xs
xsm
sm
md
lg

ค่าการกลั่นน้ำมันพุ่งสูง ถล่มรัฐบาลอย่าโยนภาระ ดึงกำไรช่วยกองทุนน้ำมัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ค่าการกลั่นพุ่งสูงจุดประเด็นร้อน จี้รัฐบาลดึงกำไรช่วยอุ้มกองทุนน้ำมันก่อนผลักภาระให้ประชาชน ด้านกลุ่มโรงกลั่นโต้ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงดัชนีตลาดโลกที่ยังไม่ได้หักต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมหาศาล

จากสถานการณ์วิกฤติราคาน้ำมันที่เป็นผลมาจากการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้น ปรากฎว่ามีตัวเลขส่วนหนึ่งที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ คือ ค่าการกลั่นน้ำมัน เพราะปรากฎว่าพุ่งสูงขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 6 บาท ต่อลิตร ทำให้มีการออกมาตั้งข้อสังเกตทำไมตัวเลขถึงพุ่งสูงจนผิดปกติ และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณานำกำไรส่วนนี้ไปช่วยบรรเทาภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์คลิปผ่านเฟซบุ๊ก เรียกร้องให้รัฐบาลใช้เงินส่วนต่างที่เพิ่มจากค่าโรงกลั่นแก้ปัญหาวิกฤตราคาพลังงาน เพราะปัจจุบันพบว่าค่าการกลั่นมีราคาสูงขึ้นเกือบ 3 เท่า เมื่อเทียบกับเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา จึงควรนำค่าการกลั่นดังกล่าวจ่ายให้กับกองทุนน้ำมัน เพื่อลดภาระที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในอนาคต ทั้งนี้ รัฐบาลใช้มาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซล โดยใช้เงินจากกองทุนน้ำมัน ที่ลิตรละเกือบ 16 บาท เป็นตัวเลขที่สูงมาก และจะเป็นภาระของประชาชนต่อไปในอนาคต

“อยากเรียกร้องว่าในภาวะวิกฤตพลังงานปัจจุบัน รัฐบาลจำเป็นทบทวนเรื่องโครงสร้างราคาพลังงานทั้งหมด ไม่เฉพาะน้ำมัน แต่ยังรวมถึงก๊าซ และไฟฟ้า เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน และไม่มีใครที่แสวงหากำไร หรือ ผลตอบแทนในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ขณะที่ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ประชาชนอาจไม่ทราบว่าเหตุที่ราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการยังนิ่ง เพราะกองทุนน้ำมันใช้เงินในกองทุนชดเชย โดยวานนี้ (11 มี.ค.) ชดเชยดีเซลถึงลิตรละ 16.97 บาท ส่วนแก๊ซโซฮอล 91 และ 95 ชดเชยลิตรละ 7.41 บาท โดยรัฐบาลประกาศว่าจะตรึงดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน ซึ่งจะครบวันที่ 17 มี.ค. จากนั้นหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายคงต้องปรับราคาสูงขึ้น เพื่อลดภาระกองทุนนํ้ามัน และเพื่อให้กลไกตลาดช่วยทำให้เกิดการประหยัดการใช้มากกว่าปัจจุบัน

“มีเรื่องหนึ่งที่กระทรวงพาณิชย์ไม่ควรมองข้าม นั่นคือค่าการกลั่น ที่เพิ่มขึ้น 3 เท่าในช่วง 10 วันที่ผ่านมา จากลิตรละ 2 บาทเป็น 6 บาท หมายความว่าเรากำลังใช้เงินของประชาชนไปจ่ายกำไรเพิ่มขึ้นให้กับเหล่าบริษัทกลั่นนํ้ามัน หากทางกระทรวงพาณิชย์คุมให้ค่าการกลั่นอยู่ในระดับปกติคือ 2 บาท ราคานํ้ามันจะถูกลงได้ถึง 4 บาทต่อลิตรทันที” นายกรณ์ กล่าว

ด้านกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม (กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ) ชี้แจงข้อเท็จจริง “ค่าการกลั่น” ว่า เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกลไกราคาและต้นทุนที่แท้จริงของอุตสาหกรรมโรงกลั่น ค่าการกลั่น (Market GRM) ไม่เท่ากับกำไรสุทธิ ค่าการกลั่นที่ปรากฏในข่าวที่เพิ่มขึ้นจาก 2 บาทต่อลิตร เป็นประมาณ 6 บาทต่อลิตร เป็นเพียงดัชนีส่วนต่างราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งยังไม่ได้หักต้นทุนสำคัญที่โรงกลั่นต้องแบกรับ ประกอบด้วย ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium), ค่าขนส่งทางเรือ (Freight) และค่าประกันภัย ซึ่งปัจจุบันต้นทุนเหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 3-6 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ กำไร/(ขาดทุน) จากสต็อกน้ำมัน และ กำไร/(ขาดทุน) การบริหารความเสี่ยงด้านราคา ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ค่าการกลั่นไม่ได้สะท้อนผลประกอบการที่แท้จริง

นอกจากนี้ ระบบการค้าขายน้ำมันของประเทศไทยอิงราคาตลาดโลก โรงกลั่นไม่สามารถกำหนดราคาน้ำมันดิบหรือราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปเองได้ โดยต้องอิงราคาตลาดทั้งสองด้าน จึงมีความผันผวนตามสถานการณ์ตลาดพลังงานโลก ในทางปฏิบัติ โรงกลั่นจำเป็นต้องจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าประมาณ 1–2 เดือน เพื่อให้การผลิตต่อเนื่อง จึงต้องรับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก เนื่องจากในวันที่ซื้อน้ำมันดิบ ยังไม่สามารถทราบได้ว่าราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่จะขายในอนาคตจะเป็นเท่าใด

ในบางช่วงเวลาที่ค่าการกลั่นอาจปรับตัวลดลงอยู่ในระดับที่ต่ำมาก หรือ บางช่วงอาจต่ำจนไม่ครอบคลุมต้นทุนการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม โรงกลั่นยังคงต้องแบกรับภาระและเดินเครื่องผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีน้ำมันเพียงพอต่อการใช้งานและไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนพลังงานภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นพันธกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพของประเทศ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศ โดยใช้กลไกชดเชยราคาผ่านผู้ค้าน้ำมัน เพื่อนำไปดูแลราคาขายปลีกให้กับผู้บริโภค จึงไม่ใช่การอุดหนุนผู้ประกอบการโรงกลั่นตามที่บางส่วนเข้าใจคลาดเคลื่อน