ศูนย์ข่าวศรีราชา - ผู้ว่าฯ ชลบุรี กำชับทุกหน่วยติดตามสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางใกล้ชิด สั่งคุมเข้มความปลอดภัยชาวต่างชาติในเมืองพัทยา ดูแลกำลังพลคอบร้าโกลด์ ที่จะเข้าพักผ่อนในพื้นที่ ลุยตรวจธุรกิจนอมินีต่างชาติ
วานนี้ ( 6 มี.ค.) นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานการประชุมติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง รวมทั้งติดตามการฝึกร่วมทางทหาร “คอบร้าโกลด์” เพื่อวางมาตรการรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น พร้อมกำชับหน่วยงานด้านความมั่นคง คุมเข้มความปลอดภัยในพื้นที่เมืองพัทยา และเปิดปฏิบัติการเชิงรุกตรวจสอบธุรกิจนอมินีของชาวต่างชาติ
โดยมี พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ,นายอิสรา เจริญชาศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ,พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ,นายอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอบางละมุง, ผู้กำกับการทั้ง 4 สถานีตำรวจในพื้นที่ อ.บางละมุง และผู้อำนวยการดีเอสไอ ภาค 2 เข้าร่วม ณ ห้องประชุมศาลาว่าการเมืองพัทยา จ.ชลบุรี
ขณะที่ พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผู้กำกับการ สภ.พัทยา ในฐานะเลขานุการการประชุม ได้รายงานสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางว่า อาจส่งผลกระทบต่อเมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยา ที่มีชาวต่างชาติหลายสัญชาติพักอาศัยทั้งชาวอิหร่าน อิสราเอล และชาวยุโรป ซึ่ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้เฝ้าระวังและกำหนดมาตรการป้องกันเหตุในเขตเมืองพัทยาและ จ.ชลบุรีอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุความไม่สงบ
และยังให้ปราบปรามชาวต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมาย รวมถึงกลุ่มที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในพื้นที่ ที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
โดย สภ.เมืองพัทยา ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่แบบบูรณาการเฝ้าระวังพื้นที่สำคัญในเมืองพัทยา จำนวน 6 จุด พร้อมจัดกำลังสายตรวจออกตรวจพื้นที่ทุก 2 ชั่วโมง รวมถึงจัดกำลังดูแลความปลอดภัยกำลังพลจากต่างประเทศที่เดินทางเข้าร่วมการฝึก “คอบร้าโกลด์” ที่จะเข้าพักในเมืองพัทยา จำนวน 2 รอบ รอบละประมาณ 250 นาย พร้อมตั้งจุดตรวจจุดสกัดเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยตลอดช่วงระยะเวลาพำนัก
ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ยืนยันว่าประเทศไทย จะมีพลังงานสำรองใช้ได้ประมาณ 93 วัน ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังเร่งหาแนวทางจัดหาพลังงานจากแหล่งอื่น เพื่อลดความเสี่ยงจากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมทั้งกำชับให้หน่วยงานด้านความมั่นคงเพิ่มการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากในพื้นที่เมืองพัทยาและจังหวัดชลบุรีมีนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้งกันพักอาศัยอยู่จำนวนมาก ทั้งชาวอเมริกัน อิหร่าน และชาวอิสราเอล
รวมทั้งยังให้เพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยในจุดรวมตัวสำคัญ เช่น ศาสนสถาน โรงแรมที่พัก และสถานบันเทิงในช่วงเวลากลางคืน และยังสั่งการให้ตรวจสอบระบบกล้องวงจรปิดในพื้นที่เมืองพัทยา โดยเฉพาะระบบกล้อง AI ตรวจจับใบหน้า ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และห้ามปล่อยให้กล้องชำรุดเสียหายโดยไม่ได้รับการซ่อมแซม
ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ยังกล่าวถึงปัญหาธุรกิจ “นอมินี” ของชาวต่างชาติว่า ชลบุรี เป็นพื้นที่ที่มีการจดทะเบียนบริษัทต้องสงสัยในลักษณะนอมินีมากที่สุดในประเทศ คือมีจำนวนมากกว่า 14,000 แห่งซึ่งรูปแบบการกระทำผิดที่พบส่วนใหญ่คือการใช้ชื่อคนไทยเป็นผู้จดทะเบียนบริษัท แต่ภายหลังมีการลักลอบใช้รหัสผ่านเข้าสู่ระบบเพื่อเปลี่ยนตัวกรรมการหรือผู้ถือหุ้นเป็นชาวต่างชาติ
จนอาจทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถตรวจพบได้หากไม่มีการตรวจสอบเชิงลึก ส่งผลให้เกิดการหลบเลี่ยงภาษี และมีการนำรายได้ส่งออกนอกประเทศกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของไทยอย่างรุนแรง
โดยได้มีการกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กรมสรรพากร สำนักงานทะเบียนธุรกิจการค้า และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเร่งตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง ปกป้องระบบเศรษฐกิจของประเทศและสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการไทย

