xs
xsm
sm
md
lg

ข่าวจริงหรือข่าวลวง? อิสราเอลกำลังเจอปัญหา ‘จรวดใช้สกัดขีปนาวุธอิหร่าน’ ขาดแคลน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


ขีปนาวุธที่ยิงจากอิหร่าน พุ่งข้ามท้องฟ้าเหนือบริเวณตอนกลางของอิสราเอล ในภาพซึ่งถ่ายเมื่อวันพุธ (18 มี.ค.)
ขณะสงครามที่สหรัฐฯ-อิสราเอลถล่มโจมตีอิหร่าน ย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ก็มีรายงานหลายกระแสปรากฏออกมาว่า มีความเป็นไปได้ที่อิสราเอลกำลังประสบปัญหาลูกจรวดสกัดกั้นสำหรับใช้กับระบบป้องกันภัยทางอากาศกำลังร่อยหรอ สืบเนื่องจากการโจมตีตอบโต้แก้แค้นของอิหร่าน

ทั้งกองทัพอิสราเอลที่ใช้ชื่อเรียกตัวเองว่าเป็น กองกำลังเพื่อการป้องกันอิสราเอล (Israel Defence Forces หรือ IDF) และกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอล ต่างพากันออกมาปฏิเสธรายงานข่าวเหล่านี้ อย่างไรก็ดี มีรายงานข่าวอีกชิ้นหนึ่งปรากฏออกมาว่า รัฐบาลอิสราเอลได้อนุมัติงบประมาณราวๆ 826 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับ “การจัดซื้อทางด้านกลาโหมอันสำคัญเร่งด่วน” ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เป็นเรื่องยากลำบากที่จะตรวจนับได้ว่าอิสราเอลยังเหลือลูกจรวดสกัดกั้นอยู่จำนวนเท่าใด เนื่องจากกองทัพอิสราเอลนั้นไม่ได้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารประเภทนี้ แต่ความเป็นไปได้ที่จะเกิดปัญหานี้ขึ้นมานั้น ใช่ว่าจะไม่ได้ถูกคาดหมายกันเอาไว้เลยตั้งแต่ก่อนที่อิสราเอลกับสหรัฐฯเริ่มต้นการถล่มบอมบ์อิหร่านเมื่อกว่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

แผนที่แสดงจุดซึ่งอิหร่านและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน โจมตีใส่อิสราเอล ระหว่างวันที่ 28 ก.พ. ถึง 13 มี.ค. 2026 ซึ่งรวมแล้วเป็นจำนวนมากกว่า 400 ครั้ง

แผนที่แสดงจุดซึ่งอิหร่านและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน โจมตีใส่นครเทลอาวีฟ ที่นานาชาติยังถือเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล ระหว่างวันที่ 28 ก.พ. ถึง 13 มี.ค. 2026
อิสราเอลมีระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ประณีตซับซ้อนและหลายชั้นซ้อนๆ กัน ทำให้มีศักยภาพในการขจัดการโจมตีต่างๆ ทั้งจากพวกขีปนาวุธทิ้งตัว (ballistic missiles), ขีปนาวุธร่อน (cruise missiles), เครื่องบิน, อากาศยานไร้คนขับ (โดรน), ตลอดจนพวกกระสุนและลูกจรวดจากปืนใหญ่และระบบอาวุธยิงไกลอื่นๆ ณ ระดับความสูงหลายหลาก ทั้งภายในและภายนอกชั้นบรรยากาศโลก

ระบบ “ไอออนโดม” (Iron Dome) ซึ่งมีชื่อเสียงมากนั้น เป็นเพียงชั้นหนึ่งในการป้องกันหลายๆ ชั้นเหล่านี้ โดยมันทำหน้าที่คอยสกัดกั้นพวกลูกกระสุนปืนใหญ่และลูกจรวดระบบอาวุธยิงไกลอื่นๆ ซึ่งมีพิสัยทำการสั้นๆ

ขณะที่ระบบทั้งหมดเหล่านี้มีความแตกต่างกันในทางเทคโนโลยี ทว่าต่างก็มีส่วนประกอบพื้นฐานอยู่ 3 ส่วนเหมือนๆ กัน ได้แก่

**บุคลากรของกองทัพอิสราเอลที่เป็นผู้ใช้อาวุธเหล่านี้
**ระบบเรดาร์สำหรับการตรวจจับการโจมตีที่พุ่งเข้ามา
**ตัวอุปกรณ์สำหรับเข้าสกัดกั้น

อิสราเอลยังมีระบบเลเซอร์แบบใหม่ที่เรียกกันว่า “ไอออนบีม” (Iron Beam) ซึ่งสามารถใช้ในการทำลายขีปนาวุธและโดรนได้ ทว่าตัวเข้าสกัดกั้นที่ถือว่าเป็นของสามัญใช้กันอย่างกว้างขวางที่สุดยังคงเป็นพวกจรวดประเภทยิงจากภาคพื้นดินสู่อากาศ

พวกจรวดสกัดกั้น โดยเฉพาะที่ใช้ต่อสู้ขีปนาวุธทิ้งตัว เป็นอาวุธที่มีความประณีตซับซ้อนและราคาแพงลิบลิ่วอย่างเหลือเชื่อ อาวุธเหล่านี้ยิ่งมีศักยภาพมากขึ้นเท่าใด ก็จะมีราคาแพงในการผลิตมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนั้นยังมีจำนวนอันจำกัดอีกด้วย การโจมตีที่ยืดเยื้อลากยาวสามารถที่จะทำให้คลังแสงแม้กระทั่งของอิสราเอลอยู่ในสภาพพร่องลงได้อย่างรวดเร็ว

ทำไมอิสราเอลจึงอาจเจอปัญหาเครื่องกระสุนร่อยหรอลงเต็มที

สงคราม 12 วันที่อิสราเอลสู้รบกับอิหร่านเมื่อกลางปีที่แล้ว ทำให้คลังแสงจัดเก็บอาวุธต่อสู้ขีปนาวุธทิ้งตัวของอิสราเอลพร่องลงไปอย่างสำคัญ โดยที่ของสหรัฐฯ ผู้เป็นพันธมิตรก็อยู่ในอาการเดียวกัน

ศูนย์วิจัยที่ตั้งฐานอยู่ในกรุงวอชิงตันแห่งหนึ่งเผยแพร่การคาดคำนวณของตนออกมาว่า ในสงครามคราวนั้น อิสราเอลและสหรัฐฯสกัดกั้นขีปนาวุธอิหร่านได้ 273 ลูกจากจำนวน 322 ลูกที่พวกเขาพยายามเข้าหยุดยั้ง นั่นคือมีอัตราความสำเร็จอยู่ที่ 85%

พิจารณาจากจำนวนของจรวดสกัดกั้นเหล่านั้นที่ถูกใช้ไปเป็นจำนวนมากขนาดนี้ในช่วงเวลาไม่นานมานี้เองเช่นนี้ อิสราเอลและสหรัฐฯจึงไม่น่าที่จะเติมเต็มคลังแสงของพวกตนอย่างสมบูรณ์พร้อมแล้ว ก่อนเปิดฉากสงครามครั้งปัจจุบัน

สัญญาณอีกประการหนึ่งที่สนับสนุนให้เชื่อเช่นนี้ ได้แก่ รายงานข่าวที่ระบุว่าสหรัฐฯกำลังเคลื่อนย้ายหลายส่วนของระบบป้องกันขีปนาวุธ THADD ของตน ซึ่งประจำอยู่ที่เกาหลีใต้ ไปยังตะวันออกกลาง นี่หมายความว่าสหรัฐฯจำเป็นจะต้องแบกรับภาระการป้องกันในภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มมากขึ้นอีก ซึ่งสามารถที่จะทำให้ทรัพย์สินด้านนี้ของสหรัฐฯเองร่อยหรอลงอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

ขีปนาวุธทิ้งตัว ซึ่งหลักการทำงานเป็นการยิงขีปนาวุธให้พุ่งขึ้นในอากาศหรือกระทั่งเข้าสู่อวกาศ แล้วปล่อยให้ทิ้งตัวตกลงมาสู่เป้าหมาย ยังถือเป็นอาวุธที่สกัดกั้นได้ยากลำบากมาก สืบเนื่องจากอัตราความเร็วและระดับความสูงที่มันพุ่งขึ้นไปก่อนจะทิ้งตัวลงมา ปกติแล้วฝ่ายป้องกันมักต้องใช้วิธียิงจรวดสกัดกั้นออกไปหลายๆ ลูก เพื่อให้แน่ใจว่าขีปนาวุธที่ยิงเข้ามาแต่ละลูกจะถูกหยุดยั้งเอาไว้ได้สำเร็จ นอกจากนั้นแล้ว อิหร่านยังกำลังใช้หัวรบแบบลูกปราย (cluster munitions) ติดตั้งในขีปนาวุธทิ้งตัวบางส่วนของตนอีกด้วย หัวรบประเภทนี้สามารถที่จะแตกตัวออกเป็นหัวรบเล็กๆ กระจายออกไปรอบๆ จึงสร้างความสลับซับซ้อนมากขึ้นอีกให้แก่การเข้าสกัดกั้น

อิหร่านยังมีโดรนราคาถูกที่สามารถหามาทดแทนได้ง่ายๆ โดยกำลังใช้อาวุธชนิดนี้ในความพยายามที่จะทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอลและอเมริกามีภาระล้นเกินจนกระทั่งรับมือไม่ได้ทั้งหมด โดรนเหล่านี้ยังสามารถปล่อยออกจากสถานที่ต่างๆ กระจายกันออกไป ทำให้ยากแก่การตรวจจับ รวมทั้งทำให้ลำบากแก่การเข้าโจมตีทำลายขณะที่พวกมันยังอยู่บนภาคพื้นดิน ยิ่งกว่าพวกขีปนาวุธทิ้งตัวนักหนา

จวบจนกระทั่งถึงเวลานี้ อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธออกไปแล้วมากกว่า 500 ลูก และปล่อยโดรนอีก 2,000 ลำ เมื่อนับตั้งแต่สงครามคราวนี้เริ่มต้นขึ้นมา

อันที่จริง พวกเครื่องบินขับไล่ก็สามารถช่วยป้องกันการโจมตีจากโดรนเหล่านี้ได้เหมือนกัน และได้เคยทำเช่นนั้นโดยประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าพวกขีปนาวุธที่เครื่องบินขับไล่ยิงออกไปนั้นก็มีราคาแพงยิ่งกว่าเจ้าโดรนที่เข้าทำลายมากมายเช่นกัน ส่วนสำหรับแพลตฟอร์มอาวุธอย่างอื่นๆ (เป็นต้นว่าระบบเลเซอร์ ไอออนบีม) ปัจจุบันนี้ ยังมีซัปพลายให้ใช้ได้จำนวนจำกัด

สหรัฐฯกับอิสราเอลไม่ได้เป็นพวกเดียวเท่านั้นที่มีรายงานว่ากำลังมีจรวดสกัดกั้นร่อยหรอลงไปมาก บรรดารัฐริมอ่าวเปอร์เซียซึ่งถูกทางอิหร่านโจมตีเช่นกันนั้น ก็กำลังเผาผลาญทรัพย์สินด้านการป้องกันที่พวกเขามีกันอยู่เหมือนกัน

ฝ่ายอิหร่านมุ่งมั่นเป็นพิเศษที่จะเล็งเป้าหมายไปยังบรรดาเรดาร์ของระบบป้องกันขีปนาวุธในตลอดทั่วทั้งภูมิภาคนี้ โดยมีรายงานว่าพวกเขาประสบความสำเร็จในการทำลายหรือการสร้างความเสียหายให้แก่ระบบเรดาร์เป็นจำนวนไม่ใช่น้อย

แน่นอนทีเดียวว่า ทั้งหมดเหล่านี้ย่อมก่อให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า แล้วทำไมตั้งแต่ทีแรกเลย อิสราเอลกับสหรัฐฯจึงเริ่มต้นการสู้รบขัดแย้งอีกครั้งหนึ่งขึ้นมา ถ้าหากคลังแสงของพวกเขายังไม่ได้รับการเต็มเติมอย่างสมบูรณ์ เหตุผลที่อาจเป็นไปได้ในเรื่องนี้นั้นมีอยู่หลายประการ เป็นต้นว่า
**พวกเขาได้ลงแรงพยายามจนสามารถสร้างคลังแสงของพวกเขาขึ้นมาได้ใหม่ด้วยความรวดเร็วยิ่งกว่าที่ใครๆ คาดการณ์กันเอาไว้ อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ไม่น่าที่จะเป็นไปได้
**พวกเขามีความมั่นใจว่าพวกเขาจะสามารถทำลายอาวุธด้านการรุกโจมตีของอิหร่านในจำนวนมากเพียงพอได้ก่อนที่พวกเขาเองจะเกิดปัญหาขาดแคลนเครื่องกระสุนสำหรับใช้ในการป้องกัน
**พวกเขาเชื่อว่าอิหร่านจะต้องการยุติสงครามลงโดยเร็ว ไม่ใช่อย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้

อิหร่านยังจะประคับประคองการโจมตีของพวกเขาไปได้อีกนานแค่ไหน ?

ไม่มีหนทางใดๆ ที่จะทราบว่าอิหร่านวางยุทธศาสตร์ของตนเอาไว้อย่างไร นอกเหนือจากการขยายสงครามออกไปให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และก่อให้เกิดความปั่นป่วนอลหม่านขึ้นในภูมิภาคนี้ ตลอดจนกับตลาดพลังงานของโลก

มีบางคนบางฝ่ายคาดเดากันว่า อิหร่านอาจจะกำลังจงใจเก็บงำพวกเทคโนโลยีขีปนาวุธระดับก้าวหน้าล้ำยุคยิ่งกว่านี้ของตนเอาไว้ก่อน เพื่อนำออกมาใช้ภายหลังจากพวกจรวดสกัดกั้นของสหรัฐฯและอิสราเอลอยู่ในภาวะขาดแคลนหนักๆ แล้ว แต่ก็มีนักวิเคราะห์อื่นๆ ที่บอกว่าไม่มีหลักฐานใดๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเรื่องจะออกมาแบบนั้นเลย นอกจากนั้นแล้ว นี่ยังอาจจะเป็นยุทธศาสตร์ที่เสี่ยงภัยเกินไปสำหรับทางฝ่ายอิหร่าน

กระนั้น สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดแน่นอนก็คือว่า สหรัฐฯกับอิสราเอลมีจรวดสกัดกั้นที่พวกเขาสามารถเผาผลาญให้หมดไปได้เป็นจำนวนจำกัด ทางฝ่ายอิหร่านก็เช่นกัน ย่อมจะไม่สามารถประคับประคองระดับการโจมตีเอาไว้ในระดับเดิมได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ขณะที่ผลกระทบต่างๆ ทางด้านเศรษฐกิจของสงครามครั้งนี้กำลังก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างสำคัญแก่ทุกๆ ฝ่าย –และในขอบเขตกว้างไกลขึ้นไปอีก ก็คือต่อโลกทั้งโลก— อิหร่านดูเหมือนอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบกว่าสำหรับการรับมือกับการสู้รบขัดแย้งที่ลากยาวยิ่งขึ้น เมื่อพิจารณาจากค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งสหรัฐฯกับอิสราเอลต้องแบกรับ รวมทั้งการที่พวกเขามีท่าทีลังเลใจในการเข้ามีพันธะผูกพันกับการรุกรานทางภาคพื้นดิน ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะต้องเผชิญกับความวิบัติหายนะอย่างหนักหนาสาหัสยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีก

เจมส์ ดวายเออร์ เป็นอาจารย์อยู่ที่คณะสังคมศาสตร์ (School of Social Sciences), มหาวิทยาลัยแทสมาเนีย (University of Tasmania), ออสเตรเลีย

(เก็บความจากเรื่อง Is Israel already running low on missile interceptors? By James Dwyer ในเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/03/is-israel-already-running-low-on-missile-interceptors/)