xs
xsm
sm
md
lg

สว.เสียงแตกแก้รธน.–ตั้ง สสร. 200 คน ชงโมเดล “2 ขา 2 ขั้น” ชี้เปลืองงบซับซ้อน เจอสวนต้องยึดโยงปชช.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ถกเดือดวุฒิฯ ปมแก้รธน.–ตั้ง สสร. 200 คน เสนอโมเดล “2 ขา 2 ขั้น” สร้างความชอบธรรมเสียงแตกทั้งหนุน–ค้าน ชี้เปลืองงบ-ซับซ้อนเกินจำเป็น เจอย้ำต้องยึดโยงปชช. “เปรมศักดิ์” ชี้รธน.ไร้ศรัทธาเป็นแค่กระดาษ เร่งรัฐสภาเดินหน้า อย่าปล่อยความหวังสูญเปล่า


วันนี้ (23มี.ค.) ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้พิจารณารายงานศึกษา เรื่อง รายงานนศึกษาทบทวนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 และการศึกษารูปแบบสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนนร่วมของประชาชนน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มีนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. เป็นประธานกมธ. ได้พิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในรายงานของกมธ.ที่เสนอต่อที่ประชุม ระบุโมเดลของที่มา สสร. จำนวน 200 คน โดยกระบวนการได้มา จะเป็นสูตร ก้าวเดิน 2 ขา บันได 2 ขั้น ได้แก่ บันได 2 ขั้น คือ ขั้นแรก แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 100 คน โดยมีรายละเอียดให้ประชาชน ใน 77 จังหวัด เลือกตั้ง มาจังหวัดละ 2 คน รวมเป็น 154 คน ส่วนผู้ที่รับเลือกซึ่งได้รับคะแนนอันดับ 3-5 ให้นำคะแนนเรียงลำดับกันเพื่อหาลำดับสูงสุด จำนวน 46 คน ถ้าคะแนนเท่ากันให้จับสลาก รวมเป็น 200 คน จากนั้นส่งชื่อให้สมาชิกรัฐสภาลงคะแนนเลือกให้เหลือ 100 คน ซึ่งสมาชิกรัฐสภาเลือกได้คนละ 5 คะแนน โดยให้ผู้ได้รับคะแนนสูงสุดของแต่ละจังหวัดได้รับเลือก 77 คน ส่วนอีก 23 คนให้มาจากการเรียงลำดับคะแนน 2-5 เพื่อหาคนที่ได้คะแนนสูงสุด ถ้าคะแนนเท่ากันให้จับสลาก

รายงานของกมธ.ระบุด้วยว่า นอกจากนั้นกำหนดให้ สสร. มีที่มาจากการเลือกแบบบัญชีรายชื่อ ทีมละไม่เกิน 200 คน ให้ประชาชนเลือกตั้ง ทั้งนี้การคำนวณเพื่อหา สสร. ให้ใช้คะแนนพึงมีตามสัดส่วนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ให้ได้ผู้รับเลือก 200 คนตามลำดับ ถ้าคะแนนเท่ากันให้จับสลาก จากนั้นส่งให้สมาชิกรัฐสภาเลือกให้เหลือ 100 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่ารายงานของกมธ. ยังมีข้อเสนอแนะว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นควรทำเนื้อหาที่เป็นฉันทามติขอสังคม ที่ทุกกลุ่มยอมรับการอยู่ร่วมกันได้ โดยการแก้ไขต้องไม่ใช่เรื่องเชิงเทคนิคเท่านั้นแต่ต้องวางรากฐานประชาธิปไตยที่มั่นคงและยั่งยืน

“รัฐธรรมนูญควรเป็นสัญญาทางการเมืองที่เชื่อมโยงผู้คนกับสถาบันการเมือง และสร้างกติกาที่ทุกฝ่ายเป็นเจ้าของ หากกระบวนการออกแบบที่มาและอำนาจของ สสร. โปร่งใส ครอบคลุมและตรวจสอบได้ จะช่วยลดแรงปะทะทางการเมือง สร้างทุนทางสังคม ได้รับความไว้วางใจและ เลี่ยงวงจรซ้ำซากของการเขียนและล้มกติกา” รายงานของกมธ.ระบุ

อย่างไรก็ดีในการอภิปรายรายงานดังกล่าวนั้นพบว่ามี ทั้งที่สนับสนุนกมธ. และคัดค้าน พร้อมกับให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม อาทิ น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ อภิปรายไม่เห็นด้วยกับรายงานของกมธ. ทั้งนี้สนับสนุนให้สมาชิกรัฐสภา หารือต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะถือว่ามีความชอบธรรมเพราะเป็นตัวแทนของประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง นอกจากนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องสิ้นเปลืองงบประมาณ

“ขอให้เอาความจริงมาพูดเพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีการเมืองอยู่เบื้องหลังทั้งหมด ทั้งนี้ไม่เห็นด้วยที่จะใช้เงินหมื่นล้านบาทละลายทิ้งเพื่อประทับคำว่าประชาชน ขอถามว่าสส. และสว. ไม่ใช่ตัวแทนประชาชนตรงไหน ทำไมต้องเอาสิ่งที่ซับซ้อน วันก่อนมี 20 หยิบ 1 วันนี้ 2 ขาบันได 2 ขั้น แม้ว่าอาจจะมีถ้อยคำที่ทำให้ประชาชน งง หรือ หลงลืมอะไรบางอย่าง หรือประดิษฐ์คำอะไรขึ้นมา แต่สาระสำคัญคือแก้รัฐธรรมนูญเพื่ออะไร แก้ให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจให้ดีขึ้น คนที่ใช้คือ นักการเมือง ดังนั้นไม่ต้องทำอะไรให้ซับซ้อนนักการเมืองผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติอยู่แล้ว จะไปหา สสร. อีก แม้ร่างจนเสร็จ แต่ปลายทางถูกโต้แย้งคัดค้านเรื่องคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามต้องกลับไปร่างใหม่” น.ส.รัชนีกร อภิปราย

นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. อภิปรายในที่ประชุมวุฒิสภา ระบุว่า รายงานศึกษาการทบทวนรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ใช่เพียงงานวิชาการ แต่สะท้อนเสียงประชาชนและปัญหาเชิงโครงสร้างของอำนาจในสังคมไทย โดยตั้งคำถามว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนจริงหรือไม่ พร้อมชี้ว่าปัญหาหลักอยู่ที่ “ที่มาของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ” ซึ่งไม่ยึดโยงกับประชาชน ทำให้ขาดความชอบธรรม

ทั้งนี้ ผลรับฟังความคิดเห็นทั่วประเทศพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และเปิดโอกาสให้กลุ่มหลากหลายมีส่วนร่วม โดยเสนอแนวทางสำคัญ 5 ข้อ อาทิ การเลือกตั้งทั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่อ การมีตัวแทนที่หลากหลาย การจำกัดบทบาทเฉพาะการยกร่าง และการสร้างกลไกมีส่วนร่วมต่อเนื่อง พร้อมยกโมเดล สสร. 200 คน เพื่อเชื่อมโยงเสียงประชาชนกับวิสัยทัศน์ระดับชาติ

นพ.เปรมศักดิ์ย้ำว่า รัฐธรรมนูญจะไร้ความหมายหากประชาชนไม่รู้สึกเป็นเจ้าของ และจะมีคุณค่าเมื่อเกิดจากการมีส่วนร่วม พร้อมอ้างผลประชามติที่ประชาชน 68.7% เห็นด้วยให้แก้รัฐธรรมนูญ ว่าเป็นเสียงเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จึงเรียกร้องให้รัฐบาลและรัฐสภาเร่งดำเนินการ อย่าปล่อยให้ความหวังของประชาชนกลายเป็นความผิดหวัง และผลักดันรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

ขณะที่นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. ฐานะกมธ. ชี้แจงว่า ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ค้างในรัฐสภา ไม่ถือว่าตกไป เพราะจากนี้ยังมีเวลาถึงกลางเดือน พ.ค. ที่รอให้รัฐบาลใหม่ยืนยัน ซึ่งตนหวังว่า ครมงใหม่จะเห็นตรงกับคำวินิจฉัยของประชาชน ที่ผ่านกระบวนการและผลการทำประชามติ

ทางด้านนายนรเศรษฐ์ ชี้แจงว่า กรณีที่ให้นักการเมือง มาทำกติการ่างรัฐธรรมนูญจะทำให้ความน่าเชื่อถือของการจัดทำรัฐธรรมนูญลดน้อยลง ดังนั้นผู้ร่างต้องไม่เกี่ยวข้องกับกติกา ในข้อกำหนดสสร. ที่ทำรัฐธรรมนูญต้องเว้นวรรคทางการเมือง ขณะที่ประเด็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญสิ้นเปลือง เพราะใช้งบประมาณหลักพันล้านบาท แต่การทำประชามติ 3 ครั้งนั้นถูกกำหนดมาโดยศาลรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่มีสว.อภิปรายและกมธ.ชี้แจงแล้วเสร็จ ทางสว. จะรวบรวมความเห็นและรายงานของกมธ.เสนอต่อ ครม. ต่อไป