สภาพัฒน์เปิด 3 ฉากทัศน์เศรษฐกิจไทยรับมือสงครามยืดเยื้อ ชี้หากสถานการณ์ลากยาว เสี่ยงเจอภาวะชะงักงัน ราคาน้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อสูง กระทบค่าครองชีพประชาชน
สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางยังไม่มีแนวโน้มว่าจะสงบลงกันในเร็วๆนี้ แน่นอนผลกระทบทางเศรษฐกิจย่อมถูกส่งออกไปทั่วโลกผ่านราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตที่สำคัญ ในเรื่องนี้ทำให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทยไว้ถึง 3 สมมติฐานด้วยกัน โดยนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า สมมติฐานที่ 1 หากเหตุการณ์คลี่คลายภายใน 1 เดือน (ประมาณกลางเดือนมีนาคม-สิ้นเดือนเมษายนนี้) จะเกิดผลกระทบจำกัด เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลง จากแรงกดดันราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ตลาดเงินตลาดทุนผันผวน และค่าเงินบาทอ่อนค่าในบางช่วง ซึ่งบางวันอ่อนค่านำภูมิภาค ทั้งนี้ คาดว่า ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 75-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนมีเหตุการณ์ คือ 58-68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่เงินเฟ้อไทยอาจเพิ่มขึ้นราว 1%
สมมติฐานที่ 2 เหตุการณ์ยืดเยื้อประมาณ 3 เดือน การผลิตและขนส่งน้ำมันมีข้อจำกัดมากขึ้น เสี่ยงเกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน หากความขัดแย้งรุนแรงขึ้นแต่ยังไม่ขยายวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มมากขึ้น เรืออาจจะผ่านไม่ได้ และยืดยาวเป็นเวลา 3 เดือน จะทำให้หลายประเทศเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ราคาน้ำมันเฉลี่ยจะอยู่ที่ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อไทยอาจพุ่งขึ้นถึง 1.9%
สมมติฐานที่ 3 การเกิดสงครามเต็มรูปแบบ เราต้องอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง แต่ยังประเมินว่า โอกาสที่เกิดขึ้นน้อย ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อมีโอกาสทะลุกรอบเป้าหมาย 3%
เลขาฯ สภาพัฒน์ กล่าวว่า การใช้น้ำมันในประเทศในภาวะปกติ ยกตัวอย่าง น้ำมันเบนซินอยู่วันละ 34 ล้านลิตร ตั้งแต่เริ่มมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานอิหร่าน วันที่ 1 มีนาคม การบริโภคน้ำมันเบนซินในประเทศยังอยู่ที่ 28.97 ล้านลิตร พอมาวันที่ 2 มี.ค.เริ่มมีข่าวโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน ตัวเลขการบริโภคน้ํามันในกลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้นเป็น 50.77 ล้านลิตร ส่วนดดีเซลหมุนเร็ววันที่ 1 มี.ค.เพิ่มเป็น 61 ล้านลิตร วันที่ 2 มี.ค.ขยับเป็น 98 ล้านลิตร จะเห็นว่าเพิ่มขึ้นสูงมาก เพราะประชาชนหวั่นเกรงว่าน้ำมันอาจจะขาดแคลน แต่ขอให้มั่นใจว่ากระทรวงพลังงานออกตัวเลขทุกวัน ว่าสามารถใช้ได้กี่วันถ้าไม่มีน้ำมันเข้ามาเพิ่มเติม และยืนยันว่าปริมาณน้ำมันยังเพียงพออยู่ ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลขยับขึ้นมาเป็น 118 ล้านลิตร และอยู่ในระดับมากกว่า 100 ล้านลิตรอีก 2 วัน ถึงวันที่ 6 มี.ค.
ด้าน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ในหมวดค่าครองชีพวันนี้ยังไม่ได้มีราคาสินค้าที่ควรจะต้องขยับขึ้นเพราะราคาน้ำมันยังอยูในวิสัย ที่เรามีการดูแลอย่างเคร่งครัดมีสินค้าที่อยู่ในหมวดสินค้าควบคุมและห้ามปรับราคาขึ้น 8 หมวด หากมีการปรับขึ้นต้องขออนุญาตจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ซึ่ง ณ วันนี้สินค้าทั้ง8 ตัว เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ปลากระป๋อง นมผง ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช อาหารสัตว์ เหล่านี้เป็นหมวดที่ขึ้นราคาต้องมาขอก่อน ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดมาขอขึ้นราคา ดังนั้นถ้ามีเบาะแสหรือข้อมูลที่ใดขึ้นราคาสินค้าหมวดนี้ขอความร่วมมือให้ชี้เบาะแสส่งมาได้
นางศุภจี กล่าวว่า อีกหมวดนึงสินค้าที่อาจจะปรับขึ้น แต่ต้องแจ้งก่อนถึงจะปรับขึ้นได้ โดยไม่ต้องขออนุญาต เช่น ผงซักฟอก น้ำยาซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจาน เป็นสินค้าในชีวิตประจำวัน ในปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีผู้ประกอบการมาขอขึ้นราคา รวมถึงสินค้าในหมวดที่เราต้องติดตามราคาจำหน่าย ไม่ได้มีการควบคุมมีหลายหมวด เช่น ข้าวสารบรรจุถุง ซอสปรุงรส น้ำปลา สินค้าเหล่านี้ยังไม่มีการปรับขึ้นราคา

