xs
xsm
sm
md
lg

สงครามยืดเยื้อ-ขยายวง ข้าวยากหมากแพง !?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ - อนุทิน ชาญวีรกูล
เมืองไทย 360 องศา

พิจารณาจากแนวโน้มแล้วเชื่อว่าสงครามในอ่าวเปอร์เซีย ระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล กับ อิหร่าน จะต้องยืดเยื้อ ขยายวงแน่นอน แม้ว่านาทีนี้ยังไม่อาจฟันธงได้ว่าใครจะชนะ แต่รับรองว่าความเสียหายจะต้องเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง เพราะล่าสุดมีการโจมตีเป้าหมายทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน และด้านพลังงาน ทั้งโรงกลั่นน้ำมัน คลังเก็บน้ำมัน และท่าเรือ เป็นต้น และที่สำคัญมีการขยายการโจมตีไปยังกลุ่มประเทศต่างๆ โดยรอบหลายประเทศ

แน่นอนว่า เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหาย ย่อมนำมาซึ่งต้นทุนด้านราคาที่สูงขึ้นและขาดแคลน โดยเวลานี้มีรายงานว่าราคาน้ำมันได้พุ่งขึ้นไปมากเกินกว่าร้อยละ 40 แล้ว และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเวลานี้ราคาน้ำมันเกินบาร์เรลละกว่าร้อยเหรียญสหรัฐแล้ว และมีโอกาสจะพุ่งไปถึงบาร์เรลละ 200 เหรียญ หากสงครามยังไม่มีแนวโน้มจบลงในเร็ววัน

สำหรับประเทศไทย ในฐานะที่เป็นผู้นำเข้าพลังงาน ก็ย่อมเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องได้รับผลกระทบแบบ “จุกๆ” ตามไปด้วย แม้ว่าเวลานี้รัฐบาลจะยืนยันว่า “น้ำมันไม่ขาดแคลน” โดยย้ำว่ามีสำรองได้นานเกินกว่า 3 เดือนก็ตาม แต่ในต่างจังหวัด รวมถึงในกรุงเทพมหานคร ต่างพบเห็นการแห่เติมน้ำมันตามปั๊มน้ำมันเป็นแถวยาว และหลายแห่งเกิดภาวะ “น้ำมันหมด” โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล จนมีการประกาศปิดจำหน่ายน้ำมันชั่วคราว

อย่างไรก็ดี ทางฝ่ายรัฐบาล ทั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมไปถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า “น้ำมันไม่ขาดแคลน” แต่เกิดจากภาวะการตื่นตระหนก จนมีการแห่เติม รวมไปถึงมีการสื่อสารจนทำให้เกิดการเข้าใจผิด โดยย้ำว่าปริมาณน้ำมันมีเพียงพอ

นายอนุทิน กล่าวถึงเรื่องการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์ การสู้รบในภูมิภาค จากตะวันออกกลาง(ศบก.) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ระบุว่าภาคอุตสาหกรรมแย่งซื้อน้ำมันจากภาคประชาชนหน้าปั๊ม จึงอาจทําให้น้ำมันไม่เพียงพอ จะมีมาตรการอย่างไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่า ตนเองได้รับการยืนยัน จากผู้ค้าน้ำมัน ทั้งไทยออยล์ บางจาก เชลล์ SPRC( คาลเท็กซ์) ซึ่งผู้ประกอบการทุกรายที่นําเข้าน้ำมันดิบ ยืนยันกับตนเองว่ายังไม่มีปัญหา หรือจะมีสัญญาณใดๆ ที่เราจะขาดแคลนน้ำมัน แต่ตอนนี้มันเป็นวิกฤตการณ์ที่มีการสู้รบกัน มันไม่ปกติ ฉะนั้นพวกเราทุกคนที่เป็นประชาชนผู้บริโภคใช้น้ำมันในประเทศ

“เราก็ต้องตระหนักรู้ และเริ่มใช้มาตรการประหยัดน้ำมัน ประหยัดเชื้อเพลิง ประหยัดพลังงาน ต่อให้มันจะไม่มีอะไรขาดแคลน แต่ก็ต้องมีการสร้างความตระหนักรู้ มันก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ยิ่งเราประหยัดมากเท่าไหร่ การสํารองน้ำมันภายในประเทศ ก็ยิ่งจะเพิ่มมากขึ้น ทุกวันนี้การสํารองน้ำมันจาก 60 วัน เพิ่มเป็น 90 วัน ก็หวังว่ามันจะอยู่แถวๆ 100 วัน จาก

การที่เราไม่ส่งออกไปประเทศที่ 3 ซึ่งทุกการประหยัดจะกลับมาเป็นจํานวนวันสํารองที่เพิ่มมากขึ้น ก็อยากจะให้ช่วยกันพิจารณาด้วยความเป็นธรรม ว่าในอาเซียนประเทศไทยมีน้ำมันสํารองมากที่สุด ถ้าเอาเราไปเทียบกับญี่ปุ่น ที่เขาบอกว่าอยู่ได้ 200 กว่าวัน ก็ต้องดูขนาดเศรษฐกิจ และโลจิสติกส์” นายกฯ ระบุ

เมื่อถามต่อว่า นายเอกนิติ ระบุว่า น้ำมันดิบในโรงกลั่นยังมีอยู่อีกเยอะ ตอนนี้รวมที่สำรอง 100 วันหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า รวมแล้ว แต่ประชาชนไม่ต้องวิตกกังวล แม้สถานการณ์ตอนนี้ ยังมีการยิงสู้รบกันอยู่ แต่เราต้องไม่ลั้ลลา ต้องตระหนักรู้ว่าเราต้องประหยัดน้ำมัน และตนเองขอย้ำว่าเรื่องการขาดแคลนพลังงานคงไม่เกิดขึ้น เพราะไฟฟ้าในประเทศไทย ผลิตโดยก๊าซธรรมชาติ โดยก๊าซที่เราผลิตได้ที่อ่าวไทยของเราเอง และมีการสํารองโดยการเพิ่มโรงผลิตก๊าซ ที่อาจต้องทํางานหนักขึ้นมากว่าเดิม

ส่วนราคาน้ำมันที่ผันผวนก็เป็นไปตามราคาตลาดโลก แต่กองทุนน้ำมันที่เรามีอยู่ จะช่วยพยุงราคา และช่วยลดความเดือดร้อนของประชาชน ได้เท่าไหร่ก็ต้องไปดูในเรื่องของงบประมาณ และเศรษฐกิจต่างๆ

“ขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ว่าไม่ต้องถึงขั้นตื่นตระหนก ถึงขั้นไปสำรองน้ำมันเก็บไว้ ไม่จําเป็นเลย เราจะพยายามบริหารอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ว่าให้มันกระโดดขึ้นไป วันนี้เติมเท่านี้ พรุ่งนี้เพิ่มขึ้นไปอีก 10 บาท อย่างนี้ไม่ดีหรอก รัฐบาลปล่อยให้มันเกิดเหตุอย่างนี้ไม่ได้ แต่เราผลิตน้ำมันเองไม่ได้ และประเทศผู้ผลิตน้ำมันมีปัญหาอยู่ เรานําเข้าจากตรงนั้น ประมาณครึ่งหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่ามันหายไปเป็นศูนย์ เรายังมีอีกครึ่งหนึ่งที่มาจากภูมิภาคอื่น ว่าถ้าหากเกิดเหตุ 100 วันแล้วมันแย่จริงๆ ลงมาเหลือ 50 วัน เราก็ยังสามารถทําได้อยู่” นายกฯ กล่าว

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีคำยืนยันจากปากของนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า “น้ำมันมีเพียงพอ” แต่ไม่ได้ยืนยันการ “ตรึงราคา” เอาไว้ เพราะในความเป็นจริง เวลานี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีราคาสูงขึ้นมาก และยังมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตราบใดที่สงครามยังไม่ยุติ ในทางตรงข้ามยังส่อว่าจะขยายวงและยืดเยื้อออกไปอีก ขณะที่เรามี “กองทุนน้ำมัน” ที่สามารถพยังราคาเอาไว้ได้อยู่ แต่เชื่อว่าหากราคาจริงในตลาดโลกยังพุ่งสูงไม่หยุดกองทุนน้ำมันก็ต้องหมดลง ซึ่งเวลานี้ก็เริ่มร่อยหรอลงไปแล้ว จนมีข่าวว่ารัฐบาลกำลังเตรียมออกพระราชกำหนดกู้เงินสำหรับนำเงินมาใช้เกี่ยวกับเรื่องการจัดซื้อน้ำมันในอีกไม่ช้า

ขณะเดียวกัน เป็นที่จับตากันว่า การ “ตรึงราคา” น้ำมันดีเซล จะมีถึงเมื่อไหร่ เพราะหากมีการปรับราคาขึ้นไปอีก มันก็ยิ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เป็นลูกโซ่แน่นอน เพราะเพียงแค่การจำกัดการซื้อ โดยห้ามชาวบ้านนำภาชนะไปเติมน้ำมัน มันก็เริ่มสร้างความเดือดร้อน เพราะแม้ว่าการจำกัดดังกล่าวเพื่อป้องกันการกักตุน แต่ในความเป็นจริงทำให้ชาวบ้านที่เป็นเกษตรกร ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ เช่น ใช้เติมน้ำมันในเครื่องตัดหญ้า รถไถนา เครื่องสูบน้ำ เป็นต้น พวกเขาได้รับความเดือดร้อน

อีกทั้งยังในอนาคตหากยิ่งราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นอีกก็จะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้า โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซล ที่เป็นต้นทุนหลักย่อมทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมีการปรับราคาขึ้นไปแล้ว โอกาสที่ลดลงมาแทบไม่มีอีกเลย จะเข้าสู่ภาวะ “ข้าวยากหมากแพง” แบบเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น เมื่อแนวโน้มสงครามยืดเยื้อและขยายวงกว้างออกไปแบบนี้ ยิ่งต้องเตรียมรับมือเอาไว้ตั้งแต่ตอนนี้ ว่าเราจะต้องเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพง อาจจะลำบากกันอีกรอบหากสถานการณ์ไม่กลับมาเป็นปกติในเร็ววัน ขณะเดียวกันยังเป็นการพิสูจน์ฝีมือของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รวมทั้งคณะรัฐมนตรีของเขา ที่ต้องบริหารในภาวะวิกฤต ที่กำลังจะเกิดขึ้นว่าจะทำได้ดีเพียงใด กับการที่มีอำนาจเต็ม ซึ่งทุกอย่างส่อเค้าหนักหนาสาหัสยิ่งนัก!!