xs
xsm
sm
md
lg

อนุทิน-พิพัฒน์ "น้ำมันเต็มปั๊ม" กี่โมง? ดูทรงจะไม่รอดเพราะ "ไอ้โม่ง" อยู่ข้างตัว?!! ** “พรรคส้ม” ลุ้นระทึกคดียุบพรรค นับถอยหลัง กกต.ลงมีด!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


พิพัฒน์ รัชกิจประการ - อนุทิน ชาญวีรกูล - ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ข่าวปนคน คนปนข่าว

++ อนุทิน-พิพัฒน์ "น้ำมันเต็มปั๊ม" กี่โมง? ดูทรงจะไม่รอดเพราะ "ไอ้โม่ง" อยู่ข้างตัว?!!

ประเด็นที่คนไทยทั้งประเทศจับตามองด้วยความโกรธเคือง คือการหายไปของน้ำมันดีเซลในปั๊ม แม้แต่ใน กทม.ไปแถบชานเมือง และต่างจังหวัด จนเกิดภาพแถวรถยาวเหยียดที่รอเติมน้ำมัน จนกลายเป็นไวรัลว่อนในโซเชียลฯ สวนทางกับคำยืนยันของ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ที่นั่งหัวโต๊ะศูนย์แก้วิกฤตน้ำมัน ที่ออกมาประกาศก้องมื่อวันจันทร์ (23 มี.ค.) ว่า "ภายในสัปดาห์นี้ น้ำมันจะกลับมาเต็มปั๊มแน่นอน"

พิพัฒน์ รัชกิจประการ
ล่าสุด “พิพัฒน์” ก็ยังย้ำ อวย “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการว่าภายในสัปดาห์นี้ ไม่ให้เห็นว่าสถานีบริการใด ที่บอกว่าไม่มีน้ำมันขาย!!

นี่ผ่านมาสองวันสถานการณ์ตามปั๊มต้องบอกว่า...เหมือนเดิม!

ความจริงยังมีหนึ่งเดียว ประชาชนไปปั๊มแล้วไม่มีน้ำมันให้เติม ก็ไม่รู้ว่าหากผ่านพ้นสัปดาห์นี้ไปแล้ว ยังพบป้าย "น้ำมันหมด" หรือ “อยู่ระหว่างขนส่ง” แขวนหราอยู่หน้าปั๊ม เชื่อได้เลยว่ามหกรรมทัวร์ลงครั้งใหญ่คงเลี่ยงไม่ได้ และ คนที่จะโดนเช็กบิลหนักที่สุดคงไม่พ้นคนพูดนั่นเอง “อนุทิน-พิพัฒน์”

นอกจากประเด็น “คำมั่น” ที่มาถึงครึ่งทาง สัปดาห์นี้ดูแล้วไม่น่ารอด คนนินทาหมาดูถูก เชื่อถือเอาอะไรไม่ได้ กับการบริหารจัดการ "แบบหนูหนู" เหมือนเมื่อคราวน้ำท่วมหาดใหญ่

เรื่อง น้ำมันหายจากปั๊มไปไหน? และ “ไอ้โม่ง” ก็กำลังจะถูกขยี้หนัก

ข่าววงในปูดมาว่า กระบวนการกักตุนน้ำมันรายใหญ่ในพื้นที่ จังหวัดอ่างทองที่ถูกเจ้าหน้าที่ บก.ปคบ. บุกทลายไปเมื่อไม่กี่วันก่อน งานนี้ไม่ใช่แค่การกักตุนเพื่อเก็งกำไรธรรมดา แต่ “ไอ้โม่ง” ที่อยู่เบื้องหลังโยงใยสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับบุคคลที่มีชื่อติดโผ “ครม.อนุทิน2” ที่กำลังจะคลอดในเร็วๆ นี้

อนุทิน ชาญวีรกูล
มีกระแสข่าวลือหนาหูว่า "ไอ้โม่ง" รายนี้ อาจจะเป็นทุนรอนสำคัญให้กับกลุ่มการเมืองบางขั้ว เพื่อแลกกับเก้าอี้กระทรวงเกรด A ทางเศรษฐกิจ ซึ่งแว่วว่า “พรรคส้ม” หรือพรรคประชาชน เตรียมจะนำไปจุดชนวนอภิปรายญัตติด่วน ในวันนี้ (25 มี.ค.) ด้วย
กรณีที่อ่างทอง ต้องบอกว่า คลังน้ำมันที่ซุกสต็อกไว้กว่า 3.3 แสนลิตร มูลค่ากว่า 12.5 ล้านบาทนั้น มันทำให้คำยืนยันของรัฐบาลที่ว่า “ไม่มีไอ้โม่ง”... “ไม่มีการกักตุน” ฟังไม่ขึ้น

ยิ่งดูจาก"พฤติกรรม" ที่ลึกลับซับซ้อน "สำแดงเท็จ" โดยพบว่าน้ำมันล็อตนี้ถูกสั่งซื้อจากคลังใหญ่ของโรงกลั่นรวม 7 ครั้ง ระบุปลายทางต้องไปลงที่เขตกรุงเทพฯ แต่ไฉนเลยคนขับรถกลับ "เลี้ยวผิดทาง" เอามาลงที่คลังในอ่างทองแทน! ต้องมีใครที่ “เส้นใหญ่” ออกใบสั่ง!!

สัปดาห์นี้ จึงไม่ใช่แค่การติดตามทวงถามว่า "น้ำมันเต็มปั๊ม" กี่โมง? ตามสัญญาของ “อนุทิน-พิพัฒน์” แต่คือการพิสูจน์ฝีมือของรัฐบาลอนุทิน ว่าจะจัดการกับ "ไอ้โม่ง" ในเงามืดได้จริงหรือไม่

หรือสุดท้าย "ไอ้โม่ง" ที่ว่า จะกลายเป็นคนกันเอง ที่นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีอยู่ข้างๆ กัน!

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร
++ “พรรคส้ม” ลุ้นระทึกคดียุบพรรค นับถอยหลัง กกต.ลงมีด!?

นับตั้งแต่ความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา สถานการณ์ของ “พรรคประชาชน” ปรากฏแนวโน้มขาลงอย่างต่อเนื่อง มีทั้งคดี มีทั้งเรื่องงูเห่า ที่อื้อฉาว

ในส่วนของคดีความ มีหลายประเด็นที่มีนัยสำคัญต่ออนาคตของพรรค ไม่ว่าจะเป็นกรณีการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของอดีต ส.ส.พรรคก้าวไกล 44 คน ซึ่งขณะนี้ ยังมีคนที่เป็นสส.พรรคประชาชนอยู่ 10 คน ระดับแถวหน้าของพรรคทั้งนั้น

อาทิ หัวหน้าพรรค “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ... “ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค ...ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ... ณัฐวุฒิ บัวประทุม ...วาโย อัศวรุ่งเรือง ...สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ...ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ...รังสิมันต์ โรม เป็นต้น

คนในพรรคเองก็ดูเหมือนรับรู้ถึงวิกฤตนี้ จึงเตรียมปรับโครงสร้าง เปลี่ยนตัวกรรมการบริหารพรรคใหม่ ในการประชุมใหญ่ที่จะมีขึ้นในเดือนเม.ย.นี้

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
มีชื่อ “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” รองหัวหน้าพรรค จะขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค ส่วน “เท้ง” ถอยลงไปเป็นเลขาพรรค

และจะสังเกตได้ว่า ช่วงนี้ “วีระยุทธ” ออกมาให้สัมภาษณ์ แสดงความเห็นทางการเมืองถี่ขึ้น ส่วน “เท้ง” ต้องสงบปาก สงบคำ
ขณะเดียวกัน ยังมีอีก 2 กรณีสำคัญ ที่กำลังอยู่ในความสนใจของสาธารณะ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คือ ...

กรณีข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิกพรรคหลุดออกสู่สาธารณะ และ กรณีการว่าจ้าง “บริษัท Spectre C จำกัด” ผลิตสื่อ ทำไอโอ
ทั้งสองกรณี อาจนำมาซึ่งผลทางกฎหมายร้ายแรงถึงขั้นนำไปสู่การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณา “ยุบพรรค”!!

ความคืบหน้าล่าสุดของทั้งสองกรณี กกต. อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน และพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน โดยต้องวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าว เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายพรรคการเมืองหรือไม่ ซึ่งผลลัพธ์ของการพิจารณานั้น มีความเป็นไปได้หลายทาง

ตั้งแต่การยุติเรื่องหากไม่พบความผิด ไปจนถึงการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีคำสั่งยุบพรรค!

เหตุผลที่ทำให้กรณีดังกล่าวมีความซับซ้อน และไม่สามารถคาดการณ์ผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน ส่วนหนึ่งมาจากบทบัญญัติของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 โดยเฉพาะ มาตรา 92 ที่กำหนดเหตุแห่งการยุบพรรคไว้ค่อนข้างกว้าง

กล่าวคือ หาก กกต.มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองกระทำการในลักษณะล้มล้างการปกครอง กระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย หรือฝ่าฝืนบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก็สามารถยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา “ยุบพรรค” ได้ทันที

การตีความถ้อยคำในมาตราดังกล่าว เปิดช่องให้เกิดดุลพินิจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในประเด็น “การกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์” ซึ่งไม่ได้มีขอบเขตที่ชัดเจนตายตัว ทำให้การพิจารณาในแต่ละกรณี ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและการตีความของผู้มีอำนาจเป็นสำคัญ

ดังนั้น ในกรณีของ“พรรคประชาชน” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อมูลสมาชิกหลุด หรือการว่าจ้างผลิตสื่อ หากถูกมองว่าเข้าข่ายการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย หรือมีผลกระทบต่อระบบการเมือง ก็อาจนำไปสู่บทสรุปที่ส่งผลกระทบต่อพรรคประชาชนอย่างมีนัยสำคัญได้

ย้อนกลับไปดูกรณีของ “พรรคอนาคตใหม่” ซึ่งถูกยุบ จากประเด็นการกู้ยืมเงิน จะเห็นได้ว่า ผลการวินิจฉัยในขณะนั้น สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย รวมถึงคนในพรรคเอง ที่อาจไม่คาดคิดว่าการกระทำดังกล่าวจะนำไปสู่การยุบพรรคในเวลานั้น

ด้วยเหตุนี้ สถานการณ์ของพรรคประชาชนในปัจจุบัน จึงไม่ต่างจากการเดินอยู่บนเส้นทางที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

แม้ทั้งสองกรณีที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบจะยังไม่มีข้อสรุป แต่เพียงแค่การเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ก็ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพภายในพรรค พอสมควรแล้ว

ที่ต้องจับตาตอนนี้ก็คือ ท่าทีของ กกต.ว่าจะมีความเห็นอย่างไร ต่อพยานหลักฐานที่ปรากฏ และจะตัดสินใจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่ หากมีการยื่นคำร้องจริง กระบวนการพิจารณาของศาลก็จะกลายเป็นตัวชี้ชะตาทางการเมืองและบททดสอบพรรคประชาชน อย่างแท้จริง

ก็ไม่รู้ว่า “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เจ้าของพรรคตัวจริง ที่ถูกโทษแบนทางการเมือง 10 ปี จากกรณียุบพรรคอนาคตใหม่ และจะพ้นโทษแบน ในปี 2573 เพื่อกลับเข้าสู่การเมืองอีกครั้ง

เมื่อถึงเวลานั้น พรรคประชาชน จะถูกเปลี่ยนชื่อไปแล้วหรือยัง ก็ไม่รู้!?