบาลมีนโยบายตรึงราคาค่าไฟให้อยู่ในระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย หรือ 7 สตางค์ต่อหน่วยต่อไป วงเงินประมาณ 4,600-5,000 ล้านบาทนั้น หรือหน่วยละประมาณ 700 ล้านบาท รัฐบาลต้องใช้มาตรการทางการเงินเข้ามาช่วย ส่วนจะแนวทางใดอยู่ที่รัฐบาลจะดำเนินการ ขณะเดียวกัน หากรัฐบาลจะมีนโยบายให้กลุ่มผู้ใช้ไฟน้อยไม่เกิน 200 หน่วย คิดเป็น 14 ล้านครัวเรือน และไม่เกิน 300 หน่วย คิดเป็น 17 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 80% ของครัวเรือนทั้งระบบที่มีอยู่ 22 ล้านครัวเรือน รัฐบาลต้องหางบประมาณมาสนับสนุนเช่นกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญคือ ประชาชนต้องประหยัดพลังงาน ใช้ไฟน้อยลง โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนที่ค่าไฟจะเพิ่มขึ้นตามสูตรอัตราก้าวหน้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานหนักขึ้น ค่าไฟในบิลจะสูงขึ้นแน่นอน