xs
xsm
sm
md
lg

เช็ก 21 เมกะโปรเจ็กต์”คมนาคม”มูลค่า 5.8 แสนล้าน เอฟเฟกต์ ศก.ทรุด จับตานโยบายเดินต่อหรือชะลอลงทุน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ปัญหาเศรษฐกิจที่ถูกซ้ำเติมด้วยสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่อแววยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ภายใต้แรงกดดันจากราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ ค่าเงินบาท กระทบต่อต้นทุนและ GDP และทำให้ประเทศไทยอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงได้ ขณะที่การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่มีพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำใกล้จะเรียบร้อย นับเป็นความท้ายที่วัดฝีมือ”ครม.อนุทิน 2”ว่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องปากท้องประชาชนไปได้หรือไม่ ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือที่รัฐบาลใช้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือ การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของกระทรวงคมนาคม

โดยมีแผนงานในปี 2569 ทั้งโครงการเตรียมประมูล โครงการเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี รวม 21 โครงการ มูลค่าลงทุนกว่า 5.38 แสนล้านบาท ครอบคลุม โครงข่ายถนน ทางพิเศษ ระบบราง และการพัฒนาท่าอากาศยาน เพื่อเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์อย่างสมบูรณ์

หลังเปลี่ยนจาก ครม.แพทองธาร เป็น”ครม.อนุทิน1” กระทรวงคมนาคมประกาศนโยบาย Quick Win ที่จะดำเนินการภายในระยะเวลา 4 เดือน โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมุ่งขับเคลื่อนงาน ”เร่งสร้าง-เร่งประมูล-เร่งอนุมัติ” ซึ่งเสนอครม.อนุมัติได้แล้ว 1 โครงการ คือ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 (M9) สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ช่วงบางบัวทอง - บางปะอิน วงเงินรวมทั้งสิ้น 15,862 ล้านบาท (ประกอบด้วยค่าก่อสร้างงานโยธา ค่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงาน และเงินเผื่อเหลือเผื่อขาด) ระยะเวลาดำเนินโครงการรวม 6 ปี (ปี 2568-2573) โดยใช้เงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทางและเงินงบประมาณสมทบดำเนินการ


@เปิด 21 บิ๊กโปรเจ็กต์”คมนาคม”รอนโยบาย”รัฐบาลอนุทิน”

สำหรับ 21 โครงการขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคม ที่มีแผนงานลงทุนพัฒนา มูลค่า 5.38 แสนล้านบาท แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ผ่านการพิจารณาอนุมัติแล้ว อยู่ในขั้นตอนเตรียมประกวดราคา มีจำนวน 7 โครงการ มูลค่า 141,636.12 ล้านบาท ได้แก่

1.โครงการลงทุนในการดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) มอเตอร์เวย์ M82 ต่างระดับบางขุนเทียน – เอกชัย -บ้านแพ้ว มูลค่าก่อสร้าง รวมประมาณ 15,724.12 ล้าน กรมทางหลวง เปิดประมูล กำหนดยื่นซองเอกสาร วันที่ 30 มี.ค.2569 เปิดข้อเสนอในวันที่ 10 เม.ย.2569

2.การพัฒนาและบริหารจัดการ โครงการที่พักริมทาง (Rest Area) บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หรือมอเตอร์เวย์ M 6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา จำนวน 2 สัญญา วงเงิน 2,380 ล้านบาท และ 3 . การพัฒนาและบริหารจัดการ โครงการที่พักริมทาง (Rest Area) บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หรือมอเตอร์เวย์ M 81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี จำนวน 1 สัญญา วงเงิน 31,358 ล้านบาท ทั้ง 2 โครงการ กรมทางหลวง อยู่ระหว่างการปรับปรุงร่างเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชน (RFP)

4.มอเตอร์เวย์ M5 สายรังสิต–บางปะอิน ระยะทาง 22 กม. วงเงิน 31,358 ล้านบาท มีรูปแบบการก่อสร้างเป็นทางยกระดับ ขนาด 6 ช่องจราจร ลงทุนรูปแบบ PPP Gross Cost เอกชนร่วมลงทุนในการก่อสร้างงานโยธา งานระบบ ดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) ใน โดยเอกชนจัดเก็บรายได้ส่งภาครัฐทั้งหมด ขั้นตอนร่าง RFP คาดเปิดประมูลปลายปี 2569

5.มอเตอร์เวย์ M 9 ทางยกระดับบางขุนเทียน – บางบัวทอง ระยะทาง 35.85 กม วงเงิน 56,035 ล้านบาท ก่อสร้างเป็นทางยกระดับการให้บริการวงแหวนรอบนอกด้านตะวันตกเต็มรูปแบบ ขนาด 6 ช่องจราจร รูปแบบ PPP- Net Cost ให้เอกชนลงทุน 100% (เอกชนจะเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายการลงทุน แต่จะได้รับสิทธิในการจัดเก็บรายได้ และต้องรับความเสี่ยงในเรื่องของรายได้ ส่วนรัฐอาจได้รับผลตอบแทนบางส่วนตามที่ตกลงกัน) ขั้นตอนร่าง RFP คาดเปิดประมูลปลายปี 2569

6. มอเตอร์เวย์ M 9 บางบัวทอง – บางปะอิน ระยะทาง 35 กม. วงเงิน 15,862 ล้านบาท โดยใช้เงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทางและเงินงบประมาณสมทบ (รัฐทำระบบ O&M) เป็นการก่อสร้างปรับปรุงทางหลวงเดิมให้เป็นไปตามมาตรฐานทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง กรมทางหลวงอยู่ระหว่างร่าง TOR

7.โครงการทางพิเศษ สายกะทู้ - ป่าตอง จ.ภูเก็ต ระยะทาง 3.98 กม. วงเงิน 16,757.01 ล้านบาท การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) อยู่ระหว่างร่าง TOR


กลุ่มกำลังศึกษาทบทวน - มีความพร้อมเตรียมเสนอครม.มีจำนวน 14 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 396,774.39 ล้านบาท ได้แก่

1.โครงการทางพิเศษ สายฉลองรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ด้านตะวันออก ระยะทาง 6.67 กม. (หรือทางด่วน N2 เดิม) วงเงิน 13,665.89 ล้านบาท เป็นโครงการที่ใช้เงินกู้ดำเนินการก่อสร้าง เสนอเรื่องไปที่ ครม.แล้วตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย. 2568
2.พัฒนาบางปะอิน Junction เชื่อมมอเตอร์เวย์ M6 กับ ทล. 32 วงเงิน 5,550 ล้านบาท ใช้งบแผ่นดิน ปี 70 ดำเนินการ และ 3.พัฒนาบางปะอิน Junction เชื่อมมอเตอร์เวย์ M 9 วงเงิน 4,101 ล้านบาท ใช้เงินกองทุนค่าธรรมเนียมผ่านทางดำเนินการ กรมทางหลวงอยู่ระหว่างสรุปเสนอกระทรวงคมนาคม

4.มอเตอร์เวย์ M8 นครปฐม-ปากท่อ-ชะอำ ระยะที่ 1 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ ระยะทาง 61 กม. วงเงิน 61,154 ล้านบาท ใช้งบปี 70 ก่อสร้างงานโยธา ก่อนหน้านี้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงนามเห็นชอบแล้ว อยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบถามความคิดเห็นหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการคลัง, สำนักงบประมาณ, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ (สศช.) ก่อนนำเสนอ ครม.

5.ทางพิเศษสายศรีนครินทร์-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะทาง 15.8 กม. วงเงิน 20,811 ล้านบาท ใช้เงินกู้ ดำเนินการ กทพ.ศึกษาออกแบบเสร็จแล้วเตรียมเสนอกระทรวง
6. ทางพิเศษสายเมืองใหม่ – เกาะแก้ว – กะทู้ จ.ภูเก็ต ระยะทาง 30 กม. วงเงิน 46,751.56 ล้านบาท ใช้รูปแบบ PPP เอกชนร่วมลงทุน คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) เห็นชอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2568 โดยกทพ.กำลังเตรียมเสนอเสนอกระทรวง เพื่อเสนอ ครม.

7.ทางพิเศษชั้นที่ 2 สายงามวงศ์วาน-พระราม 9 (Double deck) วงเงิน 35,000 ล้านบาท เสนอบอร์ด PPP เห็นชอบการแก้ไขสัญญาฯ ก่อนเสนอครม.
8.รถไฟทางคู่ระยะที่ 2 ช่วงชุมพร - สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 30,422.53 ล้านบาท / ผ่านบอร์ดสภาพัฒน์แล้ว 9.รถไฟทางคู่ ช่วงสุราษฎร์ธานี– ชุมทางหาดใหญ่ – สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270.51 ล้านบาท และ 10.รถไฟทางคู่ ช่วงหาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,772.90 ล้านบาท ทั้ง 3 เส้นทางผ่านบอร์ดสภาพัฒน์แล้ว

11. ขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ท่าอากาศยานสุวรรณ วงเงิน 13,829 ล้านบาท ปรับเพิ่มพื้นที่จากเดิม 6,000 ตร.ม. เป็น 8,800 ตร.ม. รองรับผู้โดยสารเพิ่ม 15 ล้านคนต่อปี เพิ่มศักยภาพรวมจากปัจจุบัน 65 ล้านคนเป็น 80 ล้านคนต่อปี อยู่ระหว่างรอความเห็นกระทรวงการคลังประกอบการเสนอครม.

12.ท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 วงเงินลงทุน 69,285 ล้านบาท เพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารจาก 30 ล้านคนเป็น 40 ล้านคนต่อปี อยู่ระหว่างออกแบบรายละเอียด
13.ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 วงเงิน 16,000 ล้านบาท เพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารจาก 8 ล้านคนเป็น 20 ล้านคนต่อปี ทอท.อยู่ระหว่างออกแบบรายละเอียด

14.ท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 วงเงิน 6,211 ล้านบาท เพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารจาก 12.5 ล้านคนเป็น 18 ล้านคนต่อปี ทอท.อยู่ระหว่างออกแบบรายละเอียด


การผลักดันโครงการขนาดใหญ่ อย่างโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง แม้ต้องใช้เงินลงทุนสูง แต่ทุกรัฐบาลก็เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นเครื่องมือช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการใช้จ่ายทั้งในอุตสาหกรรมรับเหมา ก่อสร้าง แรงงาน ซึ่งจะส่งต่อไปถึงผลผลิตทางการเกษตรเพื่อการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ทำให้เศรษฐกิจหมุนเป็นวงจร แต่ก็ต้องไม่ให้กระทบเพดานหนี้สาธารณะ รวมถึงลดภาระงบประมาณ จึงมักจะให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน (PPP) ในบางโครงการ

ขณะที่ปัจจุบัน การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 มีความล่าช้าจากกรอบเวลาแล้ว เนื่องจากเป็นช่วงการเลือกตั้ง และต้องรอว่ารัฐบาลใหม่ จะมีนโยบายในการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร เพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

“ตามกรอบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 จะมีการจัดทำโดยเพิ่มจากกรอบงบปี 2569 ประมาณ 20% แต่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลอาจจะให้แต่ละกระทรวงปรับลดกรอบงบประมาณปี 2570 ลงไปอยู่ในระดับเท่ากรอบปี 2569 หรือต่ำกว่า ซึ่งนั่นย่อมกระทบต่อการลงทุนโครงการใหม่ ที่อาจจะถูกชะลอ ไปก่อน”


สำหรับกระทรวงคมนาคมนั้น ก่อนหน้านี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ประกาศตอนหาเสียง ว่า “จะทวงคืนโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ เพราะ 30 ปีแล้วที่ภาคใต้สูญเสียโอกาสการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนคุณภาพชีวิตและความมั่นคง”เป็นสัญญาณว่า แนวโน้มการพัฒนโครงการจะเทไปทางภาคใต้สูง จึงต้องรอดูนโยบายว่า แผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของกระทรวงคมนาคม จะมีการปรับเปลี่ยนอย่างไร

ทั้งนี้ โครงการคมนาคม ในพื้นที่ภาคใต้ที่มีความพร้อมและมีโอกาสได้รับการผลักดัน เช่น โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 จำนวน 3 เส้นทาง ระยะทางรวม 534 กม. วงเงินลงทุนประมาณ 1.04 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นระบบรางสำคัญ เชื่อมต่อจากเส้นทาง กรุงเทพ-หัวหิน-ชุมพรไปนยัง สุราษฎร์ธานี- หาดใหญ่ทำเป็นรถไฟทางคู่ ที่เพิ่มความจุทาง สามารถส่งเสริมการขนส่งเชื่อมโยง กับเส้นทางรถไฟ ไปถึงสิงคโปร์ – คุนหมิง หรือ Singapore – Kunming Rail Link (SKRL) ในอนาคตได้ ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ

นอกจากนี้ยังมีโครงการทางด่วน จ.ภูเก็ต ช่วงกะทู้-ป่าตองและ ช่วงเมืองใหม่ – เกาะแก้ว – กะทู้ จ.ภูเก็ต ระยะทางรวม 33 กม. วงเงินกว่า 6.35 หมื่นล้านบาท ที่มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการจราจรของเกาะภูเก็ตเชื่อมสนามบินได้สะดวก สนับสุน แหล่งเศรษฐกิจท่องเที่ยวสำคัญของภาคใต้


สุดท้าย น่าจะเป็น โครงการมอเตอร์เวย์ M8 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ ระยะทาง 61 กม. วงเงิน 61,154 ล้านบาท ที่อาจจะถูกเร่งรัด เพราะจะช่วยเพิ่มทางเลือกการเดินทางสู่พื้นที่ภาคใต้ ให้มีความสะดวก นอกจากถนนพระราม 2 ถนนเพชรเกษม ที่มีปัญหาการจราจรติดขัดหนาแน่นเต็มความจุ (Capacity) โดยเฉพาะช่วงเทศกาล ซึ่งมอเตอร์เวย์ M8 จะเชื่อมการเดินทางกับมอเตอร์เวย์ M 81 บางใหญ่-กาญจนบุรี ทำให้เดินทางสู่ภาคใต้ สะดวกรวดเร็วมากขึ้น