ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ อหังการ์ ภูมิใจไทย จัดสัมมนา สส.ที่สนามช้าง ท้าทายคำพิพากษาศาลฎีกา ปมที่ดินเขากระโดง!
การสัมมนา สส.พรรคภูมิใจไทย ที่จัดขึ้นที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 8-9 มี.ค.ที่ผ่านมา เป็นเจตนาชัดที่จะ “แสดงออกทางสัญญลักษณ์” ให้เห็นว่า...ผู้อยู่เบื้องหลังชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ “ครูใหญ่เนวิน ชิดชอบ”
เพราะในช่วงก่อนการเลือกตั้ง รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย โดย “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ใช้อำนาจ โยกย้ายข้าราชการฝ่ายปกครองครั้งมโหฬาร คนพวกนี้มีผลได้ผลเสียต่อการเลือกตั้ง ยังมีกกต.เสียงข้างมาก และเลขาฯ กกต. ที่มี “บุรีรัมย์คอนเนกชัน” เป็นแนวร่วม
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการสร้างภาพ “โหนสถาบันฯ” เพื่อให้นักเลือกตั้งคล้อยตามว่า ทิศทางการเมืองในอนาคต จะเป็นอย่างไร
ทำให้นักการเมือง “บ้านใหญ่” จากพรรคการเมืองต่างๆ ไม่ว่า พรรคเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ ชาติไทยพัฒนา ต่างไหลเข้ามา เหมือนฝนตกห่าใหญ่
ไม่ใช่เพราะอุดมการณ์ทางการเมืองตรงกัน แต่เป็นเรื่องเจรจาเงื่อนไขผลประโยชน์ สัญญาแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรี หลังการเลือกตั้ง ต่างหาก
เมื่อพรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง จึงเลือกเอา “สนามช้าง” จ.บุรีรัมย์ เป็นที่ประกาศชัยชนะ เป็นที่ปฐมนิเทศ สส.ของพรรค และเป็นที่จัดตั้งรัฐบาล “อนุทิน 2”
เพราะความชัดเจนว่ารัฐบาลประกอบด้วยพรรคใดบ้าง พรรคไหนเป็นฝ่ายค้าน จะเปิดประชุมสภาฯ นัดแรกเมื่อไร ใครเป็นประธานสภาฯ จะเลือกนายกรัฐมนตรี วันไหน “บ้านใหญ่” บ้านไหน ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงใด ความชัดเจนล้วนเกิดขึ้นที่ “สนามช้าง” ที่ “เขากระโดง”
ทั้งๆที่ ที่ดินแห่งนี้ ศาลฎีกามีคำพิพากษาออกมาแล้วว่า เป็นที่ดินหลวง เป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย แต่ถูกคนกลุ่มหนึ่ง รวมทั้งคนใน “ตระกูลชิดชอบ” ใช้อำนาจการเมืองเข้ายึดครองเป็นของส่วนตัว
และด้วยความอหังการ์ ที่คิดว่า รัฐบาล “อนุทิน 2 ” นั้นทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับที่ดินเขากระโดง ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงคมนาคม ที่กำกับดูแลการรถไฟแห่งประเทศไทย, กระทรวงมหาดไทย กำกับดูแลกรมที่ดิน และกระทรวงยุติธรรม ที่คุมกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ “ดีเอสไอ” ล้วนอยู่ในกำมือของพรรคภูมิใจไทย
จึงเชื่อมั่นว่า ในช่วงที่เป็นรัฐบาลนี้ จะจัดการได้อย่างเบ็ดเสร็จ “ที่ดินเขากระโดง” จะไม่มีวันกลับไปเป็นของการรถไฟ!
โดยเฉพาะพรรคการเมืองหัวหอกที่เคยคัดค้าน อย่างพรรคเพื่อไทย หรือ พรรคประชาชาติ ต่างก็ถูกปิดปาก ด้วยการดึงให้มาร่วมรัฐบาลแล้ว
แต่แผน “ฮุบที่ดินเขากระโดง” นี้ ย่อมมีประชาชนจำนวนไม่น้อย ที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจทางการเมืองเข้ามา “กินรวบ”!
ล่าสุด “คณะกรรมการพิทักษ์หลักนิติธรรม” ได้มีแถลงการณ์ “หยุดย่ำยีหลักนิติธรรม ขอพลังประชาชน ปกป้องสมบัติแผ่นดินเขากระโดง” ออกมาแล้ว
แถลงการณ์ ระบุว่า... “อนุทิน ชาญวีรกูล” ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผู้นำสูงสุดของฝ่ายบริหาร มีพฤติการณ์ที่ท้าทายกฎหมาย และสายตาประชาชนอย่างที่สุด ด้วยการนำ สส.พรรคภูมิใจไทย กว่า192 ชีวิต ไปจัดสัมมนาแสดงอำนาจ ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์
นี่ไม่ใช่เพียงการสัมมนาพรรคการเมืองธรรมดา แต่นี่คือการท้าทายคำพิพากษาศาลฎีกา จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริง ที่ถูกปิดบังต่อพี่น้องประชาชน ดังนี้
1. ที่ดินเขากระโดง คือสมบัติของชาติ : ศาลฎีกาและศาลปกครอง ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2560 ยืนยันว่า ที่ดิน 5,083 ไร่เศษ คือที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่ไม่มีใครมีสิทธิ์ยึดครองเป็นของส่วนตัว
2. นายกรัฐมนตรี ละเมิดมาตรา 53 แห่งรัฐธรรมนูญ : รัฐธรรมนูญ มาตรา 53 บัญญัติ ว่า “รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตาม และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด” แต่ “อนุทิน” ในฐานะนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กลับเพิกเฉย ต่อการเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกทับที่หลวง ซ้ำร้ายยังใช้สถานที่ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินพิพาทนั้น เป็นที่พำนัก และเป็นที่จัดกิจกรรมทางการเมือง
3 . สองมาตรฐานที่น่ารังเกียจ : ในขณะที่ประชาชนคนยากจนถูกฟ้องขับไล่จากที่ดินทำกินอย่างรวดเร็ว แต่ “ผู้มีอำนาจรัฐ” กลับใช้กลไกของกรมที่ดิน ประวิงเวลา บิดเบือนการบังคับใช้กฎหมาย
จึงขอให้พี่น้องชาวไทย “ตื่นรู้ และลุกขึ้นปกป้องสิทธิ์” ร่วมกันจับตาการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ และส่งเสียงบอกรัฐบาลว่า “กฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์ สมบัติชาติต้องกลับคืนสู่แผ่นดิน”
ขอให้ติดตามดูกันต่อไปว่า “ที่ดินเขากระโดง” จะไม่ต่างอะไรกับระเบิดเวลา สำหรับ“รัฐบาลอนุทิน 2”
และหากมองในมุมกลับ “ตระกูลชิดชอบ” อาจกำลังหวาดผวา ว่า“ที่ดินเขากระโดง” กำลังจะกลับไปเป็นที่ดินของการรถไฟ ตามเดิมก็เป็นได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นจะทำให้ตระกูลของเขาเสียหายมากทั้งในด้านธุรกิจ และการเมือง
จึงต้องสร้างภาพให้เห็นว่า เมื่อมีอำนาจการเมืองอยู่ในมือ ก็ไม่มีวันที่ที่ดินเขากระโดงจะหลุดลอยไป
"ผู้ยิ่งใหญ่" แห่งบุรีรัมย์ อาจยื้อเวลาได้ ด้วยอำนาจการเมือง แต่ไม่อาจยื้อ “ความจริง” ที่ศาลฎีกาได้ตัดสินไว้อย่างชัดเจนแล้ว!
++ ส่อง“แอ็คมี่-วรวัฒน์” โปรไฟล์หรูหมื่นล้าน-สามี "นางเอกช่องดัง" หลังงานงอก ถูกแจ้งความ หลอกลงทุน 1,386ล้าน !
วงการบันเทิงและวงการคริปโต ร้อนปรอททะลุอีกครั้ง! เมื่อกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวน อาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) แทบแตก ! เพราะเหล่าผู้เสียหายรวมตัวแจ้งความจับ “แอ็คมี่-วรวัฒน์ นาคแนวดี” วัย 36 ปี สามีสุดที่รักของ “นางเอกช่องดัง” หลังสร้างตำนาน "เหรียญทิพย์" ทำเงินของนักลงทุนละลายหายไปในอากาศสูงถึง 1,386 ล้านบาท!
ว่ากันว่า ผู้เสียหายส่วนใหญ่ ได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะได้ผลตอบแทน 500 เท่า ซึ่งเป็นเล่ห์เหลี่ยมที่ใช้หากินซ้ำๆ ของวงการแชร์ลูกโซ่ยุคดิจิทัล ด้วยการการันตีผลตอบแทนสูงลิ่ว แต่พอถึงวันจ่ายเงิน เมื่อ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา กลับอ้างว่า "ระบบถูกแฮ็ก" หรือ ติดกฎหมายฟอกเงินต่างประเทศ… โป๊ะจึงแตกโพละ เป็นเรื่องเดือดร้อนขึ้นมา
หลังจากมีผู้เสียหายโผล่มาแจ้งความ ปรากฏว่า การขุดคุ้ยโปรไฟล์ของ "แอ็คมี่-วรวัฒน์" ก็พบว่า ฉากหน้าสุดหรูหรา แต่เบื้องหลังเต็มไปด้วยปมจนน่าฉงน!
ต้องบอกว่า “แอ็กมี่-วรวัฒน์” โด่งดังในโลกโซเชียลไม่เบา เข้าทำนอง“โปรไฟล์หรู”
เจ้าตัวพรีเซนต์ ว่าเป็น “นักธุรกิจหมื่นล้าน” เป็นผู้ก่อตั้ง บริษัทเทคโนโลยีการเงินและการลงทุน (Fintech) อยู่ในหลายประเทศทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้ง องค์กร Traderist มานานกว่า 10 ปี
ฉายาในวงการคริปโต เป็นที่รู้จักในชื่อ "Acme Traderist" วางตัวเป็นเทรดเดอร์ระดับโลก และผู้เชี่ยวชาญด้าน Fintech มีกลุ่มแฟนคลับและลูกศิษย์ที่เรียกตัวเองว่า "ACT Warriors" จำนวนมหาศาล
มีชีวิตสุดลักชูรี มักโพสต์ภาพใช้ชีวิตหรูหรา ขับซูเปอร์คาร์ แถมมีภาพร่วมเฟรมกับคนดังระดับโลก และนักการเมืองระดับบิ๊ก เช่น ภาพคู่กับ "ทักษิณ ชินวัตร" ที่เป็นกระแสไปเมื่อปีที่แล้ว
“แอ็คมี่-วรวัฒน์” ยังมีอีกบทบาทเป็นนักร้องนำ "DoubleDeep" วงดนตรีร็อค ภายใต้สังกัด Great Begins Records
แถมดีกรีการศึกษาเพิ่งจะฉลองรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากสถาบันนอก (EIU-Paris) หรือ “ดร.” มาหมาดๆ จนเหล่าสาวก "ACT Warriors" พากันอวยยศ เรียกท่านด็อกเตอร์ กันเกรียวกราว!
ที่เป็นไวรัลไปทั่วโซเชียล ก็เห็นจะเป็น งานแต่งสุดอลังการกับนางเอกสาว "นนนี่ ณัฐชา" เมื่อปี 2566 ตอนนี้กลายเป็นถูกตั้งคำถามว่า เงินที่ใช้จัดงาน...เงินใคร?
พร้อมๆกับคำถามว่า เพราะภาพลักษณ์ "นางเอก" หรือไม่!? ทำให้เหยื่อนับพันรายกล้าควักกระเป๋าลงทุน เพราะคิดว่า ระดับสามีดาราดัง คงไม่กล้าทำเสียชื่อเสียง
อีกอย่างมองกันว่า ทำไมเหยื่อจึงหลงเชื่อหลอกให้ลงทุนง่ายดาย ก็จากภาพลักษณ์ "สายเปย์-สายบุญ" ของ แอ็คมี่-วรวัฒน์ ที่กลายเป็นข่าวฮือฮาบนโซเชียล เมื่อทุ่ม100 ล้าน ซื้อหุ่นยนต์กวาดระเบิดช่วยชาติ ช่วยกองทัพ นี่ถือเป็น"ใบเบิกทาง" ชั้นดี สร้างความน่าเชื่อถือ ระดับพรีเมียมด้วยหรือเปล่า ?
วันนี้ว่ากันว่า "แอ็คมี่-วรวัฒน์" ไม่อยู่ในไทย มีกระแสข่าว หนีหมายจับไปอยู่ "ดูไบ" ดินแดนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสวรรค์ของเหล่านักธุรกิจที่มีปัญหากับกฎหมายไทย เรียบร้อยตั้งแต่ปีที่แล้ว
หลายๆคน ที่เคยลงทุนกับ "แอ็คมี่ วรวัฒน์" ถึงกับกุมขมับ สร้างความน่าเชื่อถือเป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้าน Fintech ระดับโลก ทำไมถึงพาเหล่าลูกศิษย์ไปลงเหวได้ ? เป็นด็อกเตอร์สายการเงินแท้ๆ แต่มีชื่อพัวพันคดีหลอกลงทุน จนกลายเป็น "ผู้ต้องหา" ฉ้อโกงประชาชน หนีหมายจับเสียอย่างนั้น
วงในกระซิบมาว่า นักธุรกิจหมื่นล้านรายนี้ มีการโอนทรัพย์สินบางส่วนออกไปในรูปของ "สินทรัพย์ดิจิทัล" ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว...เตรียมการมาดีขนาดนี้ กฎหมายไทยจะตามไปกระชากตัวกลับมาได้ไหม ต้องติดตามตอนต่อไป !

