xs
xsm
sm
md
lg

สหรัฐฯค่อยๆเจ็บปวด! เตือนแคลิฟอร์เนียเสี่ยงเจอวิกฤตขาดแคลนพลังงาน ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เชฟรอน คอร์ปอเรชั่น ออกคำเตือนตรงไปตรงมาถึงแคลิฟอร์เนีย ว่ารัฐแห่งนี้กำลังมุ่งหน้าด้วยความรวดเร็วสู่วิกฤตพลังงาน จนกว่าสงครามที่สหรัฐฯและอิสราเอลเปิดศึกกับอิหร่านจะคลี่คลาย

บริษัทน้ำมันรายใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก ส่งสัญญาณว่าอาจถอนตัวจากปฏิบัติการกลั่นน้ำมันในรัฐแห่งนี้ เว้นแต่รัฐบาลกลางและรัฐบาลแคลิฟอร์เนียจะลดภาษีและผ่อนคลายกฎระเบียบลงอย่างมาก

ทั้งนี้ด้วยแคลิฟอร์เนียนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปมาจากเอเชีย คิดเป็นสัดส่วนราวๆ 20% ดังนั้นความปั่นป่วนใดๆในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลก ซึ่งถูกซ้ำเติมจากความขัดแย้งในอิหร่าน กำลังส่งผลกระทบกับอย่างหนักต่อรัฐแห่งนี้

ศูนย์กลางการกลั่นน้ำมันหลักๆในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น จีน, สิงคโปร์ และอินเดีย ต่างขาดแคลนเบนซิน, ดีเซล และเชื้อเพลิงเครื่องบิน ดังนั้นรัฐแคลิฟอร์เนียของผู้ว่าการรัฐกาวิน นิวซัม จึงได้รับผลกระทบอย่างจัง ในขณะที่รัฐๆอื่นๆทั่วสหรัฐฯก็พยายามดิ้นรนรับมือกับปัญหานี้เช่นกัน

ปัจจุบันรัฐแคลิฟอร์เนีย เหลือโรงกลั่นน้ำมันเพียงแค่ 7 แห่ง จากราวๆ 40 แห่งเมื่อหลายทศวรรษก่อน และในนั้น 6 แห่ง ส่งสัญญาณว่ามีแผนจะปิดปฏิบัติการเช่นกัน เนื่องจากนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดของรัฐ ซึ่งมุ่งสู่พลังงานสะอาด ประกอบกับต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้นจากการปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆนานา

เวลานี้รัฐแคลิฟอร์เนีย นำเข้าปิโตรเลียมคิดเป็นสัดส่วนถึง 75% ก๊าซธรรมชาติคิดเป็นสัดส่วน 90% และไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วน 30% แม้นหากมีการคืนชีพกำลังผลิตน้ำมันนอกชายฝั่ง ตามคำสั่งบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่หากปราศจากโครงสร้างพื้นฐานปลายน้ำ การฟื้นกำลังผลิตก็ไร้ความหมาย "รัฐบาลกลางต้องคืนชีพห่วงโซ่อุปทานโดยสมบูรณ์ หรือไม่ก็เฝ้าดูให้แคลิฟอร์เนียกลายมาเป็นภาระด้านความมั่นคงทางพลังงานใหญ่ที่สุดของอเมริกา

ในรายการพอดแคสต์และข้อความที่โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ สตู ทูร์ลีย์ เจ้าของรายการ Energy News Beat พูดอย่างชัดเจนว่า "นี่คือวิกฤตความมั่นคงทางพลังงานที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การล่มสลายของโรงกลั่นน้ำมันในแคลิฟอร์เนีย อันตรายไม่ต่างจากตัวสงครามอิหร่านเอง"

"โรงกลั่นที่เหลืออยู่ 6 จาก 7 แห่ง มีแผนจะหยุดปฏิบัติการ การนำเข้าจากโรงกลั่นในเอเชียอยู่ในภาวะสั่นคลอน ไม่อาจเติมเต็มช่องว่าง ท่อส่งและคลังน้ำมันที่มีอยู่ไม่สามารถรองรับปริมาณการขนส่งได้" และ "การปิดปฏิบัติการแค่แห่งเดียวก็ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งทะยานแล้ว ดังนั้นการปิดปฏิบัติการของโรงกลั่นที่เหลือ จะเป็นเรื่องปวดหัวในระดับภูมิภาค ให้กลายเป็นหายนะระดับประเทศ" เขากล่าว

แม้ประธานาธิบดีทรัมป์ สั่งระงับการโจมตีเพิ่มเติมเล่นงานโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานของอิหร่าน พร้อมขีดเส้นตายให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่การลดสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เป็นเพียงครึ่งทางของการต่อสู้ ยังมีประเด็นภายในอื่นๆให้ต้องจัดการ

นักวิจารณ์รายนี้แนะนำว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องรวมอุตสาหกรรมปลายน้ำทั้งหมดเข้าไว้ในกรอบของรัฐบาลกลาง โรงกลั่น ท่อลำเลียง สถานีน้ำมันและคลังน้ำมัน ต้องได้รับการคุ้มครองในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของชาติอันสำคัญ กฎระเบียบ CARB มาตรฐานการปล่อยมลพิษที่เข้มงวดของรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นตัวผลักดันให้ต้องปิดโรงกลั่นมากกว่าสงครามต่างแดนไหนๆ

เขากล่าวต่อว่า มาตรฐานเชื้อเพลิงคาร์บอนด์ระดับต่ำที่เอื้อมไม่ถึง ระบบจำกัดและซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยมลพิษ และการชะลอออกใบอนุญาตอย่างไม่รู้จบ ทำให้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่บริษัทต่างๆอย่างเชฟรอนจะดำเนินธุรกิจต่อไป กฎระเบียบนี้ไม่ได้ปกป้องสิ่งแวดล้อม แต่มันเป็นเพียงการส่งออกการปล่อยมลพิษจากกระบวนการกลั่นและตำแหน่งงานของแคลิฟอร์เนีย ไปยังเอเชีย ปล่อยให้ผู้ขับขี่อเมริกาและกองทัพสหรัฐฯอยู่ในภาวะอ่อนแอ

หากปราศจากการเข้าแทรกแซงของรัฐบาล ยกเลิกกฎระเบียบ CARB, หยุดการปิดโรงกลั่นและปฏิบัติการท่อลำเลียง วิกฤตเชื้อเพลิงจะลุกลามไปทั่วประเทศ ปัญหาขาดแคลนดีเซลจะกระทบต่อภาคการเกษตรและการขนส่งสินค้า เชื้อเพลิงเครื่องบินตึงตัวจะทำให้เครื่องบินต้องงดบิน และคุกคามความพร้อมของกองทัพ ราคาเบนซินจะก่อความเดือดร้อนแก่ทุกครัวเรือน ไล่ตั้งแต่ซานดิเอโก ไปจนถึง ซาคราเมนโต

(ที่มา:บลูมเบิร์ก)