อ.พิชาย นักวิชาการดัง ชำแหละวิกฤตน้ำมันขาดแคลน ตั้งคำถามจี้จุดตาย ส่วนต่าง 17 ล้านลิตรหายไปไหน? อัดรัฐบาลสอบตกแก้ปัญหาช้า จี้ถามเหตุใดไม่เก็บ ภาษีกำไรส่วนเกิน จากบริษัทพลังงานคืนสู่สังคม ลั่นวิกฤตนี้พิสูจน์ชัด รัฐขาดเจตจำนงทางการเมืองที่จะยืนข้างประชาชน
วันนี้ (25 มี.ค.) เฟซบุ๊ก “พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต” ซึ่งเป็นนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ได้ออกมาโพสต์เกี่ยวกับวิกฤตปัญหาน้ำมันที่กำลังแคลนขาดอย่างหนัก โดยระบุว่า “น้ำมันหาย หรือความจริงหาย?
ตัวเลขมันไม่โกหก แต่คนที่อธิบายตัวเลข อาจเลือกจะไม่พูดทั้งหมดจาก 67 ล้านลิตรต่อวัน พุ่งเป็น 84 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนต่าง 17 ล้านลิตร
คำถามง่าย ๆ แต่เจ็บลึก น้ำมัน 17 ล้านลิตรนี้ “หายไปไหน”?
คำตอบของรัฐกลับง่ายกว่านั้นอีก “ประชาชนกักตุน”
ราวกับว่าคนทั้งประเทศ พร้อมใจกันซ่อนน้ำมันไว้ใต้เตียงคนละแกลลอนสองแกลลอนจนระบบทั้งระบบสะดุด
แต่ในเวลาเดียวกัน รัฐเพิ่งจะเริ่ม “ขอข้อมูล” จากผู้ค้ากว่า 200 ราย เพื่อตามรอยว่า น้ำมันถูกผลิต ขาย และไหลไปที่ไหน
สัปดาห์ที่ 4 ของวิกฤต รัฐเพิ่งเริ่ม “นับของ” นี่ไม่ใช่ภาพของการควบคุมสถานการณ์ แต่มันคือภาพของ การวิ่งไล่เงาของปัญหา
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อราคาน้ำมัน “ต้องขึ้น” คำอธิบายคือ กองทุนติดลบตลาดโลกบีบ ประเทศเพื่อนบ้านขึ้นหมดแล้ว แต่เมื่อถูกถามว่า ทำไมไม่เก็บ “ภาษีกำไรส่วนเกิน” จากบริษัทพลังงาน คำตอบกลับกลายเป็น
“เดี๋ยวเขาจะขาดทุน”
นี่คือจุดที่เรื่องทั้งหมดพลิกจาก “เศรษฐศาสตร์” กลายเป็น “การเมืองของการเลือกข้าง” เพราะภาษีลาภลอย ไม่เคยทำให้ใครขาดทุน มันแค่ทำให้ “กำไรที่ล้นเกิน” ถูกแบ่งคืนสังคม
แต่ในระบบนี้
กำไรของทุน = สิ่งที่ต้องปกป้อง
ความเดือดร้อนของประชาชน = สิ่งที่ต้องขอความร่วมมือให้เข้าใจ
และสุดท้ายเมื่อรัฐไม่รู้ว่าน้ำมันหายไปไหน สิ่งเดียวที่รัฐมั่นใจคือประชาชนควรใช้น้ำมันให้น้อยลง นี่ไม่ใช่คำแนะนำ แต่มันคือการ “ย้ายความผิด” จากโครงสร้างลงมาที่ปัจเจกจากระบบพลังงานลงมาที่คนตัวเล็ก
บางทีน้ำมันอาจไม่ได้หายไปไหนแต่สิ่งที่หายไปจริง ๆ คือความสามารถของรัฐในการมองเห็นความจริงทั้งระบบและความกล้าที่จะจัดการกับอำนาจที่อยู่เหนือระบบนั้น
เพราะในท้ายที่สุดวิกฤตนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าประเทศไทยขาดน้ำมันแต่มันกำลังพิสูจน์ว่าประเทศไทยขาด “เจตจำนงทางการเมือง” ที่จะเลือกยืนข้างประชาชนจริง ๆ”

