xs
xsm
sm
md
lg

นักวิทย์ฯ เผยอีก 50 ปีข้างหน้าบรรยากาศโลกอาจเป็นพิษ มีคาร์บอนไดออกไซด์สูงเกินขีดจำกัดที่ร่างกายรับไหว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



รองศาสตราจารย์อเล็กซานเดอร์ ลาร์คอมบ์ (Associate Professor Alexander Larcombe) จากมหาวิทยาลัยเคอร์ติน (Curtin University) รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ประเทศออสเตรเลีย และทีมนักวิทยาศาสตร์ ได้เผยว่า อีกไม่เกิน 50 ปี โลกของเราอาจจะพบกับภาวะอากาศเป็นพิษ จากการศึกษาย้อนหลังพบว่าร่างกายมนุษย์มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมในกระแสเลือดมากขึ้น

ปัจจุบันปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ที่เพิ่มขึ้นกำลังทำให้โลกร้อนขึ้น และภาวะโลกร้อนได้สร้างผลกระทบในหลายๆ ด้าน ทั้งในด้านสภาพอากาศ สภาพแวดล้อม และร่างกายของเรา จนเกิดเป็นคำถามว่า ... คาร์บอนไดออกไซด์กำลังเปลี่ยนแปลงร่างกายของเราด้วยหรือไม่?

ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ (ในหน่วย ppm) ตลอด 800,000 ปีที่ผ่านมา โดยอิงจากการวัดอากาศที่ถูกกักอยู่ในน้ำแข็งของทวีปแอนตาร์กติกา (L?thi et al., 2008; Rubino et al., 2019) และการวัดโดยตรงที่หอดูดาวเมานาโลอา (ตั้งแต่ปี 1958 จนถึงปัจจุบัน) / ภาพ : springer.com
ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาและค้นหาคำตอบ พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในองค์ประกอบทางเคมีของเลือดมนุษย์ ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศที่เพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี ด้วยการตรวจ “ไบคาร์บอเนต” (Bicarbonate) ในร่างกายมนุษย์และจากการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังในระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านม นักวิจัยสังเกตเห็นการเพิ่มขึ้นของไบคาร์บอเนตในกระแสเลือดของมนุษย์ ซึ่งสอดคล้องกับระดับการเพิ่มขึ้นของก๊าสคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศของโลกตลอด 20 ปีที่ผ่านมาเช่นกัน

ปกติในสิ่งมีชีวิตที่ใช้ออกซิเจนในการหายใจรวมถึงมนุษย์ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เกิดขึ้นเป็นผลพลอยได้จากการหายใจระดับเซลล์ และจำเป็นต้องถูกกำจัดออกจากร่างกายในรูปของของเสีย ไบคาร์บอเนตเป็นสารเคมีที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อรักษาความเป็นกรด - เบสในร่างกายให้สมดุล คาร์บอนไดออกไซด์ที่เข้าสู่ร่างกายของเราจะถูกเก็บไว้ในรูปของกรดคาร์บอนิกในกระแสเลือด หากมีปริมาณมากจะส่งผลให้เลือดของเรามีความเป็นกรดเพิ่มมากขึ้น และการพบสารไบคาร์บอเนตในเลือดในปริมาณมากก็สามารถจึงบ่งชี้ได้ว่ามีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น และแบบจำลองของงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ในปัจจุบันระดับค่าเฉลี่ยไบคาร์บอเนตในร่างายมนุษย์อาจเข้าใกล้ขีดจำกัดของร่างกายที่สามารถรับและกำจัดออก

ผลจากการศึกษาในครั้งนี้ได้มีการคาดการณ์ว่า ภายในอีก 50 ปีข้างหน้า หากแนวโน้มการมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในกระแสเลือดที่เพิ่มขึ้นเหมือนในปัจจุบันยังคงดำเนินต่อไป อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายในระยะยาว เช่น ประสิทธิภาพในการเรียนรู้และการตัดสินใจที่ลดลง เนื่องจากภาวะเลือดเป็นกรดส่งผลกระทบโดยตรงต่อการไหลเวียนเลือดที่หล่อเลี้ยงระบบสมองและระบบประสาท และร่างกายอาจเสียสมดุล เนื่องจากร่างกายต้องดึงแร่ธาตุจากกระดูกมาสร้างไบคาร์บอเนตในปริมาณมากเพื่อควบคุมความเป็นความสมดุลร่างกาย

(A) การเปรียบเทียบแนวโน้มตามเวลาของระดับไบคาร์บอเนตในซีรั่มของประชากร (วงกลมทึบ แกน y ด้านซ้าย) ในผู้ใหญ่ชาวสหรัฐอเมริกาจากฐานข้อมูลชีวเคมี NHANES และความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศที่วัดได้ (กล่องเปิด เส้นประ แกน y ด้านขวา) ที่เมานาโลอา รัฐฮาวาย (Lan et al., 2025) เส้นสีดำคือเส้นแนวโน้มสำหรับ HCO3? โดยใช้สูตร y?=?0.081x-138.15 (B) แนวโน้มตามเวลาของระดับแคลเซียม (สามเหลี่ยมทึบ เส้นทึบ แกน y ด้านซ้าย) และฟอสฟอรัส (เพชรเปิด เส้นประ แกน y ด้านขวา) ในซีรั่มของประชากรในผู้ใหญ่ชาวสหรัฐอเมริกาจากฐานข้อมูลชีวเคมี NHANES ในช่วงเวลาเดียวกัน / ภาพ : springer.com
“งานวิจัยนี้ไม่ได้พิสูจน์ถึงสาเหตุและผลกระทบ แต่ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อชีววิทยาของมนุษย์ และเรื่องนี้น่ากังวลเป็นพิเศษสำหรับเด็กและวัยรุ่น ซึ่งร่างกายที่กำลังพัฒนาของพวกเขาจะได้รับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเวลานานที่สุด”

ผลงานการศึกษาในเรื่องนี้ ถือเป็นงานวิจัยแรกที่ได้เผยให้เห็นว่าภาวะโลกร้อนที่กำลังเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี กำลังเปลี่ยนองค์ประกอบทางเคมีในกระแสเลือดของมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันภัยคุกคามต่อสุขภาพของมนุษย์


ข้อมูล – รูปอ้างอิง
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
- link.springer.com (Carbon dioxide overload, detected in human blood, suggests a potentially toxic atmosphere within 50 years)
- phys.org(Rising carbon dioxide levels now detected in human blood)

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

*** Rights and permissions : Open Access This article is licensed under a Creative Commons Attribution 4.0 International License, which permits use, sharing, adaptation, distribution and reproduction in any medium or format, as long as you give appropriate credit to the original author(s) and the source.