xs
xsm
sm
md
lg

ใช้ 27 ล้าน กำจัดถังสารเคมี "วิน โพรเสส" ก่อนครบ 2 ปีไฟไหม้ใหญ่ จุดลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ใช้เงินหลวง 27 ล้านบาท กำจัดเฉพาะถังสารเคมีใน "วิน โพรเสส" แล้ว สำรวจตำนานจุดลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ก่อนครบรอบ 2 ปี ไฟไหม้ครั้งใหญ่


รายงานพิเศษ


“ถังที่บรรจุสารเคมีหลายชนิด โดยเฉพาะ “กรด” ได้ถูกทยอยดูดส่งออกไปกำจัดเกือบหมดแล้ว รวม ๆ แล้ว เฉพาะสารเคมีที่อยู่ในถังน่าจะมีอยู่ประมาณ 4,000 ตัน ตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน (เริ่มตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2568) เหลือที่ต้องทำงานต่ออีกประมาณ 300 ตัน”

นี่เป็นข้อมูลเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 ที่ได้รับจากคนควบคุมงานในการกำจัดถังสารเคมีทั้งที่บรรจุอยู่ในถังขนาด 200 ลิตร และขนาด 1,000 ลิตร ในโรงงาน วิน โพรเสส บ้านหนองพะวา ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง สถานที่ซึ่งขอใบอนุญาตเปิดเป็นโรงงานบังหน้าแต่ไม่มีเครื่องจักรแม้แต่ชิ้นเดียว เพราะใช้เป็นจุดลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมนานาชนิดมาตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปี 2563 ก่อนจะแพ้ทุกคดีที่ถูกชาวบ้านฟ้องร้อง และเกิดเหตุไฟไหม้โรงงานครั้งใหญ่เมื่อ 22 เมษายน 2567 จนกลายเป็นพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและนักวิชาการทั่วโลก

ตัวเลขสารเคมีเฉพาะที่บรรจุอยู่ในถังอีก 4,000 ตัน ที่ต้องใช้งบประมาณจากรัฐบาลไทย 27 ล้านบาท จ้างบริษัท บริหารและพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จำกัด หรือ GENCO เข้ามานำของเสียอันตรายเหล่านี้ออกไปกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เป็นเพียงตัวเลขของเสียอันตรายที่บรรจุอยู่ในถังที่หลงเหลือมาจากเหตุไฟไหม้เมื่อเกือบ 2 ปีก่อนหน้านี้ แต่ยังมีถังสารเคมีที่ถูกไฟไหม้จนระเบิดไปแล้วอีกหลายพันถังตกค้างอยู่ในซากโรงงานร้างแห่งนี้





เทียบ สมานมิตร
เทียบ สมานมิตร ชาวบ้านหนองพะวา ที่สูญเสียสวนยางพารา 36 ไร่ จากการยืนต้นตายเพราะมีที่ดินติดกับโรงงาน วิน โพรเสส เข้ามาร่วมเดินสำรวจความคืบหน้าในการจัดการกับถังสารเคมีที่อยู่ในโรงงานด้วย และแม้ว่า “ลุงเทียบ” จะพอใจที่เห็นถังสารเคมีอันตรายซึ่งก่อนหน้านี้อยู่ในสภาพผุกร่อน รั่วซึม ถูกวางตากแดดจนสร้างความกังวลว่าจะเกิดการรั่วไหลหรือเกิดระเบิดขึ้นอีกได้หรือไม่ ได้ถูกนำไปกำจัดจนเกือบหมดแล้ว แต่เขาก็เชื่อว่า การกำจัดของเสียอันตรายออกจากวิน โพรเสส เพียงเท่านี้ ยังไม่ได้ช่วยลดผลกระทบจากการปนเปื้อนของมลพิษที่เขาและชาวหนองพะวาต้องเผชิญอยู่ เพราะต้นเหตุหลักของการปนเปื้อน ไม่ใช่ของเสียอันตรายที่อยู่ในถัง

ลุงเทียบ คือหนึ่งใน 15 คนที่เป็นผู้ฟ้องคดีแพ่งเพื่อขอรับค่าชดเชยเยียวยาความเสียหายจาก วิน โพรเสส และศาลพิพากษาให้โรงงานต้องชดเชยให้เขาเป็นเงิน 5.3 ล้านบาทตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2565 แต่ผ่านมานานกว่า 3 ปีแล้ว ก็ยังไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว ในขณะที่นายโอภาส บุญจันทร์ เจ้าของโรงงาน วิน โพรเสส ถูกตัดสินจำคุกฐานครอบครองวัตถุอันตรายทั้งที่โรงงานวิน โพรเสส และโรงงานอีก 3 แห่งในชื่อ บริษัท เอกอุทัย จำกัด เสียชีวิตไปแล้วในระหว่างถูกคุมขัง

“ทุกคนที่มาที่สวนยางพาราของลุง ก็น่าจะยังได้กลิ่นสารเคมีรุนแรงอยู่เหมือนเดิม เช่นเดียวกับที่เราได้กลิ่นกันในวันนี้”

“จุดสำคัญที่ทำให้เกิดการปนเปื้อนออกมาจากโรงงาน คือ น้ำในบ่อขนาดใหญ่ที่เป็นบ่อน้ำของโรงงานต่างหากครับ และที่บ่อนั้น หน่วยงานรัฐยังไม่ได้ทำอะไรกับมันเลยนอกจากทำคันดินกั้นไว้เท่านั้น แต่การปนเปื้อนมันซึมออกมาจากด้านล่าง ... ถ้าไม่กำจัดน้ำในบ่อนั้น ก็ยังบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านไม่ได้”






บ่อน้ำของโรงงาน ที่ลุงเทียบ สมานมิตร พูดถึง มีสภาพเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ น้ำในบ่อเป็นสีดำสนิท เมื่อโยนสิ่งของลงไปจะเกิดเป็นฟองผุดคล้ายน้ำเดือดลอยขึ้นมา น้ำในบ่อนี้เคยได้รับการตรวจหาค่าความกรดในน้ำแล้วจากหน่วยงานของรัฐ และได้ค่า PH = 0 ซึ่งถือว่า มีค่าความเป็นกรดเข้มข้นและอันตรายมาก

เมื่อเดินสำรวจโดยรอบบ่อน้ำสีดำข้ามมายังที่ดินที่เคยเป็นสวนยางพาราของลุงเทียบ ก็จะเห็นจุดที่มีน้ำซึมออกมาหลายจุด และยังมีคูน้ำที่ไหลลงไปยังแหล่งน้ำธรรมชาติไปจนถึง “สระหนองพะวา” ที่ห่างออกไปอีกราว 1 กิโลเมตร ซึ่งชาวบ้านเคยใช้เป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้ในอดีต ซึ่งในวันนี้ น้ำทุกจุดตั้งแต่ที่ข้างบ่อดำในสวนลุงเทียบ คูน้ำ แอ่งน้ำ ไปจนถึงสระหนองพะวา กลายเป็นน้ำสีสนิมเข้ม มีคราบมลพิษเกาะอยู่ที่เนื้อดินทุกจุด

“ถ้ายังไม่นำน้ำในบ่อดำไปกำจัด ผลกระทบก็ยังไม่จบสิ้นครับ” เทียบ สมานมิตร ย้ำ

นอกจากน้ำในบ่อดำที่เป็นของเสียอันตราย ยังพบการลักลอบฝังกลบของเสียอันตรายไว้ใต้พื้นดินของโรงงานแห่งนี้อีกด้วย หลักบนที่ชัดเจนเกิดขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกพบตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งชาวบ้านหนองพะวา ทนกลิ่นเหม็นที่ออกมาจากโรงงานไม่ไหว จึงรวมตัวกันมาปิดล้อมโรงงานเพื่อให้ให้อุตสาหกรรม จ.ระยอง ขุดดินขึ้นมาดู และพบกากสารเคมีถูกฝังอยู่ใต้ดินในทุกจุดที่ขุดลงไป ทั้งที่ในเวลานั้น พื้นที่นี้ยังไม่มีใบอนุญาติให้ประกอบกิจการโรงงานด้วยซ้ำ ... และครั้งที่ 2 พบหลังจากที่เกิดไฟไหม้เมื่อปี 2567 ซึ่งหน่วยงานรัฐพยายามจะขุดดินจากในโรงงานมาคันกั้นน้ำจากบ่อดไม่ให้ทะลักออกไป แต่จุดที่ขุดลงไปกลับมีสารเคมีสีดำสนิทถูกฝังอยู่ใต้ดิน





สนิท มณีศรี
สนิท มณีศรี ชาวบ้านหนองพะวาอีกคนที่เป็นผู้ฟ้องคดี และเป็นคนที่เข้ามาติดตามสถานการณ์ในโรงงานเสมอไม่ว่าจะเป็นช่วงไฟไหม้หรือช่วงที่มีฝนตกหนัก บอกว่า การได้เห็นความพยายามขนย้ายถังสารเคมีออกจากโรงงานถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่น่าพอใจอยู่บ้าง แต่ก็มีคงวามเห็นเช่นเดียวกันกับลุงเทียบว่า จุดสำคัญที่ทำให้เกิดการปนเปื้อน คือ น้ำในบ่อดำและกากอุตสาหกรรมที่ถูกฝังลงไปใต้ดินจนตรวจพบการปนเปื้อนในน้ำบาดาลไปแล้ว ดังนั้นก็หวังว่า รัฐบาลชุดต่อไป จะมีความพยามหาทางมาช่วยกำจัดของเสียอันตรายที่เหลืออยู่ให้หมดไป

“หวังว่ารัฐจะหาเงินมาเพิ่มในการกำจัด ซึ่งเราเข้าใจดีว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะงบประมาณที่จะใช้กำจัดน้ำในบ่อหรือกากอุตสาหกรรมที่ฝังอยู่ใต้ดิน คงไม่ใช่หลัก 10-20 ล้านแบบรอบนี้ แต่มันต้องใช้เงินหลักหลายร้อยล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ควรนำไปใช้พัฒนาประเทศ”

“แต่ความเดือดร้อนที่ชาวบ้านได้รับ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากชาวบ้านเลย ชาวบ้านหนองพะวาไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากโรงงานเลย เราทักท้วง คัดค้าน แจ้งข้อมูลการทำความผิดให้หน่วยงานรัฐมาโดยตลอด”

“กลับกัน เมื่อรัฐลงมาดูแล้ว กลับอนุญาตให้เขาเปิดโรงงาน เจอเขาทำความผิดก็ปล่อยปละละเลยจนทำให้ความเสียหายมันร้ายแรงขึ้นเรื่อย ๆ ... ถ้าต้องใช้เงินจำนวนมากมากำจัด รัฐก็ต้องทำ และต้องนำเจ้าหน้าที่ที่ละเลยมาลงโทษ รวมทั้งต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้เรื่องเลวร้ายแบบนี้ไปเกิดขึ้นกับที่อื่นได้อีกด้วย”

สนิท มณีศรี กล่าวทิ้งท้ายโดยหวังว่า หนองพะวา และ วิน โพรเสส จะเป็นจุดสำคัญที่ทำให้หน่วยงานรัฐไม่ทำงานย่ำแย่ในรูปแบบเดิมอีก.