เซาธ์ไชนามอร์นิงโพสต์ - รัฐบาลปักกิ่งเตรียมปรับขึ้นราคาน้ำมันสำเร็จรูปเป็นครั้งที่ 5 ของปีนี้ในช่วงเที่ยงคืนของวันนี้ แต่ได้กำหนดมาตรการควบคุมชั่วคราวเพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น
ขบวนรถยนต์หลั่งไหลเข้าสู่สถานีบริการน้ำมันแห่งหนึ่งในเขตเฉาหยาง กรุงปักกิ่ง อย่างไม่ขาดสายในช่วงเช้าวันนี้ (23 มี.ค. 69) ส่งผลให้ตู้จ่ายน้ำมันคึกคักกว่าวันธรรมดาทั่วไป เนื่องจากบรรดาผู้ขับขี่ต่างรีบมาเติมน้ำมันก่อนที่จะมีการปรับขึ้นราคาครั้งใหญ่ที่สุดของปีในช่วงเที่ยงคืนนี้
“ผมใช้เวลาช่วงพักเที่ยงรีบมาเติมน้ำมันให้เต็มถังก่อนที่จะมีการขึ้นราคาครับ เพราะเกรงว่าช่วงเย็นหลังเลิกงานแถวจะยาวมาก” แฟรงก์ จิน พนักงานออฟฟิศที่อาศัยอยู่ในกรุงปักกิ่งกล่าว
ประเทศจีนจะปรับขึ้นราคาน้ำมันสำเร็จรูปในช่วงเที่ยงคืนนี้ ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นเป็นครั้งที่ 5 ของปี ภายใต้กลไกการกำหนดราคาปัจจุบัน ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในประเทศควรจะปรับขึ้น 2,205 หยวน (320 ดอลลาร์สหรัฐฯ) และ 2,120 หยวนต่อตันตามลำดับ ตามแถลงการณ์ของคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) เมื่อวันจันทร์
อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการใช้มาตรการควบคุมชั่วคราว ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในประเทศที่ปรับขึ้นจริงจะอยู่ที่ 1,160 หยวน และ 1,115 หยวนต่อตันตามลำดับ แถลงการณ์ระบุว่า การควบคุมราคาในครั้งนี้ถือเป็นการแทรกแซงจากรัฐบาลครั้งแรกเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้น นับตั้งแต่มีการนำกลไกการกำหนดราคาน้ำมันสำเร็จรูปปัจจุบันมาใช้ในปี 2556
สำหรับในกรุงปักกิ่ง ราคาน้ำมันเบนซินออกเทน 92 จะปรับขึ้นประมาณ 0.87 หยวน เป็น 8.51 หยวนต่อลิตร และออกเทน 95 จะปรับขึ้นประมาณ 0.97 หยวน เป็น 9.10 หยวน ตามรายงานของ NDRC ซึ่งหมายความว่าการเติมน้ำมันเบนซินออกเทน 92 เต็มถังขนาด 50 ลิตร จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 43.50 หยวน ทั้งนี้ราคาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละมณฑลและแม้แต่ภายในเมืองต่างๆ บนจีนแผ่นดินใหญ่
สถานีบริการน้ำมันบางแห่งในเมืองต่างๆ รวมถึงกวางโจวและเซี่ยงไฮ้ ได้ติดประกาศว่าน้ำมันหมดและจำเป็นต้องเติมสต็อกในช่วงดึกคืนวันอาทิตย์ โดยมีภาพรถยนต์ต่อแถวยาวเหยียดปรากฏในโพสต์ของผู้ขับขี่บน เสี่ยวหงซู (小红书) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยมในเมืองจีน
ปัญหาเรื่องอุปทานน้ำมันที่ขาดแคลนครั้งนี้ถือเป็นประวัติการณ์ โดยการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 30% ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก ได้หยุดชะงักลงอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ประเทศจีนต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบประมาณ 70% ซึ่งการนำเข้าประมาณ 45% นั้นเกี่ยวพันกับการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อันหมายความว่าประมาณ 30% ของอุปทานน้ำมันทั้งหมดในจีนมีความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซ
“โครงสร้างการบริโภคพลังงานและการผลิตไฟฟ้าของจีนบ่งชี้ว่า จีนมีความเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนอุปทานพลังงานจากการหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซน้อยกว่าระบบเศรษฐกิจหลักส่วนใหญ่และประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย” แอนดรูว์ ติลตัน นักวิเคราะห์เศรษฐกิจจีนจากโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ที่อยู่ในฮ่องกงกล่าว
การพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล “ได้เปลี่ยนมุมมองทางเศรษฐกิจมหภาคจากภาวะหยุดชะงักทางภูมิรัฐศาสตร์ชั่วคราว ไปสู่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่อาจยืดเยื้อมากขึ้น” เอเดลแมน สมิธฟิลด์ (Edelman Smithfield) บริษัทให้บริการสื่อสารด้านการเงิน ระบุในรายงานในวันนี้

